แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวดี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สิ่งพึงทำที่สุดในชีวิต

สิ่งพึงทำที่สุดในชีวิต

(จากคอลัมน์ศิลาในน้ำเชี่ยว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2551
ภาพประกอบ ไฟคริสตมาสประดับ ที่เมืองบอสตั้น โดย pC )




สงบเข้าไว้ รอคอยอย่างอดทน ทำอะไรที่ทำได้ไปพลางๆ
ไม่มีอะไรยืนยาวอย่างไม่รู้จบได้หรอก
ทุกอย่างล้วนต้องเปลี่ยนแปลง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ
หากคุณรอคอยอย่างสงบและผ่อนคลาย
แต่หากคุณกระวนกระวายวิ่งวุ่นราวคนบ้า คุณก็กำลังก่อกวนให้สถานการณ์เลวร้ายลง




ชีวิตที่ไร้ความทุกข์ยาก คงจะตื้นเขินและน่าเบื่อมากทีเดียว
ทนทุกข์ เรียนรู้ และเติบโต...



ผมได้พลิกอ่าน หนังสือหิมะกลางฤดูร้อน ของท่านสยาดอ อู โชติกะ พระภิกษุชาวพม่าอยู่บ่อยๆ และได้พบคำพูดที่เรียบง่าย แต่สะกิดใจ สะท้อนความรู้สึกอย่างชงัดงัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวาย สับสนในปัจจุบัน ท่านอูโชติกะได้เขียนไว้ว่า 'โปรดอย่าคิดว่าเรื่องยุ่งยากเหล่านี้มันไร้ค่า แม้จะต้องผจญกับความรวดร้าว ผิดหวัง ท้อแท้ และเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปมากเพียงใด อาตมาก็ยังคงเห็นว่าชีวิตมันน่าสนใจ ล้ำค่าด้วยความหมาย

เราเดินอ้อมไม่ได้หรอกนะ หนทางเดียวคือ ต้องเดินฝ่าเข้าไป

ไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบในชีวิตนี้ ฉะนั้น อย่าไปโหยหาความสมบูรณ์แบบเลย
อาตมาเองก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ไม่มีวันจะเป็นไปได้ และไม่เคยคาดหวังด้วย

อาตมาผ่านทุกข์มาไม่น้อยเลย ขณะนี้ก็ยังมีทุกข์ แต่อาตมาอยู่กับความทุกข์ได้อย่างสงบและสง่างาม
อาตมาถือว่าทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนที่สำคัญมากด้วย จะเข้าใจชีวิตได้อย่างไร
หากไม่เคยรู้จักความทุกข์ แม้ในยามทุกข์อาตมาก็ยังคงสงบเย็นได้
จนยากที่ใครจะเชื่อได้ว่า อาตมากำลังเผชิญกับทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่'

เป็นธรรมดาครับที่คนเรามักจะรักสุข เกลียดทุกข์ จึงมีการต่อต้าน ดึงดัน ขัดขืน
เพื่อตีฝ่าออกจากวงล้อมแห่งความทุกข์ โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งพยายามดึงดันขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น วิธีการที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาดและราบคาบที่สุด คือ การเข้าไปทำความรู้จัก คุ้นเคย และยอมรับกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีการผลักไสไล่ส่ง กีดกัน ต่อต้าน ความมหัศจรรย์จะพลันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา คือ ความทุกข์นั้นพลันมลายหายไป จับต้องไม่ได้ ประหนึ่งเอาไฟสปอตไลท์เข้าไปส่องสัตว์ในยามกลางคืน สัตว์นั้นก็วิ่งหนีหายไปทันทีโดยที่ไม่ต้องทำอะไร

หากคุณมีสติ ความทุกข์จะช่วยให้คุณเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างลุ่มลึก



ควรอยู่หรอกที่เราจะมีอุดมการณ์บางอย่างในชีวิต จะได้มีเป้าหมายหรือทิศทางที่จะเดิน
แต่อย่าถึงกับบ้าอุดมการณ์จนฟั่นเฟือน อุดมการณ์ที่ประเสริฐสุด คือ มีสติอยู่เสมอเป็นนิตย์

คนเรามักมีอะไรทำมากมายจนลืมว่าสักวันตัวเองก็ต้องตาย
เรานึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ แต่มันคือภาพลวงตา

เราอยากจะเป็นคนสำคัญในชีวิตของคนอื่น อยากจะรู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอื่นได้มากมาย

สิ่งที่พึงทำ คือ ทำในสิ่งที่ตนทำได้โดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีใครจำได้เมื่องานเสร็จ
การปล่อยให้คนอื่นมีอิสระที่จะโง่งมบ้าง เป็นก้าวสำคัญและยากที่สุดในการพัฒนาจิต เห็นด้วยหรือไม่ครับ!

(บทความจากคอลัมน์ศิลาในน้ำเชี่ยว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2551 ได้รับจาก fw-mail)



=====

สุขสันต์ช่วงวันหยุดยาว และเตรียมพร้อมรับสิ่งดี ๆ ในปีหน้านี้ครับ.

pC


วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

มูลนิธิกระจกเงา ระดมหนังสือดี (มือสอง) 1,000,000 เล่ม เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แม่หมาขี้เรื้อนกับคนใจดำ‎


ที่มา FW-mail (อ่านประมาณ 5 นาทีก็จบแล้วครับ)
ภาพประกอบ โดยคุณนา (เมื่อหัวใจออกเดินทาง)


แม่หมาขี้เรื้อนกับคนใจดำ

เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจดำครับชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย
แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับแต่

แม่แกบอกมันบาปนะลูก(ไม่สนโว้ย)

เมื่อราว 15 ปีก่อนมีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่
ครับมันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆบ้านแกบ่อย

เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆแต่ กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก " กูกินไม่ลงว่ะ "

แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดใด้ทุกครั้ง(สงสัยมีของ)มันไปหาของกินทีบางทีก็ใด้บางทีก็ไม่ใด้

คราว นั้นเนื้อแห้งที่แกตากใว้หายไป พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป
แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับเพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก

แก ทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที(แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย)
แกทิ้งใว้ตรงนั้นไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้นกลับบ้านไปเตรียมของ

(
แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน)ให้ผมเฝ้าไว้(ยังเด็กอายุแค่ 12)
ผม ก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย)
มันไปจริงครับหายวับไปพี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่
แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมาให้
ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น " ทำไมมันไม่ตายวะ "

พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า

แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น
หมาขี้เรื้อนกำลังจะตายมันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับวัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัว
ก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก(เห็นกับตา)
ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูกแม้น้ำนมแห้งกรังเอาอาหารไปให้ลูกมัน

เรียกลูกๆเพื่อให้นมให้อาหารเป็นครั้งสุดท้ายแม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด

มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย( T T)

ไม่อยากเชื่อนั่นคือน้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น

เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทนเจ็บกลับ
ไปหาลูกแกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอสายตาอ่อนโยนลง

ลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งไปหาแกกระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า " ขอโทษ " พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย
เราช่วยกันฝังแม่หมา

แกรับเลี้ยงหมานั่นไว้ ทั้ง 5 ตัวตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดีไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีกแกบอก
"
มันอาจมีลูกรออยู่ก็ใด้ "
เมื่อ 12 สิงหา 2 ปีที่แล้วแกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า

"
แม่ตอนผมอายุ 16 แม่สอนผมยังไงนะสอนอีกหนใด้ไหมครับ "

แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก

ไม่อยากเชื่อแม่หมาขี้เรื้อนตายไป 1 ตัว กลับทำให้คนใจดำอย่างแกเปลี่ยนไปขนาดนี้

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551

การเมือง เรื่องสองด้าน

คู่บ่าวสาวถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเที่ยง นายปรัชญา สิงโต อายุ 27 ปี สวมชุดสูทสีครีม เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำ ผูกเนกไทสีชมพู ควงคู่มากับ น.ส.ศิวาพร ไขศรี อายุ 27 ปี สวมชุดเจ้าสาวสีครีม เข้ามาตระเวนถ่ายภาพตามมุมต่างๆภายในทำเนียบรัฐบาลและบริเวณรอบนอก ทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้ม สร้างความชื่นชมให้กับผู้ชุมนุมที่พบเห็น ส่วนใหญ่พากันอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร โดยคู่บ่าวสาวเปิดเผยว่า คบหากันมานานกว่า 8 ปีแล้ว ตกลงจะแต่งงานกันในเดือน พ.ย. ทั้งสองเคยมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ 3-4 ครั้ง จึงมาถ่ายรูปคู่ในทำเนียบรัฐบาลไว้เป็นที่ระลึก เพราะถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการเมืองไทย โดยปกติทำเนียบรัฐบาลไม่ได้เข้ามาง่ายๆ ผู้สื่อข่าวถามว่าเห็นด้วยกับการชุมนุมที่ยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ ว่าที่บ่าวสาวกล่าวในทำนองเดียวกันว่า หากการชุมนุมที่ยืดเยื้อแล้วมีเหตุมีผลก็สมควร แต่ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่สมควร ส่วนตัวไม่ได้เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ทุกอย่าง มีบางแนวทางที่เห็นด้วย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน


ที่มา ไทยรัฐ


วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

วันงดใช้รถ

ที่มา www.kapook.com


รถยนต์

สังคมตระหนัก วันปลอดรถ

กทม.ผนึก สสส.-ชมรมจักรยานฯ เปิดงาน "คาร์ฟรีเดย์ 2008" ยิ่งใหญ่ พร้อมกันกว่า 40 จังหวัด ชี้รถ 1 ล้านคัน ขับน้อยลงแค่วันละกิโลนิดๆ คนไทยประหยัดค่าน้ำมันได้เกือบ 2 พันล้านต่อปี ลดคาร์บอนไดออกไซด์ 1 แสนตัน ข้าราชการ - ลูกจ้าง กทม. 8 หมื่นคน ประกาศ 22 กันยายน งดใช้รถส่วนตัว

ที่ สนามกีฬาศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 กันยายน ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย กลุ่มกรีนพีซ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน "วันปลอดรถ" CAR FREE DAY 2008 โดยมีศิลปินดาราจากค่ายอาร์เอสมาร่วมรณรงค์ด้วย คือ วงแบล็กวนิลา และเฟย์ ฟาง แก้ว

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า วันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็นวันลดการใช้รถยนต์ หรือ CAR FREE DAY มีประชากรกว่า 100 ล้านคน ใน 1,500 เมืองทั่วโลกร่วมกิจกรรม ในไทยดำเนินการแล้ว 5 ปี รณรงค์ลดการใช้รถ ลดการใช้พลังงาน ลดภาวะโลกร้อน ที่เป็นวิกฤติรุนแรงของโลกในขณะนี้ หากรถ 1 ล้านคันในไทย วิ่งน้อยลงเพียงวันละ 1 กิโลเมตรเศษๆ หรือ 1.3 กม. จะลดก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ต่อปี และประหยัดค่าน้ำมันได้เกือบ 2 พันล้านบาทต่อปี

"กว่าจะได้น้ำมัน 1 ลิตร ต้องใช้ซากพืช ซากสัตว์กว่า 2.5 หมื่นกิโลกรัม ใช้เวลากว่าล้านปี แต่เมื่อมาเติมรถยนต์กลับขับขี่ได้แค่ 7.10 กม. ถือเป็นต้นทุนที่สูงมาก ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม ก๊าซพิษที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หลายหน่วยงานจึงร่วมรณรงค์ให้เกิดการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเดิน การใช้จักรยาน ที่มีประโยชน์โดยตรงต่อสุขภาพ และลดมลภาวะเป็นพิษอย่างยั่งยืน"

จักรยาน



ทพ.กฤษดากล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ชาวจักรยานหลายพันคนร่วมแปรขบวนเป็นรูปแผนที่ประเทศไทยความยาว 95 เมตร และธงชาติไทยยาว 30 เมตร รวมถึงขบวนจักรยานและขบวนคนเดิน จาก 6 แห่ง คือ 1.สยามพารากอน 2.ดิเอ็มโพเรียม 3.ตึกช้าง สี่แยกรัชโยธิน 4.สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ) 5.เดอะมอลล์บางกะปิ 6.สวนลุมพินี และกิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมกันในอีก 40 จังหวัด แสดงให้เห็นว่าพวกเรายืนยันที่จะร่วมกันลดการใช้พลังงานในทุกรูปแบบตลอดไป และรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนไทยลดการใช้พลังงานให้มากขึ้น

นายยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง รอง ผอ.สำนักงานการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวว่าการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถ ยนต์ส่วนบุคคล หันมาใช้รถขนส่งมวลชน ใช้รถจักรยาน หรือการเดิน เป็นนโยบายหลักของ กทม. เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ และยกระดับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการจราจรติดขัด การเกิดอุบัติเหตุ ช่วยประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนเมืองดีขึ้น ซึ่งกรุงเทพมหานครขอเป็นหน่วยงานต้นแบบในการร่วมรณรงค์ โดยวัน ที่ 22 กัยยายนนี้ ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดกรุงเทพมหานครกว่า 80,000 คน จะร่วมแรงร่วมใจกัน งดใช้รถส่วนบุคคลในการเดินทางไปกลับที่ทำงาน ยกเว้นกรณีจำเป็นก็ต้องเป็น Car pool ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน ที่มีผู้โดยสารตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ภาพประกอบจาก kapook.com และทางอินเทอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

"ปุ๋ย"ภรณ์ทิพย์ นางงามใจบุญมอบ 30 ล้านช่วยเด็กใต้


" ปุ๋ย" ภรณ์ทิพย์ ไซมอน (นาคหิรัญกนก) อดีตนางงามจักรวาล ขวัญใจคนไทย บินโดยเครื่องบินส่วนตัวเดินทางจากสหรัฐอเมริกา มาเปิดตัวโครงการมอบทุนการศึกษามากถึง 60 ทุน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เพื่อผลิตครูในบ้านเกิด ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ Angel′s Wing Foundation International

ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ กล่าวว่า หวังให้นักเรียนนักศึกษาภาคใต้ได้ศึกษาต่อจนก้าวเป็นคุณครูที่เข้าใจสภาพ ปัญหาและสืบสานวัฒนธรรมในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง โดยจะเริ่มโครงการนำร่องที่ จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดแรก

โดยนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความใฝ่ฝันอยากเป็นแม่พิมพ์ของชาติและมีจิตสำนึกในวัฒนธรรมท้องถิ่น แสดงความจำนงค์ยื่นประวัติขอรับทุนได้ที่มูลนิธิ Angel′s Wing ติดต่อ เบอร์ 081-564-8623 และเทศบาลเมืองภูเก็ต


"ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์" เกิดเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2511 ที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นอดีตนางงามจักรวาลชาวไทยคนที่ 2 และยังดำรงตำแหน่ง "ผู้แทนสหประชาชาติ" สำหรับโครงการช่วยเหลือเด็กและสตรีในระดับนานาชาติ และเป็นประธานตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กอีกหลายแห่ง นอกเหนือจากการเป็นนางแบบ นักร้อง นักแสดงกิตติมศักดิ์ และนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ



ที่มา

รูปประกอบจาก ThaiTownUSA

ข้อมูลจาก มติชน 27 สิงหาคม 08


วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มอบรางวัลแท็กซี่เก็บเงินคืนทัวริสต์

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้มีการจัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่นายจักรินทร์ แช่มเดช อายุ 52 ปี คนขับแท็กซี่ พลเมืองดี ซึ่งเก็บกระเป๋าเงินจำนวน 300,000 บาท ส่งคืนให้แก่ นายฮาฮิม อีสซา นักท่องเที่ยวชาวโอมานเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว. วัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี ซึ่งนายสมศักดิ์ กล่าวว่า วธ.ขอแสดงความชื่นชมการกระทำความ ดีของแท็กซี่น้ำใจงามซึ่งเป็นคนดีของสังคมเพราะ ที่ผ่านมา วธ. ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และสร้างจิตสำนึกให้ ประชาชนประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม แต่ทุกวันนี้สังคมไทยมีสภาพที่เสื่อมโทรม และคนดีก็หายากขึ้นทุกวัน ดังนั้น วธ. จึงอยากยกย่องให้นายจักรินทร์เป็นพลเมืองดี ที่กระทำตนเป็นต้นแบบความซื่อสัตย์สุจริตให้แก่เยาวชนและประชาชน รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ กับประเทศไทย โดยทางกระทรวงได้มอบเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ในการเป็นคนดี คิดดี และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไป

ด้านนายจักรินทร์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สามารถนำทรัพย์สินส่งคืนสู่เจ้าของได้ และเห็นว่าการที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านเรา และลืมสิ่งของไว้บนรถแท็กซี่ คนขับรถแท็กซี่ก็ควรจะมีน้ำใจนำไปส่งคืนเจ้าของ และที่สำคัญไม่ควรอยาก ได้เงินของผู้อื่น.

ที่มา เดลินิวส์

รปภ.คนซื่อเก็บกระเป๋าส่งคืนทัวริสต์


เมื่อ เวลา 11.20 น. วันที่ 22 ส.ค. นายสมชาย กล้าหาญ อายุ 34 ปี รปภ. หมู่บ้านรีเจ้นท์ปาร์ค ซอยนาเกลือ 14 หมู่ 5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นำกระเป๋าสะพายสีดำ ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลืมทิ้งไว้ บริเวณริมชายหาดพัทยา มอบให้ ด.ต.จำลอง ประดิษฐ์จา หน.ตู้จราจรตลาดลานโพธิ์นาเกลือ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อติดต่อเจ้าของมารับคืน โดยนายสมชายเปิดเผยว่า หลังเลิกงานเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. พาครอบครัวไปเที่ยวเล่นริมชายหาด หลังโรงแรมลองค์บีช แอนด์ สปา พบครอบครัวนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเล่นน้ำทะเลอยู่ใกล้ ๆ กัน สักพักใหญ่ ๆ ก็พากันกลับไป โดยลืมกระเป๋าไว้ ตนนั่งรอเจ้าของกลับมาเอาคืนอยู่นาน แต่ไม่มาสักที จึงนำมาให้ตำรวจ

หลังจาก ด.ต.จำลอง ตรวจดูในกระเป๋า พบมีเงินสด 3 แสนรูเปีย หรือราว 2 แสนบาทเศษ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง กล้องส่องทางไกล 1 ตัว และบัตรประจำตัว ระบุชื่อ นายอามีน จูลีซาร์มานส์ยาห์ อายุ 51 ปี ชาวอินโดนีเซีย มีบัตรเข้าพักที่โรงแรมไอบีชโฮเต็ล ย่านพัทยาเหนือ จึงประสานไปทางโรงแรม เพื่อแจ้งมารับทรัพย์สินคืน ต่อมานายอามีนพร้อมครอบครัว เดินทางมารับกระเป๋า และทรัพย์สินคืนด้วยสีหน้าดีใจ พร้อมกล่าวขอบคุณและมอบเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนความซื่อสัตย์ และมีน้ำใจให้กับ รปภ.คนซื่อ.

ที่มา เดลินิวส์

นายกฯชื่นชม 4 ฮีโร่โอลิมปิกไทยพร้อมปลอบใจผู้แพ้ [24 ส.ค. 51 - 09:51]

วันนี้ (24 ส.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ชื่นชมทัพนักกีฬาไทยที่สามารถคว้าเหรียญรางวัล จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปักกิ่งเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดย ชื่นชมนักกีฬาทุกคนที่ตั้งใจ มุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ ทั้ง "น้องเก๋" น.ส.ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ที่ได้เหรียญทองจากกีฬายกน้ำหนัก "น้องสองยก 4" น.ส.บุตรี เผือดผ่อง ที่ได้เหรียญเงินจากกีฬาเทควันโด สมจิตร จงจอหอ เหรียญทองจากมวยสากลสมัครเล่น รุ่น 51 กิโลกรัม และมนัส บุญจำนงค์ เหรียญเงิน มวยสากลสมัครเล่น รุ่น 64 กิโลกรัม

นายก รัฐมนตรี ยังกล่าวปลอบใจนักกีฬาที่ไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ แต่เชื่อว่าทุกคนต่างทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และนำชื่อเสียงกลับมาให้กับประเทศชาติ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า รัฐบาลจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้อง และจะมีของที่ระลึกมอบให้ด้วย

ที่มา ไทยรัฐ

เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกคอมพิวเตอร์พร้อมนำความรู้พัฒนาประเทศ


ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

เด็กไทยสร้างชื่อคว้า 4 เหรียญจากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ที่ประเทศอียิปต์เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว เจ้าของเหรียญทองทั้งสองรายเผยไม่มีความกดดัน และทำได้ดีตามเป้าหมายที่วางไว้ และจะนำความรู้ด้านคอมพิวเตอร์พัฒนาประเทศ

คณะนักเรียนไทยที่ ไปแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ วันที่ 16-23 สิงหาคม 2551 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแข่งขันประมาณ 300 คน จากจำนวน 77 ประเทศ เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ประกอบด้วย นายภานุพงศ์ ภาสุภัทร โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่คว้าเหรียญทอง และสามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับที่ 2 ของโลก ส่วนเหรียญทองอีก 1 เหรียญ เป็นของนายธนะ วัฒนวารุณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ขณะที่นายอาภาพงศ์ จันทร์ทอง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้เหรียญเงิน และนายวิสิฐ ภัทรนุธาพร โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้เหรียญทองแดง
นายภานุพงศ์ ภาสุภัทร หรือ ไอซ์ เจ้าของเหรียญทองอันดับที่ 2 ของโลก กล่าวว่า เคยได้รางวัล 1 เหรียญทองจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศปี 2550 และ 2 เหรียญเงินจากการแข่งขันเดียวกันในปี 2548 และ 2549 โดยใน อนาคตต้องการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์หรือสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และมีคำแนะนำสำหรับเพื่อนนักเรียนที่ต้องการเก่งด้านนี้ หากมีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์แล้วให้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม จากห้องสมุด อาจารย์ หรือสถาบันที่สนับสนุน จนเกิดความชำนาญ


นายธนะ วัฒนวารุณ หรือแบงก์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้เหรียญทอง ตนเคยได้เหรียญเงินจากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศปี 2550 ทำให้ปีนี้มีความมั่นใจในการแข่งขัน ไม่มีความกดดันใดๆ ข้อผิดพลาดเกิดขึ้นน้อย ตั้งใจทำโจทย์ให้ดีที่สุด และผลก็เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

ส่วนนายสากิจ วัฒนวารุณ พ่อน้องแบงก์ กล่าวว่าภูมิใจในตัวลูกที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ การเลี้ยงลูกจะเน้นความรับผิดชอบ ตั้งใจในสิ่งที่กำลังทำ ทั้งเรื่องการเรียนหรือเรื่องอื่นๆ แต่ก็ปล่อยให้มีความคิดอิสระ และให้กำลังใจมาโดยตลอด เมื่อเขาประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ก็ดีใจ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เปิดตัวรถพันธุ์ใหม่56กม./ลิตร สุดประหยัดพลังงานไฮโดรเจน

จากหนุ่มผู้ถูกเรียกขานนามว่า "พ่อมด" ในหมู่เพื่อน สานฝันตัวเองต่อเนื่อง ยกระดับสู่ "พ่อมดแห่งนาซา" วันนี้ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ก้าวพ้นความฝันเฟื่องสู่นวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ด้วยสิ่งประดิษฐ์ รถยนต์พลังไฮโดรเจน ประหยัดพลังงาน 56 กิโลเมตรต่อลิตร

สุ มิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา จากช่างเทคนิคลูกทัพฟ้าสู่พ่อมดแห่งนาซา นักประดิษฐ์ผู้ไม่ยอมแพ้ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ พัฒนาอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำที่สามารถไปติดตั้งไว้ในรถยนต์ได้เลย ทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังน้ำแทนน้ำมันในการขับเคลื่อนได้สำเร็จ

เมื่อเช้าวันที่ 21 สิงหาคม มีการแถลงข่าวถึงความสำเร็จอันน่ายินดีนี้ ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยมี ผศ.ดร.จรูญ ถาวรจักร อธิการบดี พร้อมด้วย ผศ.วิเชียร จันทะโชติ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล นายสุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้พัฒนาอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำ "รีแอคเตอร์ 1" และนายสมชาย ไตรสุริยะธรรมา ผู้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ พร้อมกับนำรถยนต์ที่ติดตั้ง "รีแอคเตอร์ 1" ซึ่งเป็นกล่องโลหะสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 12 นิ้ว สูงประมาณ 10 นิ้ว อยู่ด้านท้ายของรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ขนาด 1,800 ซีซี มาให้ทดลองขับ



ระยะ ทาง 100 เมตร ที่มีผู้ทดลองขับสลับเปลี่ยนกันไปหลายคน ต่างบอกว่า "ไม่แตกต่าง" กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแต่อย่างใด ทั้งอัตราเร่งและความเร็ว...

