แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญาและธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญาและธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แนะนำหนังสือ คู่มือพุทธบริษัท โดยท่านพุทธทาสภิกขุ


:จาก http://weread.in.th/69 via @pruet

----
หนังสือคู่มือพุทธบริษัทเป็นหนังสือที่รวมคำสอนของท่านพุทธทาสห้าเรื่อง จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ โดยทั้งห้าเรื่องเป็นเรื่องที่สำคัญต่อพุทธบริษัททั้งนั้น เช่น หลักการตัดสินปัญหาชีวิต หรือหลักการมองสิ่งต่าง ๆ ในด้านใน สำหรับหนังสือที่แจกนี้ ต้นฉบับมาจากสำนักพิมพ์สุขภาพใจ และผมได้เอามาตัดขอบออก เพื่อให้ตัวหนังสือใหญ่ อ่านง่ายในเครื่องอ่านอีบุ๊คนะครับ ขนาดแฟ้มอาจจะใหญ่หน่อย แต่ว่าคุ้มค่ากรรอคอยแน่ครับ

ชื่อหนังสือ: คู่มือพุทธบริษัท โดยท่านพุทธทาสภิกขุ
รูปแบบ: PDF
จำนวนหน้า: 211
ดาวน์โหลด: ในรูปแบบ PDF

by pruet

-----

สมาชิกชุมชนจิตใจดี สามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้าไฟล์ใน google group นะครับ

ภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต

pC

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ต้องอ่านนะจะได้หาความสุขเจอ

(จาก FW-Mail)

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง

เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย..
ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ

ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น...........
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น…….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

…..และเวลานี้….
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่าน…… แล้วคิดว่า…. สักวันหนึ่ง…........ ค่อยส่ง..
จงอย่าลืมคิดว่า….สักวันหนึ่ง…..วันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แจก หนังสืือสวดมนต์ทำวัตรแปล และคู่มือปฏิบัติงานศาสนพิธี

ได้รับหนังสือสวดมนต์นี้จาก @pruet
พร้อมกับคำแนะนำว่า สวดมนต์ ก็ควรจะอ่านคำแปลด้วย
อ่านไปบ่อย ๆ จะได้เข้าใจว่าศาสนาพุทธสอนอะไร


หนังสือสวดมนต์ทำวัตรแปล และคู่มือปฏิบัติงานศาสนพิธีนี้ เกิดจากแรงศรัทธาของ คุณแม่ขันโท หุ่นธานี เนื่องในโอกาสอายุครบ 84 ปี แจกเป็นธรรมทานแก่สาธุชนผู ้สนใจทั่วไป

เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตโดย http://จิต-ใจ-ดี.co.cc (เวปชื่อไทย ๆ ของคนไทย)

หนังสือสวดมนต์ทำวัตรแปล และคู่มือปฏบัติงานศาสนพิธี

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แจกหนังสือ ชวนม่วนชื่น

ได้รับหนังสือเล่มนี้ต่อ ๆ