"สุมิตร" เล่าถึงที่มาของแนวคิดในการพัฒนาอุปกรณ์เพื่อนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ว่า ตั้งใจทำให้คนไทยและโลกรู้ว่าน้ำเป็นพลังงานทดแทนได้ เพราะน้ำมีพลังงานมหาศาล แต่ยังไม่มีใครนำพลังงานของน้ำมาใช้อย่างเต็มที่ ในอดีตที่ผ่านมามีการนำพลังงานจากน้ำมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น การพัฒนาเรือเหาะ เอดินเบิร์ก แต่ก็เกิดความล้มเหลว จากนั้นความพยายามดังกล่าวก็หายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย ทำให้ตลอด 30 ปีของการทำงาน พยายามคิดค้นว่าจะเอาพลังงานที่จะเป็นพลังงานตลอดกาลมาใช้ได้อย่างไร

ส่วนเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน อาศัยหลักการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ทำให้ได้ก๊าซไฮโดรเจน 2 อะตอม และ ออกซิเจน 1 อะตอม โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า "รีแอคเตอร์" เป็นตัวแยก เมื่อนำไปติดตั้งกับรถยนต์จะใช้ไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่รถ 12 โวลต์ เข้ามาทำการแยกโดยขั้วบวกจะมีปฏิกิริยาของออกซิเจน ขั้วลบจะเป็นปฏิกิริยาของไฮโดรเจนในการแยกโมเลกุลน้ำ และได้ไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิง แล้วส่งเข้าไปสันดาปในเครื่องยนต์



จุด เด่นของ "รีแอคเตอร์" คือ ปฏิกิริยาการแยกน้ำจะเกิดขึ้นทีละน้อย ตามความต้องการของเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องนำไฮโดรเจนที่ได้ไปเก็บไว้ในถังเก็บ เมื่อผลิตไฮโดรเจนออกมาได้แล้วก็ส่งออกไปยังเครื่องยนต์ ทำให้เกิดการจุดระเบิดขึ้น เพราะคุณสมบัติที่ดีของไฮโดรเจนก็คือมีการเผาไหม้ได้สูงและมีการจุดระเบิด ที่ต่ำมาก เหมือนเครื่องยนต์ที่ใช้กันในปัจจุบัน เทคโนโลยีทุกวันนี้ในการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้วิธีการคล้ายๆ กัน จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อิเล็กโทรไรท์เตอร์" ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่คล้ายๆ กันหมด

"ปฏิกิริยาแยกน้ำจะเกิดความร้อนสูง ยากแก่การควบคุม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่รีแอคเตอร์ที่พัฒนาขึ้น สามารถควบคุมความร้อนให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ที่สำคัญใช้น้ำเป็นวัตถุดิบต้นกำเนิดของเชื้อเพลิง ซึ่งหาได้ง่าย ราคาถูก และประการสุดท้าย คือ ไอเสียที่เกิดจากการสันดาปนั้น จะปนออกมารวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นน้ำอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นไอเสียบริสุทธิ์" นายสุมิตรกล่าว

ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น นายสุมิตรบอกว่า เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญอย่างมาก และยังคงมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการพัฒนา "รีแอคเตอร์ 2" ขณะนี้ได้ออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นตัวทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติ ของการทำงานในระบบทั้งหมด วงจรนี้จะทำงานร่วมกับ ไมโครคอนโทรลเลอร์ ที่จะเป็นตัวควบคุมการทำงานของรีแอคเตอร์กับเครื่องยนต์ เพื่อให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่น้อยลง และได้ผลผลิตคือ ไฮโดรเจนในปริมาณที่เป็นสัดส่วนกับความต้องการของเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

ก่อนหน้านี้ สมิตร เคยบอกเอาไว้ว่า รถยนต์ขับเครื่องด้วยพลังงานใหม่นี้ ใช้พลังงานผสมผสาน แบบประหยัดสุดๆ ระยะทางประมาณ 560 กิโลเมตร วิ่งจากกรุงเทพฯถึงอุดรธานี ใช้น้ำมันเสริมเพียง 10 ลิตร เท่ากับว่า รถที่ว่านี้มัอตราประหยัดพลังงานที่ 56 กิโลเมตรต่อลิตรนั่นเอง

"จุดประสงค์ที่คิดค้นเกิดจากอยากให้โลกรู้ว่า น้ำสามารถเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา นอกจากนี้รีแอคเตอร์ยังเป็นตัวแก้ปัญหามลพิษ สภาวะปัญหาของโลกในปัจจุบันที่เกิดสภาวะโลกร้อน เพราะการใช้น้ำมาเป็นพลังงานเป็นเชื้อเพลิง จะทำให้ลดภาวะโลกร้อนและแก้ปัญหามลพิษไปด้วย ผลงานชิ้นนี้จะไม่ใช่ชิ้นแรกและชิ้นสุดท้าย ขอให้คนไทยเป็นกำลังใจให้ผมและทีมงานทำหน้าที่ต่อไปให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป" นายสุมิตรกล่าว

ในเบื้องต้นทีมคิดค้นพัฒนา "รีแอคเตอร์" ยังไม่ได้กล่าวถึงต้นทุนการผลิต หรือการพัฒนาในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

นายสุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา เดิมเป็นชาว จ.ราชบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนจ่าอากาศ เริ่มต้นรับราชการที่กองบิน 23 จ.อุดรธานี เป็นเวลา 6 ปี จากนั้นได้ศึกษาต่อในหลายสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทั่งจบการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรม อากาศยาน จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปีในบริษัทผู้ผลิตอากาศยานยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น โบอิ้ง หรือ แอร์บัส ทำงานในองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา มีผลงานการประดิษฐ์ที่ทำให้ประหลาดใจหลายอย่าง จนเพื่อนร่วมงานขนานนามว่า "พ่อมด"

ที่มา
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

จากจับกังก่อสร้าง สู่เหรียญทองโอลิมปิก

น้องเก๋ ประภาวดี


ความผิดหวัง...โอลิมปิกเกมส์ 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ถึงจะทำให้ชีวิต "น้องเก๋" ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล เซซวนไปบ้าง แต่เหรียญทอง โอลิมปิก 2008 ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็ง

สี่ปีที่แล้ว เก๋ถามพ่อ... "พ่อ...หนูเลิกเล่นกีฬายกน้ำหนัก พ่อจะว่าอะไรไหม พ่อก็ว่า...ตามใจหนู หนูโตอายุตั้ง 20 แล้ว ตัดสินใจเองได้หมดทุกอย่างแล้ว" คุณพ่อจันทร์แก้ว อายุ 48 ปี กล่าว

นัย ความหมาย พ่อจะว่าอะไรไหม? คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับพ่อรู้อยู่เต็มอกว่า เก๋หมายถึง...ถ้าเลิกก็จะไม่มีรายได้มาเลี้ยงพ่อแม่ และน้องๆอีก 3 ชีวิต

ช่วง นั้น พ่อแม่เก๋ยังยึดอาชีพกรรมกรก่อสร้าง มีรายได้รายวัน วันละ 200 บาท แต่เก๋มีรายได้จากการเล่นกีฬา บริหารรายรับให้พอกับรายจ่ายอย่างเต็มที่

เก๋ส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน ระยะห่างแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่า ครอบครัวเดือดร้อนมากขนาดไหน เฉลี่ยแล้วอาทิตย์...สองอาทิตย์ จะส่งมาทีละ 3,000-4,000 บาท

จริงๆ แล้ว พ่อก็รู้ว่าลูกมีรายได้ไม่ได้มากขนาดนั้น อาศัยว่าเก็บมากกว่าจ่าย เป็นคนไม่ค่อยใช้เงิน ไม่เที่ยว นิสัยตั้งแต่เด็กไม่มีเงิน...ไม่กินก็ได้ ไม่เคยงอแงร้องขอ

ไม่ร้องขอ เพราะรู้ว่าอ้อนไปพ่อแม่ก็ไม่มีเหมือนกัน

"เก๋จึงพูดให้พ่อแม่สบายใจว่า...ไม่ต้องเป็นห่วง เก็บตัวฝึกซ้อม ข้าว ขนม...มีกินทุกมื้อ"

ฐานะยากจนขัดสนเป็นลูกกรรมกรก่อสร้าง แต่ละช่วงชีวิตจึงดำเนินไปอย่างยากลำบาก แต่นิสัยส่วนตัว เก๋เป็นเด็กร่าเริง เข้มแข็งดีมาก

ที่ว่าเก๋นิสัยขี้แง ก็แค่ตอนเด็กๆ อายุ 3-4 ขวบ...เหมือนเด็กทั่วไป

คุณพ่อจันทร์แก้ว บอกว่า ตั้งแต่เก๋เข้าอนุบาล พ่อแม่ต้องออกไซต์ งานรับจ้างต่างจังหวัด มาไกลถึงกรุงเทพฯ ทำได้ 1 ปี ก็ย้ายไประยอง แล้วก็ย้ายไปเรื่อยๆ...ส่วนเก๋มีตากับยายคอยเลี้ยงดู




"ชีวิตจับกัง...กรรมกร ไม่มีวันสบายหาเงินง่าย ใครไม่ทำ... ไม่รู้หรอกว่าลำบากสุดๆ"

ช่วงที่เก๋ยังเล็ก พ่อแม่ทำงานสองแรงแข็งขันมีรายได้คนละ 170-180 บาทต่อวัน

รายได้รวมกันวันละไม่ถึง 400 บาท ไหนจะกินจะใช้ ไหนจะต้องส่งลูก ที่กำลังเรียน ต้องใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียร และบ่อยครั้งที่ขอเบิกล่วงหน้า ครั้งละ 1,000 บาท วันที่ขอเบิกค่าแรงล่วงหน้า มักจะเป็นวันที่ 15 ของแต่ละเดือน คุณแม่ภาวลีย์จะเป็นตัวแทนทั้งพ่อและแม่กลับบ้านหาลูก เพื่อเอาเงินไปให้ยายเก็บไว้ใช้จ่าย

"ไม่เบิกล่วงหน้า ก็ไม่มีเงิน...แล้วก็ต้องมาทำงานตามใช้หนี้ เหมือนเป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด" เก๋ เรียนชั้นประถม ทุกเช้ายายจะมาส่งหน้าปากซอย รอรถโรงเรียน หน้าปากซอยจะมีอู่ซ่อมรถยนต์ เปิดเป็นยิมฝึกซ้อมนักกีฬายกน้ำหนัก เก๋ก็เห็นจนชินตา กระทั่ง เก๋เรียนชั้น ป.4 ก็มีคนในยิม เอ่ยปากชวน...อยู่ว่างๆไม่ได้ทำอะไร ก็มาออกกำลังกายด้วยกัน

" เด็กละแวกบ้านหลายคนก็มาเล่นอยู่ก่อนแล้ว เห็นอยู่กับยาย กลัวเหงา...ก็เลยชวนมาเป็นเพื่อนเล่นกัน ไม่ได้คิดว่าจะเล่นจริงจังจนติดทีมชาติ"

ลูก เก๋โตขึ้นเรื่อยๆ นับวันพ่อกับแม่ก็ยิ่งลำบากมากขึ้น กัดฟันส่งลูกจนจบ ป.6 จะขึ้น ม.1 ค่าเทอมแพงขึ้น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

"พ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้ลูกเรียนอีกแล้ว" พ่อพูดกับเก๋ตรงๆ "ทำยังไงได้ เราอาชีพหาเช้ากินค่ำ ก็ชวนลูกไปทำงานด้วยกันที่กรุงเทพฯ..."

เก๋ผันสถานะจากเด็กนักเรียนเป็นกรรมกรหิ้วปูน ขนอิฐ โครงการก่อสร้างคอนโดฯสูง 4 ชั้น ย่านลาดพร้าว 71 ได้ค่าแรงวันละ 100 บาท ถึงจะมีชีวิตที่ลำบาก แต่น่าภูมิใจที่เก๋ไม่เคยบ่นว่ารู้สึกเสียใจ

พ่อเคยปลอบ "ถ้ามีเงินเมื่อไหร่...ค่อยมาเรียนก็ได้ เรื่องเรียนไม่มีใครแก่เกินเรียน น้องเก๋ก็เข้าใจ บอกว่า...ไม่เป็นไรพ่อ หนูมีเงินค่อยเรียน กศน.ก็ได้" เก๋เป็นจับกังอยู่ไม่นาน พี่ๆที่ค่ายยกน้ำหนักก็ให้คนมาตามถึงกรุงเทพฯ ให้เก๋มาเรียนหนังสือ โดยมีข้อแม้ว่า ต้องเป็นนักกีฬายกน้ำหนัก คุณพ่อจันทร์แก้ว...ถามลูกว่า เอามั้ย เก๋ตอบตกลง

ชีวิตเก๋เหมือนตกกระไดพลอยโจนต้องมาเล่นกีฬายกน้ำหนัก นึก ถึงวันนั้น รู้สึกสะท้อนใจทุกที ไม่ต้องพูดถึง ว่าจะได้ไปส่งลูกให้ถึงฝั่งฝัน เอาแค่เงินติดตัวมีแค่ 500 บาท ก็ให้ลูกไปทั้งหมด เป็นทั้งค่ารถ ค่ากิน ค่าเล่าเรียนให้เก๋ได้เริ่มอนาคตใหม่

" โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ ถึงจะเรียนฟรี ก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ในช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ ต้องยกความดีให้กับคุณตา คุณยาย ที่คอยดูแลน้องเก๋ อย่างใกล้ชิด" ตา ยายอายุมากแล้ว ไม่มีอาชีพมั่นคง นอกจากหาผักปลาไปขาย ถึงจะได้เงินไม่มาก แต่ก็ทำให้ 3 ชีวิตดำเนินต่อไปได้แบบถูลู่ถูกัง ยามมีปัญหา แม้ว่าคุณแม่น้องเก๋เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เก๋ก็ปรึกษาแม่มากกว่าพ่อ

คุณแม่ภาวลีย์ อายุ 53 ปี บอกว่า ปกติลูกสาวคนนี้ เป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่าย วันนี้ถือว่าประสบความสูงสุดแล้ว แม่ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง "เก๋เป็นหลักของครอบครัวมาจนพ่อแม่ไว้ใจ มั่นใจว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา"

คุณพ่อจันทร์แก้ว บอกอีกว่า เก๋...เป็นคนสุขุมรอบคอบ ทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง จะห่วงพ่อแม่น้องก็เรื่องเดียว...มีรายได้พอกินพอใช้หรือเปล่า ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปกี่ปีกี่เดือน เก๋จะถาม

"พ่อเหนื่อยไหมทำงาน...พ่อเลิกอาชีพก่อ สร้างได้ไหม" พ่อก็ว่า "ถ้าพ่อเลิกจะให้พ่อไปทำอะไร จะทำอะไรก็ต้องใช้ทุน เก๋ก็ยังบอก... เอาไหม หนูให้" สองปีที่แล้ว เก๋ใช้เงินสดก้อนใหญ่เกือบ 8 แสนบาท ซื้อบ้านที่ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เงินก้อนนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงที่เหน็ดเหนื่อยกับกีฬายกน้ำหนัก พ่อเห็นลูกซื้อบ้านไปแล้ว คงเหลือเงินไม่มากก็อยากให้ลูกเก็บเงินไว้ก่อน

"คิดว่า ถ้าลงทุนค้าขาย พ่อเคยแต่ทำนากับกรรมกรก่อสร้าง...ไม่มีหัวทางนี้ ส่วนแม่ก็ไปไหนไปกันกับพ่อ ไม่มีหัวการค้าเหมือนกัน" คุยกันไปคุยกันมา ความคิดสุดท้ายจบตรงที่ "ขายลูกชิ้นทอด" ถึงจะต้องใช้เงินทุนหลักหมื่น เก๋ก็ทยอยส่งมาให้ทีละสี่พัน...ห้าพัน ไปซื้อรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์ ตู้ เตา กระทะทอดลูกชิ้น ได้จนครบ

อาชีพ ใหม่ของคุณพ่อ ทำมาได้กว่า 6 เดือนแล้ว ตะลอนวิ่งขายในตำบลหนองปลิง วันละกว่า 10 กิโลเมตร หักทุน...หักน้ำมันแล้ว เหลือวันละ 200 กว่าบาท รายได้นี้ กับปากท้องคนทั้งครอบครัว จันทร์แก้วบอกว่า ยังไงก็ไม่พอ " ถึงวันนี้...น้องเก๋ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ส่งเงินมาให้ที่บ้านทุกเดือนไม่เคยขาด ถ้าไม่มีเก๋ ครอบครัวเจริญรัตนธารากูล คงไม่ลืมตาอ้าปากได้อย่างวันนี้"

ก่อน เดินทางไปแข่งโอลิมปิกที่ปักกิ่ง น้องเก๋ไม่ได้ตั้งความหวังไว้เกินตัว หรือวางแผนอนาคตที่จะทำอะไรต่อไปหลังจากกลับมา คุณพ่อจันทร์แก้วยังบอกลูกว่า พ่อเองก็ไม่ได้หวังอะไร เพียงแต่อยากให้ลูกได้ไปโอลิมปิกสักครั้ง ช่วงชีวิตที่ดำเนินมาอย่างยากลำบาก แม้ว่าวันนี้ความสำเร็จของน้องเก๋ จะทำให้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่คุณพ่อจันทร์แก้วก็ยืนยันว่า...ไม่มีใครลืมตัว

"เงินรางวัลที่ได้มา คงไม่ทำให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่เปลี่ยนไป เคยลำบากทำงานหาเงินอย่างไร ก็คงทำ"



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เครื่องลดมลพิษ พลังจิต


พระอาจารย์รัตน์​ ​รัตนญา​โณ


พระ​ไทยประสบ​ความ​สำ​เร็จผลิดเครื่องลดมลภาวะ​โลกร้อน​ ​ได้​สำ​เร็จ​ ​นำ​ไปทดลอง​ใช้​ใน​ประ​เทศฟิลิปปินส์​ได้​ผล​เป็น​ที่น่าพอใจ​ ​มีตัวแทน​จาก​องค์การบริหารการบิน​และ​อวกาศแห่งชาติ​หรือ​นาซ่า​ ​และ​ดร​.​อาจอง​ ​ชุมสาย​ ​ณ​ ​อยุธยา​ ​วิศวกร​ผู้​ออกแบบระบบลงจอดของยาน​ ​อวกาศไวกิ้งเพื่อลงจอดบนดาวอังคาร​ ​จะ​เข้า​พบเพื่อศึกษา​เครื่องดังกล่าว​ด้วย





​เมื่อเวลา​ 10.00 ​น​.​วันที่​ 1 ​สิงหาคม​ 2551 ​ที่สำ​นักสงฆ์บูรณรักษ์ธรรม​ ​อำ​เภอแม่ริม​ ​จังหวัดเชียง​ใหม่​ ​พระอาจารย์รัตน์​ ​รัตนญา​โณ​ ​เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง​ ​อำ​เภอแม่สะ​เรียง​ ​จังหวัดแม่ฮ่องสอน​ ​ได้​เปิดแถลงข่าว​กับ​สื่อมวลชนว่า​ ​ได้​ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ใน​การคิด​ค้น​และ​ประดิษฐ์​เครื่องลดมลภาวะทางอากาศ​ได้​สำ​เร็จ​ ​ซึ่ง​เครื่องดังกล่าวประกอบ​ด้วย​พีรามิดรูปทรงสามเหลี่ยม​ ​มุม​ 60 ​องศา​ ​จำ​นวน​ 7 ​ก้อน​ ​โดย​นำ​พิรามิดมาจัดเรียงแนวตั้ง​แล้ว​พันรอบ​ด้วย​สายยาง​ ​ก่อนบรรจุน้ำ​เข้า​ไป​ ​ภาย​ใน​ติดตั้งปั๊มน้ำ​ภาย​ใน​ ​เมื่อปั๊มน้ำ​ทำ​งาน​ ​แรงดัน​จาก​ปั๊มน้ำ​จะ​ทำ​ให้​น้ำ​หมุนวนรอบพีรามิด​เป็น​จนเกิด​เป็น​เกลียว​ ​วน​จาก​ขวา​ไปซ้ายตามศูนย์​แรงดึงดูดของกา​แลกซี่ทางช้างเผือก​ ​แรงดึงดูดที่​เกิดขึ้น​จะ​ถูกผลักขึ้น​ ​มาด้านบนของเครื่อง​และ​จะ​ทำ​ให้​น้ำ​บริ​เวณรอบ​จะ​วิ่งมา​แทนที่​ ​และ​ทำ​ให้​อากาศไหลตัวจนเกิดลม​ ​ขึ้น​ ​และ​ขณะที่​เครื่องทำ​งาน​จะ​มีการดึง​ความ​ชื้น​และ​ดึงดูดฝน​ให้​ตกลงมารอบรัศมีของ​ ​เครื่อง​ใน​ระยะ​ 5 ​กิ​โลเมตร​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​จะ​ดึงมลพิษทางอากาศ​เข้า​มาทำ​ลายจนทำ​ให้​อากาศสะอาด​

​สำ​หรับพีรามิด​ซึ่ง​เป็น​องค์ประกอบสำ​คัญของเครื่องทำ​จาก​แร่ชนิดหนึ่ง​ซึ่ง​ถูก​ ​ค้น​พบ​ใน​ถ้ำ​แห่งหนึ่ง​ใน​ ​อำ​เภอแม่สะ​เรียง​ ​จังหวัดแม่ฮ่องสอน​ ​ซึ่ง​เแร่ดังกล่าว​ยัง​ไม่​มีการต้งชื่อ​ใน​ทางวิทยาศาสตร์​ ​โดย​แร่ดังกล่าว​จะ​ถูกนำ​มาผสม​กับ​ซี​เมนท์​และ​ทำ​เป็น​รูปพีรมิดก่อนนำ​ไปจัดเรียง​ ​ไว้​ใน​เครื่อง​

​พระอาจารย์รัตน์​ ​กล่าวว่า​ ​เครื่องลดมลภาวะที่ทำ​ขึ้น​ ​เป็น​การผสมผสาน​กัน​ระหว่าง​ ​หลักการทางวิทยาศาสตร์​และ​พลังจิต​จาก​สมาธิ​ ​ซึ่ง​ใน​การทำ​งาน​จะ​ใช้​พลังงาน​จาก​วัตถุ​ 80 ​เปอร์​เซ็นต์​ ​ส่วน​ที่​เหลืออีก​ 20 ​เปอร์​เซ็นต์​เป็น​พลังจิต​ ​หากใครผลิตเลียนแบบก็​ไม่​สามารถ​ใช้​ได้​เนื่อง​ ​จาก​ไม่​มี​ส่วน​ผสมของพลังจิต​ ​โดย​เครื่องลดมลภาวะ​ได้​ใช้​เวลาศึกษา​และ​ทดลองมานานกว่า​ 3 ​ปี​ ​จึง​ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ ​โดย​ใน​ช่วงที่จังหวัดเชียง​ใหม่​ประสบปัญหาสมลพิษทาวงอากาศจน​ต้อง​ประกาศภาวะฉุก​ ​เฉิน​ใน​ปี​ 2548 ​ได้​นำ​เครื่องลดมลภาวะ​ไปติดตั้งบริ​เวณแจ่งศรีภูมิ​ ​อำ​เภอเมืองเชียง​ใหม่​ ​และ​ปรากฏว่าทำ​ให้​อากาศบริ​เวณดังกล่าวมีค่ามลพิษน้อยกว่าจุด​อื่น​อย่างเห็น​ได้​ ​ชัด​ ​อย่างไรก็ดี​เครื่องที่คิด​ค้น​ขึ้นมา​ ​ไม่​คิด​จะ​ทำ​ขายเชิงพาณิชย์​ ​แต่​ต้อง​การ​ช่วย​เหลือ​ผู้​ที่​ได้​รับ​ความ​เดือดร้อนอย่างแท้จริง​ ​โดย​ขณะนี้​ได้​ผลิตเครื่อง​ได้​ทั้ง​หมด​ 9 ​เครื่อง​ ​หาก​ใน​พื้นที่​ใด​ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง​สามารถ​มายืมเครื่องไป​ใช้​ฟรี​




​พระอาจารย์รัตน์​ ​กล่าว​ด้วย​ว่า​ ​ต้นปีที่ผ่านมา​ ​ได้​มีบริษัทเอกชน​จาก​ประ​เทศฟิลิปินส์​ได้​ยืมเครื่องไป​ใช้​ ​ปรากฏว่า​สามารถ​ลดมลพิษ​ได้​กว่าร้อยละ​ 80 ​และ​บริษัทดัง​ ​กล่าว​ได้​พยายามขอจดสิทธิบัตรแต่​เรา​ไม่​ยอม​เพราะ​ผิดสัตถุประสงค์​ ​อย่างไรก็ตามขณะนี้​เครื่องลดมลภาวะ​ได้​รับ​ความ​สนใจ​จาก​นักวิทยาศาตร์​เป็น​อย่าง​ ​มาก​ ​โดย​ก่อนหน้านี้​ได้​มี​เจ้าหน้าที่​จาก​องค์การสหประชาชาติ​เดินทางมาทดลอง​และ​ ​ศึกษา​ถึง​ 2 ​ครั้ง​ ​ซึ่ง​ใน​วันที่​ 6 ​สิงหาคมนี้​ ​จะ​มีทีมแพทย์​ ​จาก​ประ​เทศเยอรมัน​เข้า​มาศึกษา​ ​จาก​นั้น​ใน​วันที่​ 9 ​สิงหาคม​ ​จะ​มีตัวแทน​จาก​องค์การบริหารการบิน​และ​อวกาศแห่งชาติ​หรือ​นาซ่า​ ​เข้า​พบนอก​จาก​นี้​ใน​วันที่​ 20 ​สิงหาคมดร​.​อาจอง​ ​ชุมสาย​ ​ณ​ ​อยุธยา​ ​วิศวกร​ผู้​ออกแบบระบบลงจอดของยาน​ ​อวกาศไวกิ้งเพื่อลงจอดบนดาวอังคาร​ ​จะ​เข้า​พบเพื่อศึกษา​เครื่องดังกล่าว​ด้วย​เช่น​กัน

จาก พลังจิต.com

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

น้ำใจแท็กซี่ไทย คืนเงินนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นครึ่งล้าน [25 เม.ย. 51 - 06:44]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้ามืดวันนี้ (25 เม.ย.) เกิดเหตุ นายไซโต้ ทาคาชิ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ลืมกระเป๋าเป้สีเขียว สายสะพายสีดำ ไว้ในรถแท็กซี่สีชมพูคาดขาว หมายเลขทะเบียน ทร-7721 กรุงเทพมหานคร ที่โดยสารจากอาคารธนิยะพลาซ่า ถนนสีลมไปที่โรงแรม แกรนด์เมอร์เคียวฟอร์จูน ถนนรัชดาภิเษก โรงแรมที่พัก ภายในกระเป๋าดังกล่าว มีหนังสือเดินทาง เงินสดเยนญี่ปุ่น จำนวน 1,400,000 เยน หรือ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 420,000 บาท เงินสดดอลลาร์สหรัฐฯ ฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 20 ใบ ( 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ) หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 60,000 กว่าบาท สมุดโน๊ต 1 เล่ม และเอกสารสำคัญหลายอย่าง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ต่อมานายหรั่ง ศรีทุมมา อายุ 34 ปี โชเฟอร์แท็กซี่คันดังกล่าว นำกระเป๋าของนายไซโต้ ทาคาชิ ไปส่งคืนให้ โดยกล่าวภายหลังนำเงินสดจำนวนกว่าครึ่งล้านบาทส่งคืน ว่า ตนได้รับผู้โดยสารคนดังกล่าวจากอาคารธนิยะพลาซ่า แถวสีลม มาส่งที่โรงแรม แกรนด์เมอร์เคียวฟอร์จูน ถนนรัชดาภิเษก จากนั้นได้ขับรถออกมา กระทั่งรับผู้โดยสารอีกคนเป็นชายและเห็นว่ามีกระเป๋าสะพายวางอยู่เบาะหลังของรถ จึงแจ้งให้ตนทราบ และพบว่าในกระเป๋ามีเงินจำนวนมาก ตนจึงนำมาคืนเจ้าของดังกล่าวเนื่องจากเงินที่ได้มานั้นไม่ใช่ของตนเอง

ด้าน นายไซโต้ ทาคาชิ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ได้กระเป๋าที่มีของมีค่า รวมทั้งเงินสดจำนวนมากกลับคืนมา โดยที่ไม่คิดว่าจะได้คืนกลับมาแล้ว เนื่องจากของที่หายไม่ใช่อยู่ที่ประเทศตัวเอง ต้องขอขอบคุณนายหรั่ง เป็นอย่างมาก


ที่มา ไทยรัฐ

ลุงตุ้ม​ ​พลังศรัทธาของชายบ้า​ ​ผู้​ขี่​เรือโฟม

จันทิวา บุญญากร

เรียบเรียง​โดย​กระปุกดอทคอม​

ท่ามกลางเรือหาปลาที่ทยอยกลับคืนฝั่ง​ ​มี​เรือลำ​หนึ่งที่ดู​แล้ว​แทบ​ไม่​น่า​เชื่อว่า​จะ​สามารถ​แล่นฝ่าคลื่นลม​ทั้ง​คืนมา​ได้​ ​ภาพของเรือลำ​เล็ก​ขนาดเจ็ดวา​ ​ที่ต่อขึ้น​จาก​โครงไม้พื้นกรุ​ด้วย​โฟมก้อนจนเต็ม​ ​พยุงของทุกอย่างตั้งแต่​เครื่องท้าย​ ​หม้อแบตเตอรี่​ ​ข่ายไดหมึก​ ​ให้​ลอย​อยู่​ได้​นี้​เป็น​ของชายผมเกรียน​ ​หน้า​เสี้ยม​ ​ผิวคล้ำ​เกรียม​ ​นามว่า​ ​ลุงตุ้ม​-​จันทิวา​ ​บุญญากร​ ​หรือ​ที่คน​ใน​หมู่บ้าน​เล็กๆ​ ​ปากคลองบางโหลง​ ​เรียกขานว่า​ ​ตุ้ม​ ​ไอ้ตุ้ม​ ​พี่ตุ้ม

​ด้วย​ความ​ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์กลไก​ ​เรือขนาดเจ็ดวาติดเครื่องท้ายสิบแรงที่ประกอบขึ้น​จาก​โครงไม้​ ​และ​ที่สำ​คัญคือ​ ​เศษโฟม​ ​ซ่อม​และ​ปรับปรุงแบบลองถูกลองผิด​ไม่​รู้กี่สิบเที่ยว​ ​จึง​กลาย​เป็น​ผลงานที่​เขา​ภาคภูมิ​ใจยิ่งกว่าการตีราคา​แค่​เพียงเครื่องมือหากินคู่ชีพ​

"​เขา​หาว่าผมบ้า​ ​เอา​โฟมมาทำ​เรือ​ ​มัน​จะ​วิ่ง​ได้​ยัง​ไง​ ​แต่อย่างที่บอก​ ​ไอ้ผมมันยิ่งว่า​เหมือนยิ่งยุ​ ​พอมีคนบอกว่าทำ​ไม่​ได้​ ​ผมยิ่งมีมานะมากขึ้นกว่า​เดิม"

​ลุงตุ้มออกตระ​เวนไป​ทั่ว​เพื่อเก็บขยะ​โฟม​จาก​บ่อกุ้งมาต่อ​เป็น​เรือหาปลา​แทนลำ​เก่าที่ถูกพายุร้ายจมหายไป​ ​สิ่งนี้มิ​ใช่​ความ​ผิดประหลาดเพียงประการเดียวของ​เขา​ ​เพราะ​ภาพที่​เจนตาของทุกคน​ใน​หมู่บ้าน​เล็กๆ​ ​ของปากคลองบางโหลงคือภาพของชายที่นำ​เรือโฟมออกหาปลา​ใน​ทะ​เลตามวิถีปฏิบัติ​และ​ภูมิปัญญา​จาก​บรรพบุรุษ​ ​โดย​ไม่​สนต่อเสียงรอบกายที่มีต่อการกระทำ​ของ​เขา​

คนค่อนหมู่บ้าน​จึง​ไม่​ลังเลที่​จะ​สรุป​ให้​ว่า​ ​ทั้ง​บ้า​ ​ทั้ง​เพี้ยน​ ​เป็น​ความ​ ​บ้า​ ​เพี้ยน​ ​เพราะ​ไม่​คิดแบบคน​ทั่ว​ไป​, ​บ้า​ ​เพี้ยน​ ​เพราะ​มี​ความ​เป็น​ตัวของตัวเอง​ ​และ​แน่วแน่​กับ​มัน​, ​บ้า​ ​เพี้ยน​ ​เพราะ​ไม่​เจียมตัว​, ​บ้า​ ​เพี้ยน​ ​ที่​ยัง​หาปลา​แบบคนโบราณ​ ​แต่คนที่​ ​บ้า​ ​เพี้ยน​ ​อย่างลุงตุ้มนี้​ ​เชื่อมั้ยว่าทุกคน​ใน​หมู่บ้าน​เล็กๆ​ ​ยัง​ต้อง​ค้อมหัว​ให้​กับ​น้ำ​จิตน้ำ​ใจของ​เขา​

จันทิวา บุญญากร


"สมัยก่อนเรือเครื่องก็​ยัง​ไม่​มี​ ​ตายายผมนี่​ยัง​แจวเรือออกทะ​เล​อยู่​เลย​ ​จำ​ได้​ว่า​เหยียบแคมเรือคว่ำ​ไป​ไม่​รู้กี่สิบกี่ร้อยหน​ ​คนโบราณ​เขา​หากิน​กัน​โดย​การ​ใช้​ภูมิปัญญา​ ​ใช้​การสังเกตธรรมชาติ​ ​ดูลมฟ้าอากาศ​ ​ไม่​เหมือนสมัยนี้ที่มี​ทั้ง​ซาวเดอร์​ ​โซนาร์​ ​เรดาร์​ ​หรือ​อะ​ไรบ้าๆ​ ​ทั้ง​หลายคอยบอกตำ​แหน่ง​ ​เชื่อไหม​ ​ใน​รัศมีสามกิ​โลเมตร​จาก​เรือนี่มันรู้หมดเลยว่ามีปลาอะ​ไร​อยู่​ตรงไหนบ้าง​ ​ผมว่าอุปกรณ์พวกนี้นอก​จาก​ทำ​ให้​ฝีมือ​ใน​การจับปลาของชาวประมงลดลงจนหลงลืมภูมิปัญญา​โบราณ​แล้ว​ ​มัน​ยัง​เป็น​การเอา​เปรียบสัตว์​ใน​ทะ​เลอย่างน่า​เกลียดอีก​ด้วย"​


โดย​เขา​นั้น​มีอาจารย์หลายคนที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาทะ​เลสารพัด​ให้​กับ​เด็กหนุ่ม​ ​แต่​ไม่​มี​ใครเลยสักคนที่สอน​ให้​เขา​ละ​โมบโลภมาก​ ​หามาก​ ​ไม่​รู้อิ่มรู้พอ​ ​ดู​เหมือนเคล็ด​ความ​สำ​คัญที่สุดที่​เขา​ได้​รับการปลูกฝัง​ ​มิ​ใช่​จำ​นวนปริมาณ​หรือ​ขนาดของปลา​ใน​ลำ​เรือ​ ​แต่​เป็น​สิ่งที่​อยู่​ใน​หัวใจ​

"​เขา​ไม่​ได้​สอนผมเฉพาะ​เรื่องประมงอย่างเดียว​ ​แต่​ยัง​สอนเรื่องนิสัยใจคอ​ใน​การหากินว่า​ ​หากินอย่างไร​ถึง​จะ​ไม่​ทำ​ร้ายธรรมชาติ​ ​หากินแค่​ไหน​ถึง​จะ​พอ​ ​ถึง​จะ​ไม่​เอา​เปรียบสัตว์​ ​คนโบราณ​เขา​จะ​หากินอย่างมีศีลธรรม​ ​เขา​จะ​จับปลามา​แค่พอกิน​ ​ที่​เหลือก็​แบ่งเพื่อน​กับ​แบ่งขายอีกนิดหน่อย​ ​ถ้า​ปลาติดมากเกิน​เขา​ก็ปล่อย​ ​บางคนมันก็ว่าผมโง่​เหมือนคนโบราณ​ ​มี​โอกาส​แล้ว​ไม่​รู้จักกอบโกย​ ​ผมก็สวนมันกลับไปเลยว่า​ ​ถ้า​คนโบราณ​ไม่​ฉลาด​ ​พวกมึงก็​ไม่​มี​แผ่นดิน​ ​ผืนทะ​เล​ ​เหลือ​ไว้​ให้​ทำ​มาหากินหรอก"

แต่รู้​หรือ​ไม่​ว่าคนอย่าง​เขา​ก็มี​ความ​ทุกข์​เหมือน​กัน​ ​นั่นคือทุกข์ต่อ​ความ​ห่วงกังวลว่าท่า​เรือน้ำ​ลึกกำ​ลัง​จะ​มาทำ​ให้​บ้านของ​เขา​ ​แม่ทะ​เลของ​เขา​ ​เปลี่ยนไป​ ​ซึ่ง​มันอาจ​จะ​ทุกข์​เสียยิ่งกว่า​แก้​เครื่องยนต์​เจ้ากรรม​ไม่​ตก​หรือ​ต่อเรือโฟม​ให้​วิ่งตัดคลื่น​ไม่​ได้​เสียอีก​

ทว่า​ใน​ความ​ทุกข์ก็​ยัง​มี​ความ​หวัง​ ​ความ​หวังที่มา​จาก​ความ​รัก​และ​ความ​ผูกพัน​กับ​ทะล​และ​แหล่งทรัพยากร​ ​ทำ​ให้​ชาวบ้านแห่งปากคลองบางโหลง​เป็น​หนึ่ง​ใน​คลื่นขบวนคนจนที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ​ ​และ​กำ​ลัง​จะ​ขยายออกไป​เป็น​คลื่นทะมึนที่ถา​โถม​ให้​เกิดการเปลี่ยนแปลง​ ​เพื่อขับไล่คลื่นเก่า​เน่า​เหม็น​จาก​ภายนอกที่ส่ง​เข้า​มา​ยัง​ชุมชน​ใน​รูปแบบของการพัฒนาจอมปลอม​...

​สามารถ​ติดตามเรื่องราวของ​ ลุงตุ้ม​ - ​จันทิวา​ ​บุญญากร ​แบบเต็มๆ​ ​ได้​ที่​ นิตยสาร​ ​ฅ​ ​คน​ ​ฉบับ​ประจำ​เดือนเมษายน​ ​พ​.​ศ​. 2551 ​ค่ะ​


ที่มา​และ​ภาพประกอบ​จาก​

นิตยสาร​ ​ฅ​ ​คน​
ฉบับ​ที่​ 30 ​ประจำ​เดือน​ ​เมษายน​ ​พ​.​ศ​. 2551



นิตยสาร ฅ คน



เรื่อง​จาก​ปกพลังศรัทธาของตุ้ม​ ​เรือโฟม

​ชีวิตของลูกทะ​เลที่​ยัง​เชื่อมั่น​และ​ศรัทธา​ใน​วิถี​แบบโบราณ​ ​และ​การสร้างสรรค์​ ​หลายคนยกย่อง​ให้​เขา​เป็น​อัจฉริยะ​ ​ขณะที่​ไม่​น้อยมองเห็น​เขา​เป็น​เพียงคนบ้า​

คนของเรา​ ​โลกแห่งเสียงเพลงของอีฟ

​จาก​พิธีกรรายการทีวี​ ​มา​เป็น​นักร้อง​ใน​ค่ายเพลง​เล็กๆ​ ​อีฟ​-​จริยา​ ​มุ่งวัฒนา​ ​เลือกที่​จะ​เปลี่ยนแปลงชีวิต​ด้วย​เหตุผลเพียงประการเดียว​ ​นั่นคือ​ความ​รัก​

คนต้น​ฉบับ​ต้นแบบการแชร์​ความ​สุขของแป้ง​ ​ภัทรีดา​

​นักวาดการ์ตูนลายเส้นหญิง​ ​บอกเล่า​ถึง​ความ​ชื่นชมต่อครูสอนการแสดงท่านหนึ่ง​ ​ผู้​เป็น​ต้นแบบ​ใน​ชีวิต​และ​การแบ่งปัน​ความ​สุข​

สกู๊ปพิ​เศษ​ ​เศรษฐศาสตร์ซี่​โครงไก่ต้มฟัก

​ว่า​กัน​ด้วย​เรื่องของราคาหมู​ ​เห็ด​ ​เป็ด​ ​ไก่​ ​และ​บรรดาข้าวของ​ใน​ตลาดข้างบ้านนายกฯ​ ​ไปจน​ถึง​ ​อตก​.

ของฝากนัก​(อยาก)​เขียน

​วินทร์​ ​เลียววาริณ​ ​แนะ​เคล็ดลับการสร้างเรื่องแต่งอย่างสมจริง​ ​ว่ามีวิธีการอย่างไร​ ​และ​ข้อควรปฏิบัติอะ​ไรบ้าง​

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551

"ฝรั่งเจอดีลบหลู่วัดพระ​แก้ว"

ฉก 'แก้วมรกต' ฝรั่งเจอดีหลู่วัดพระแก้ว



ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ว่า ได้รับการเปิดเผยจาก ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ว่าได้รับแจ้งจากการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า มีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ชื่อนายเจอร์เกน ซี. ส่งจดหมายแจ้งความประสงค์ ขอส่งคืนเศษแก้วสีเขียวมรกต ที่เก็บไปจากเจดีย์พระมณฑป ในวัดพระแก้ว โดยภายในซองจดหมาย ยังบรรจุแก้วสีเขียวมรกตขนาด 1X1 นิ้ว มาด้วย โดยนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว ให้เหตุผลในการนำเศษแก้วมาคืนไว้ว่า ตั้งแต่นำเศษแก้วกลับไปที่ประเทศเยอรมัน ชีวิตมีแต่สิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้น

ที่มา​ http://www.thairath.co.th/thairath1/...ov/30/p1_1.php


ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จดหมายของ นายเจอร์เกน ซี. ที่เขียนมานั้น ระบุว่า ได้มาท่องเที่ยวที่กรุงเทพมหานครกับแฟนสาวเมื่อ 2-3 ปีก่อน รู้สึกประทับใจวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างมาก และได้ไปเที่ยววัดพระแก้ว โดยระหว่างเดินชมความงดงามของสถาปัตยกรรมภายในวัดอยู่นั้น ได้พบแก้วชิ้นเล็กๆ สีเขียวตกอยู่ที่พื้น เข้าใจว่าเป็นแก้วประดับจากเจดีย์องค์ใดองค์หนึ่งร่วงลงมา ในเวลานั้นคิดว่าเป็นสัญญาณจากพระพุทธเจ้าที่อนุญาต ให้นำชิ้นแก้วเก็บไปเป็นที่ระลึกในการเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสวยงามเช่นนี้ จึงได้ถามไกด์ที่นำเที่ยวในวันนั้นว่า สามารถที่จะเก็บเศษแก้วชิ้นนี้กลับไปได้หรือไม่ ซึ่งไกด์ตอบกลับว่า ให้ตนกำหนดจิตและขอจากองค์พระพุทธรูป ขณะนั้นรู้สึกเหมือนได้รับสัญญาณจากองค์พระว่าให้เก็บไปได้ แต่ขณะนี้กลับรู้สึกละอายมากที่เข้าใจผิด ทั้งนี้ เพราะตั้งแต่ได้แก้วชิ้นนี้มามักจะพบแต่เรื่องโชคร้ายตลอด ซึ่งไม่รู้ว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับแก้วที่เก็บมาจากวัด พระแก้วหรือไม่ จึงตัดสินใจว่าจะส่งแก้วคืน เพราะคิดว่าไม่สมควรที่จะเป็นเจ้าของแก้วชิ้นนี้




ม.ร.ว.จักรรถกล่าวอีกว่า ชิ้นแก้วที่นายเจอร์เกน ซี. นำมาคืนนั้น เข้าใจว่า ททท.คงจะนำกลับไปส่งคืนที่วัดพระแก้วแล้ว โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน น่าจะถือเป็นโชคร้ายที่นำของศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นของที่ระลึกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจะเชื่อกลุ่มมัคคุเทศก์ที่ไม่มีจรรยาบรรณ เพราะคนไทยมีความเชื่อว่าห้ามเก็บสิ่งของต่างๆ ภายในวัดกลับไปไว้ที่บ้านเพราะจะทำให้โชคร้าย ต้องมีอันเป็นไป เช่น เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ และตนยังเคยประสบเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เมื่อครั้งไปบูรณะพระธาตุพนม จ.นคร


พนม คนงานที่เข้าไปซ่อมแซมแอบนำโบราณวัตถุกลับบ้าน ทำให้เกิดสิ่งไม่ดีต่อชีวิต จนต้องนำโบราณวัตถุกลับมาคืนและทำพิธีขอขมาที่วัด จากนั้นปัญหาต่างๆก็หมดไป สมบัติของวัด โบราณสถาน โบราณวัตถุ ไม่ว่าจะอยู่บน ดิน ในน้ำ ไม่ใช่สมบัติของใคร และไม่มีใครสามารถนำมาเป็นสมบัติส่วนตัวได้ ของทุกสิ่งมีคำสาป มีคาถากำกับ เพราะไม่ต้องการให้คนนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว แต่ให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า หลังจากนี้จะเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศิลปากร ททท. มัคคุเทศก์ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งแนวทางในการป้องกันพวกที่ชอบงัดแงะ เศษกระเบื้อง หรืออิฐ จากโบราณสถาน จากวัดไปเป็นสมบัติส่วนตัว นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะหารือกับนักกฎหมายเพื่อหาทางเพิ่มโทษ เพราะปัจจุบันความผิดเกี่ยวกับการลักขโมย ทำลายโบราณสถาน โบราณวัตถุตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาทนั้นน้อยไป ต้องลงโทษพวกที่นำสมบัติของแผ่นดินไปเป็นสมบัติส่วนตัวให้หนักขึ้น

ทั้งนี้ ในจดหมายที่นายเจอร์เกน ซี. เขียนมาถึง ททท.นั้น ระบุว่า ตนกับแฟนสาวเดินทางเข้ามาเที่ยวกรุงเทพฯ เมื่อ 2-3 ปีก่อน แล้วเดินทางกับคณะทัศนศึกษาจากกรุงเทพฯ มุ่งไปฮ่องกง รู้สึกประทับใจในวัฒนธรรมไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการได้ไปเที่ยวชมที่วัดพระแก้ว ที่นี่ตนได้เก็บชิ้นแก้วเล็กๆบนทางขึ้นเจดีย์แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นได้ถามไกด์นำเที่ยวว่าจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงศาสนา และสถานที่อันงดงามนี้ได้หรือไม่ ไกด์บอกว่าให้อธิษฐานขอกับองค์ พระพุทธเจ้าเอาเอง จึงตั้งสมาธิอธิษฐานชั่วครู่หนึ่งแล้วคิดว่าได้รับประทานอนุญาตแล้ว ซึ่งตนเป็นคนเคารพนับถือศาสนาอย่างจริงจัง

และศรัทธาในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับที่ศรัทธาต่อพระเยซู แต่มาถึงวันนี้รู้สึกว่าเหมือนมีเสียงใครมาคอยบอกว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร และรู้สึกละอายมากที่เข้าใจผิดไปเอง
"นี่อาจจะเป็นคำสาปแช่งหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ เกิดสิ่งเร้นลับตลอด 2-3 ปีก่อน ตนประสบแต่เรื่องเคราะห์ร้าย มีทั้งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและการงาน จนกระทั่งได้ยินคำร่ำลือถึงอาถรรพณ์ของวัด เลยคิดว่าจะเป็นไปได้หรือ ดังนั้นจึงได้ส่งเศษชิ้นแก้วเล็กๆนี้มาพร้อมกับจดหมายเพื่อนำกลับคืนสู่ที่เดิม และพร้อมที่จะส่งเงินมาบริจาคให้แก่ทางวัด ในการทำพิธีขอขมาเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งที่เลวร้ายออกไป" นายเจอร์เกนระบุไว้ในจดหมาย.

ยาน​ '​โซยูส​' ​ถึง​สถานีอวกาศนานาชาติ​ ​พร้อมนักบิน​ [11 ​เม​.​ย​. 51 - 05:16]

สำ​นักข่าวต่างประ​เทศรายงานวานนี้​ (10 ​เม​.​ย​.) ​ว่า​ ​ยานโซยูสของรัสเซีย​ ​พร้อมนักบินอวกาศคนแรกของเกาหลี​ใต้​ ​เดินทาง​ถึง​สถานีอวกาศนานาชาติ​แล้ว

ยานโซยูส​ ​ที​เอ็มเอ​-12 ​พร้อม​ด้วย​ ​ยี​ ​โซ​-​ยอน​ ​และ​นักบินอวกาศชาวรัสเซียอีก​ 2 ​คน​ ​เข้า​เทียบ​เท่า​ยัง​สถานีอวกาศนานาชาติอย่างปลอดภัย​ ​หลังเดินทางออก​จาก​ศูนย์ปล่อยจรวดไบโคนูร์​ ​ใน​คาซัคสถาน​ ​เมื่อ​ 2 ​วันก่อน​

โดย​ยี​ ​วัย​ 29 ​ปี​ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​นักบินอวกาศหญิงอายุน้อยที่สุด​ ​ที่​ได้​เดินทางขึ้นสู่อวกาศ​ ​จะ​ปฏิบัติภารกิจ​ด้วย​การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ​ ​บนสถานีอวกาศนานาชาติ​เป็น​เวลา​ 11 ​วัน​ ​ก่อนเดินทางกลับสู่พื้นโลก​ ​พร้อมนักบินอวกาศชาวอเมริ​กัน​และ​ชาวรัสเซีย​ ​ใน​วันที่​ 19 ​เม​.​ย​.​นี้


ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551

ไขปริศนา​ '​ร่างกายมนุษย์​'

เคยทราบไหมว่า​ ​ร่างกายเรา​สามารถ​รับน้ำ​หนัก​ได้​ 3 ​เท่า​ของน้ำ​หนักตัวเวลา​เดินขึ้นลงบันได​ 6 ​เท่า​ของน้ำ​หนักตัวเวลาวิ่ง​ ​และ​ 12 ​เท่า​ของน้ำ​หนักตัวเวลานั่งยอง​ ​ๆ​ ​และ​นี่คือสิ่งที่สารคดีชุด​ HUMAN BODY: PUSHING THE LIMITS ​จะ​เปิดเผยข้อเท็จจริง​ให้​รู้ตลอดเดือนเมษายนนี้

​ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมา​ให้​มี​ความ​เข้มแข็ง​ ​พละกำ​ลัง​ ​และ​ความ​ทรหดอดทน​ ​กระดูกของเรา​แกร่งราว​กับ​คอนกรีต​ ​แต่ก็ยืดหยุ่นพอที่​จะ​ไม่​แตกหักง่าย​ ​ๆ​ ​ไม่​ใช่​เท่า​นั้น​มัน​ยัง​เบาพอที่​จะ​ทำ​ให้​เรา​สามารถ​ออกตัว​ได้​เร็ว​ยิ่งกว่าม้า​แข่ง

​ซี่​โครงของเรา​จะ​ขยายออกอย่างชาญฉลาดเวลาถูกกด​ ​เพื่อป้อง​กัน​อวัยวะสำ​คัญที่​อยู่​ภาย​ใน​ ​การขยายตัวแบบนี้​เกิดขึ้นราว​ ​ๆ​ ​ปีละ​ 5 ​ล้านครั้ง​ ​นอก​จาก​นี้มัน​ยัง​ถูกสร้างมา​ให้​แข็งแกร่ง​ ​จน​สามารถ​รับน้ำ​หนักที่กดทับลงมา​ได้​ถึง​ครึ่งตัน​ด้วย

​ไม่​เพียง​เท่า​นั้น​ช่องว่าง​เล็ก​ ​ๆ​ ​ของ​ ​กระดูกอ่อน​ซึ่ง​เต็มไป​ด้วย​น้ำ​ใน​หัวเข่าของเรา​แข็งแรงกว่า​เชือกไนลอนสอง​เท่า​ ​กระดูกอ่อนผิวข้อ​นั้น​แข็งแกร่งกว่า​ไทเทเนียม​ ​และ​สามารถ​รับน้ำ​หนัก​ได้​ 7 ​ตัน​ ​กระดูก​ส่วน​เดียวที่​เติบโตเต็มที่ตั้งแต่​เกิด​อยู่​ภาย​ใน​หู​ ​ขณะที่​ใบหน้ามนุษย์ประกอบ​ด้วย​กระดูก​ 14 ​ชิ้น​ ​และ​กว่า​ 80% ​ของสิ่งที่​เรารับรู้​เกี่ยว​กับ​โลกนี้​ ​ผ่าน​เข้า​มาทางตา

​มนุษย์​เกิดมา​โดย​มีกระดูก​ 300 ​ชิ้น​ใน​ร่างกาย​ ​แต่​เมื่อเรา​เติบโต​เป็น​ผู้​ใหญ่​ ​เรา​จะ​มีกระดูกเพียง​ 206 ​ชิ้น​ ​เพราะ​กระดูกหลายชิ้นเชื่อมต่อ​กัน​เป็น​ชิ้นเดียว​ ​โดย​มี​เคลือบฟัน​เป็น​สารที่​แข็งที่สุด​ใน​ร่างกาย​ ​ส่วน​กระดูก​ถึง​แม้ด้านนอก​จะ​แข็ง​ ​แต่​โดย​รวม​แล้ว​มันเบา​และ​อ่อนนุ่มข้าง​ใน​ ​มันประกอบ​ด้วย​น้ำ​ราว​ 75%

​แต่​เชื่อ​หรือ​ไม่​ว่ากระดูกต้นขาของคุณแข็งแกร่งกว่าคอนกรีต​ ​โดย​มีกระดูกฟี​เมอร์​หรือ​กระดูกต้นขา​เป็น​กระดูกที่​แข็งที่สุด​ใน​ร่างกาย

​จึง​ไม่​น่า​แปลกใจเมื่อเราทุกคน​สามารถ​แสดง​ความ​แข็งแกร่งอันน่าทึ่งอย่างที่​ไม่​เคยนึกฝันว่า​จะ​ทำ​ได้​ ​ยามที่​ต้อง​เจอ​กับ​เหตุการณ์วิกฤติ​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ตัวอย่างที่​เกิดขึ้น​กับ​แม็ท​ ​ซู​เทอร์​ ​ทั้ง​ที่ถูกพายุทอร์นา​โดดูดขึ้นไปก่อน​จะ​พ่น​เขา​ลงมาบนพื้นห่างออกไป​ 400 ​เมตร​ ​แต่​เขา​กลับ​ไม่​ได้​รับบาดเจ็บ​ใด​ ๆ

​ขณะที่นักปีนหน้าผาคนหนึ่งถูกหินหนักครึ่งตันกดทับ​ ​และ​พบว่าตนเองแข็งแรงพอที่​จะ​ยกหินก้อน​นั้น​ออก​ทั้ง​ที่​ไม่​น่า​เป็น​ไป​ได้​ ​หรือ​ชายคนหนึ่งเผย​ ​ให้​เห็นสิ่งที่หลงเหลือ​อยู่​จาก​ความ​ทรหดอันน่าทึ่งของบรรพบุรุษป่า​เถื่อนของเรา​ ​ด้วย​การว่ายน้ำ​เป็น​เวลา​ 14 ​ชั่วโมง​ ​จาก​ใน​อังกฤษ​และ​ไปจบที่ฝรั่งเศส

​แม้ร่างกาย​จะ​แข็งแกร่งเกินกว่าที่​เราคิด​ ​แต่ขณะ​เดียว​กัน​มันมี​เรื่องของ​ความ​รู้สึก​เข้า​มา​ ​เกี่ยวข้อง​ด้วย​ ​ลึกลงไป​ใต้​ผิวหนัง​ไม่​ถึง​หนึ่ง​ส่วน​ยี่สิบนิ้ว​ ​มี​เสาอากาศที่ทำ​ให้​เรา​สามารถ​สัมผัสโลกรอบตัว​ ​ชั้นผิวที่สำ​คัญนี้คือประตูสู่ทางด่วนข้อมูลข่าวสารขนานแท้​และ​ดั้งเดิม​ ​นั่นคือระบบประสาท

​เส้นประสาทนับล้าน​ ​ๆ​ ​จะ​ลำ​เลียง​ความ​รู้สึก​ทั่ว​ร่างกาย​และ​นำ​ไปสู่สมอง​ด้วย​ความ​เร็ว​กว่า​ 320 ​กิ​โลเมตรต่อชั่วโมง​ ​นี่คือเรื่องราวของเครือข่ายการสื่อสารที่สำ​คัญยิ่งของร่างกายมนุษย์​ ​ระบบประสาทของเรา​สามารถ​รักษาชีวิต​ผู้​คน​ไว้​ได้​เมื่อร่างกายถูกกดดัน​ถึง​ขีดสุด

​อย่างเหตุการณ์ที่​เกิดขึ้น​กับ​สองพ่อลูก​ ​เมื่อ​ทั้ง​คู่ติด​อยู่​ใน​เขตเอาต์​แบ๊กที่​ความ​ร้อนแผดเผาของออสเตรเลีย​โดย​ไม่​มีน้ำ​ ​การนับถอยหลังสู่​ความ​ตายของ​ทั้ง​สองก็​เริ่มขึ้น​ ​จนกระทั่งระบบประสาทของพวก​เขา​จุดชนวนระบบเอาชีวิตรอดที่ซ่อน​อยู่​ออกมา​ใช้​งาน​ ​ขณะที่พระวัดเส้าหลิน​สามารถ​ทนการทุบตีร่างกายแรง​ ​ๆ​ ​ได้​โดย​ไม่​กะพริบตา

​ทุกสิ่งทุกอย่างที่​เกิดขึ้น​กับ​ร่างกาย​ ​มนุษย์​นั้น​ ​มีสมอง​เป็น​ส่วน​สำ​คัญที่คอยสั่งการ​ให้​ทุกอย่างทำ​ตามหน้าที่ที่ควร​จะ​เป็น​ ​มันคืออวัยวะอันทรงพลังที่สุด​ใน​โลกธรรมชาติ​ ​ใน​วันหนึ่ง​ ​ๆ​ ​หน่วยประมวลผลกลางผลิตแรงกระตุ้นไฟฟ้ามาก​เท่า​กับ​โทรศัพท์​ทั้ง​โลกรวม​กัน

​สมองของเรา​สามารถ​เร่ง​ความ​เร็ว​ทำ​ให้​เวลาดู​เหมือนช้าลงเพื่อ​ช่วย​ให้​รอดพ้นอันตราย​ ​เมื่อเราถูกกดดันจน​ถึง​ขีดสุด​ ​สมอง​จะ​เข้า​มาทำ​หน้าที่ควบคุม​โดย​ไม่​บอก​ให้​เรารู้​ ​อย่างการที่มันทำ​ให้​นักผจญเพลิงทำ​สิ่งที่ถูก​ต้อง​เมื่อติด​อยู่​ใน​ความ​ร้อนแผดเผาของไฟป่า

​หรือ​ควบคุมร่างกายเรา​เมื่อมี​แรงกระ​ ​ตุ้นดึกดำ​บรรพ์ที่​เรียกร้อง​ให้​กินอาหารเกิดขึ้น​ใน​ตัวเรา​ ​และ​ปรับระบบของเรา​ใหม่​เมื่ออาหารหมด​ ​ทำ​ให้​คนที่คุ้นเคย​กับ​อาหารวันละสามมื้อ​และ​สามารถ​มีชีวิตรอด​อยู่​ได้​ 35 ​วัน​ ​โดย​ไม่​ได้​กินอาหารเลย

​ที่น่าประหลาดใจก็คือ​ ​เวลาที่สมองของเรามีกิจกรรมมากที่สุดก็คือเวลา​เรานอนหลับ​ ​ความ​ฝันคือผลลัพธ์ทางจินตนาการของการที่​ความ​คิดแยกแยะ​ความ​ทรงจำ​และ​ภาพต่าง​ ​ๆ​ ​จาก​ช่วงที่​เราตื่น​ ​เรา​ค้น​พบว่าการนอนหลับ​นั้น​สำ​คัญต่อสมองมากกว่าร่างกาย

​ติดตามระบบการทำ​งาน​ส่วน​ต่าง​ ​ๆ​ ​ของร่างกายมนุษย์​ได้​ใน​ HUMAN BODY: PUSHING THE LIMITS ​ออกอากาศทุกวัน​ ​พุธ​ ​เวลา​ 20.00 ​น​. ​เริ่ม​ 9 ​เมษายน​ ​ทางทรู​ ​วิชั่นส์​ 47.

เดลินิวส์

ชุดตรวจหวัดนกวันเดียวรู้ผลรับมือโรคระบาดทันใจ

1 ​เมษายน​ ​พ​.​ศ​. 2551

ผ่านมาหลายปี​ ​เชื้อไข้หวัดนกเริ่มกลาย​เป็น​เชื้อประจำ​ถิ่นฝังรกราก​อยู่​ใน​ไทย​ ​แต่นักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ไม่​ยอมแพ้​ ​พัฒนากระบวนการตรวจเชื้อไข้หวัด​ให้​เร็ว​ขึ้นอีก​ ​รู้ผล​ได้​ภาย​ใน​ 24 ​ชั่วโมง​

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์​ : ​รศ​.​ส​.​พญ​.​ดร​.​สันนิภา​ ​สุรทัตต์​ ​ภาควิชาจุลชีววิทยา​ ​คณะสัตวแพทยศาสตร์​ ​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ ​เปิดเผยว่า​ ​หลังเกิดโรคไข้หวัดนกระบาด​ใน​ไทยตั้งแต่ปี​ 2547

​ทีมวิจัยคณะสัตวแพทยศาสตร์​ได้​ศึกษาการระบาด​และ​ความ​รุนแรงของโรค​ทั้ง​ภาย​ใน​และ​ต่างประ​เทศมาตลอด​ ​จน​สามารถ​พัฒนาชุดตรวจสอบไข้หวัดนก​ ​เอช​ 5 ​เอ็น​ 1 ​ครอบคลุม​ถึง​ไข้หวัด​ใหญ่​ที่​ใช้​ต้นทุนการตรวจต่ำ​และ​รู้ผลภาย​ใน​ 1 ​วัน​ได้​สำ​เร็จ​

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

“​ชุดตรวจสอบ​สามารถ​บอก​ได้​ว่าสารคัดหลั่งของคน​หรือ​สัตว์ที่นำ​มาตรวจวิ​เคราะห์มี​เชื้อไข้หวัด​ใหญ่​ ​หรือ​เชื้อไข้หวัดนก​ ​เอช​ 5 ​เอ็น​ 1 ​อยู่​หรือ​ไม่​ ​โดย​ต้นทุนต่อการตรวจหนึ่งครั้งเพียง​ 700-1,000 ​บาท​ ​และ​รู้ผลภาย​ใน​วันเดียว​“ ​นักวิจัยกล่าว​

​วิธีการที่ถือว่า​เป็น​วิธีมาตรฐานสำ​หรับการตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์​ ​เอช​ 5 ​เอ็น​ 1 ​คือวิธีการเพาะ​แยกเชื้อไวรัส​ใน​ไข่​ไก่ฟัก​หรือ​เซลล์​เพาะ​เลี้ยง​

​เมื่อนักวิจัย​ได้​เชื้อที่​จาก​ไข่ฟัก​แล้ว​ ​นำ​ไปทำ​การตรวจวิ​เคราะห์หาชนิดของเชื้อ​ ​ซึ่ง​กินเวลา​ 3-4 ​วัน​ ​ทำ​ให้​ล่าช้า​ใน​กรณีการตรวจหา​เชื้อ​ใน​มนุษย์​ ​ซึ่ง​ต้อง​การทราบผลภาย​ใน​ 1 ​วัน​ ​เพื่อการวางแผนสำ​หรับการรักษา​

​นักวิจัย​จึง​ปรับกระบวนการทดสอบ​ให้​สั้นลง​ ​แต่คง​ความ​แม่นยำ​เหมือนเดิม​ ​ใช้​สารคัดหลั่งของสัตว์ที่​ต้อง​สงสัยว่าติดเชื้อไข้หวัดนก​ ​หรือ​เชื้อไข้หวัด​ใหญ่​ ​มาสกัดแยกสารพันธุกรรม​ ​และ​เพิ่มจำ​นวนสารพันธุกรรม​ด้วย​เทคนิคพิ​เศษสำ​หรับแยกเชื้อไข้หวัด​ใหญ่​ ​หรือ​เชื้อไข้หวัดนกเอช​ 5 ​เอ็น​ 1 ​ออกมาหาสารพันธุกรรม​

​ชุดตรวจสอบที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น​ใหม่​สามารถ​ตรวจคัดกรองเชื้อ​ทั้ง​ไข้หวัด​ใหญ่​ ​และ​ไข้หวัดนก​ ​เอช​ 5 ​เอ็น​ 1 ​โดย​ใช้​เชื้อสิ่งคัดหลั่ง​จาก​ตัวอย่างเพียง​ไม่​กี่ตัว​ ​สามารถ​แก้​ไขปัญหาการตรวจเชื้อไข้หวัดนกเดิม​ ​ซึ่ง​บางครั้งพบเชื้อเพียง​ 10-100 ​ตัว​ ​ทำ​ให้​ไม่​เพียงพอต่อการตรวจสอบ​

​การวิจัยดังกล่าว​อยู่​ใน​ระหว่างการต่อยอดทดลองระยะสอง​กับ​การทดสอบ​ความ​แม่นยำ​ของชุดตรวจสอบที่พัฒนาขึ้น​ ​คาดว่า​จะ​รู้ผลก่อนสิ้นปี​ ​โดย​ร่วม​กับ​มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ ​และ​สถาบันสุขภาพสัตว์​แห่งชาติทดสอบอีก​ 120 ​ตัวอย่าง​ ​ก่อนที่นำ​เทคนิคไปเผยแพร่​ยัง​สถานพยาบาลขนาด​ใหญ่​ประจำ​จังหวัด​

​เพื่อ​ใช้​เป็น​แนวทางป้อง​กัน​โรคไข้หวัดนกกลับมาระบาด​ใน​ไทยต่อไป​ ​และ​พัฒนา​ให้​เป็น​ชุดทดสอบแบบพกพา

กานต์ดา​ ​บุญเถื่อน

กรุงเทพธุรกิจ

'​ยานสำ​รวจ​ใต้​น้ำ​' ​ไทยก็ทำ​เอง​ได้

2 เมษายน พศ 2551

กองทัพเรือเปิดพิมพ์​เขียว​ '​ยาน​ใต้​น้ำ​' ​ลำ​แรกของไทย​ ​หนุนงานวิจัย​ใต้​ทะ​เล​ ​ใช้​ปฏิบัติงานซ่อมบำ​รุงท่อแทนนักประดาน้ำ​ได้​ ​และ​ท่องเที่ยว​ใต้​ทะ​เล​ ​เตรียมพร้อมขึ้นโครงต่อเรือ​ ​คาดปลายปี​เห็นของจริง​

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์​ : ​พล​.​ร​.​ต​.​รศ​. ​พงศ์สรร​ ​ถวิลประวัติ​ ​นายทหารโครงการสำ​นักงานวิจัย​และ​พัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ​ (สวพ​.​ทร​.) ​กระทรวงกลา​โหม​ ​เปิดเผย​ถึง​ความ​คืบหน้า​ใน​การสร้างยาน​ใต้​น้ำ​ลำ​แรก​ ​โดย​ฝีมือคนไทยว่า​

​ขณะนี้ทีมงาน​ได้​ออกแบบยาน​ใต้​น้ำ​เสร็จสิ้น​แล้ว​ ​พร้อมส่งต่อพิมพ์​เขียว​ให้​กับ​ ​บริษัท​ ​อู่กรุงเทพฯ​ ​จำ​กัด​ ​นำ​ไปสร้างต้นแบบเพื่อทดสอบการ​ใช้​งานจริง​ ​โดย​อยู่​ระหว่างขั้นตอนการวางกระดูกงู​ ​และ​ขึ้นโครงเรือ​

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

​โครงการสร้างยาน​ใต้​น้ำ​เกิดขึ้นภาย​ใต้​แนวคิดนำ​ยาน​ใต้​น้ำ​มา​ใช้​ประ​โยชน์​ใน​กิจการพลเรือน​ ​เช่น​ ​การสำ​รวจแหล่งทรัพยากร​ใต้​น้ำ​ ​การสำ​รวจวิจัยพื้นผิวท้องทะ​เล​ ​การท่องเที่ยว​ ​ภารกิจซ่อมแซมโครงสร้าง​ใต้​ทะ​เล​ ​เช่น​ ​ฐานแท่นขุดเจาะ​ ​ท่อ​ใต้​ทะ​เล​ ​และ​สายเคเบิล​ใต้​น้ำ​ ​เป็น​ต้น​

​โดย​พัฒนา​เทคโนโลยี​เป็น​ของตัวเอง​ ​จาก​การสนับสนุนของสำ​นักวิทยาศาสตร์​และ​เทคโนโลยีกลา​โหม​ (สวท​.​กห​.) ​และ​สำ​นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์​และ​เทคโนโลยี​แห่งชาติ​ (สวทช​.) ​ภาย​ใต้​งบประมาณโครงการ​ 30 ​ล้านบาท​

"กองทัพเรือมีศักยภาพ​ใน​การพัฒนา​เรือผิวน้ำ​ได้​เอง​ ​ดัง​นั้น​ ​การพัฒนายาน​ใต้​น้ำ​มี​ความ​เป็น​ไป​ได้​ ​ใน​ส่วน​ที่​เสี่ยงต่ออันตราย​และ​เรา​ไม่​สามารถ​พัฒนา​ได้​เอง​ ​จะ​รับถ่ายทอดเทคโนโลยี​จาก​บริษัทสร้างยาน​ใต้​น้ำ​ ​ประ​เทศอังกฤษ​ " ​นายทหารโครงการ​ ​กล่าว​

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

​ระบบหลักของยาน​ใต้​น้ำ​ขนาด​เล็ก​แบ่งออก​เป็น​ 6 ​ระบบ​ ​คือ​ ​ระบบตัวเรือรับแรงกด​ ​ระบบออกซิ​เจนสำ​หรับการหายใจ​ ​และ​ระบบฟอกอากาศ​ ​ตรวจจับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ขณะ​อยู่​ใต้​น้ำ​ ​ระบบการขึ้นลงของยาน​ด้วย​ถังบัลลาสต์ควบคุม​ด้วย​แรงดันลม​ ​และ​ ​โซลิด​ ​บัลลาสต์ที่​ใช้​ตะกั่ว​ช่วย​ถ่วงน้ำ​หนัก​

“​ยาน​ใต้​น้ำ​ ​คล้าย​กับ​เรือดำ​น้ำ​ย่อ​ส่วน​ ​แต่​ใช้​เทคโนโลยี​ไม่​สูงมาก​ ​ส่วน​เรือดำ​น้ำ​มีระบบควบคุม​ ​วิทยุสื่อสาร​ ​ระบบตรวจจับคลื่นเสียง​” ​นายทหารโครงการ​ ​กล่าว​

​คณะวิจัย​ได้​กำ​หนดขนาดมิติ​ ​ตลอดจนขีด​ความ​สามารถ​ของยาน​ใต้​น้ำ​ที่​จะ​ดำ​เนินการสร้าง​ให้​ลำ​เรือมีขนาด​ความ​ยาว​ 11 ​เมตร​ ​ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรอบยาน​ 1.8 ​เมตร​ ​ระวางน้ำ​หรือ​น้ำ​หนักประมาณ​ 27 ​ตัน​ ​ความ​เร็ว​ใต้​น้ำ​ประมาณ​ 5 ​นอต​ ​ขีด​ความ​สามารถ​ปฏิบัติการน้ำ​ลึก​ไม่​เกิน​ 50 ​เมตร​ ​บรรทุกลูกเรือ​ 3 ​คน​ ​ระยะ​เวลาปฏิบัติการ​ใต้​น้ำ​ 3 - 5 ​ชั่วโมง​

“​แม้กองทัพเรือ​ได้​ปลดระวางเรือดำ​น้ำ​ไปเมื่อประมาณ​ 70 ​ปีที่​แล้ว​ ​แต่การพัฒนาต้นแบบยาน​ใต้​น้ำ​จะ​เป็น​องค์​ความ​รู้​ใน​การสร้างยาน​ใต้​น้ำ​จะ​ช่วย​ให้​ไทย​สามารถ​พัฒนายาน​ใต้​น้ำ​ขึ้น​ใช้​เอง​ได้​ใน​ประ​เทศ​ ​โดย​มีราคาถูกลงเมื่อเปรียบเทียบ​กับ​นำ​เข้า​ ​แม้อุปกรณ์บาง​ส่วน​จะ​ต้อง​นำ​เข้า​จาก​ต่างประ​เทศ​ ​เช่น​ ​ระบบวิทยุสื่อสาร​ใต้​ทะ​เล​ ​ระบบควบคุมใบจักร​” ​นายทหารโครงการ​ ​กล่าว​

​ปัจจุบันยาน​ใต้​น้ำ​อยู่​ระหว่างการสร้าง​ ​และ​คาดว่า​จะ​แล้ว​เสร็จ​ใน​ช่วงสิ้นปี​ 2551 ​จาก​นี้​จะ​ต้อง​นำ​ไปทดสอบประสิทธิภาพการ​ใช้​งาน​ ​และ​ระบบควบคุมอีกประมาณ​ 4-5 ​เดือน​ ​ต้นแบบของยาน​ใต้​น้ำ​เมื่อเสร็จสิ้น​แล้ว​จะ​ส่งต่อ​ให้​กับ​หน่วยงาน​ให้​ทุนเพื่อนำ​ไปพิจารณาการ​ใช้​ประ​โยชน์ต่อไป

จุฑารัตน์​ ​ทิพย์นำ​ภา


กรุงเทพธุรกิจ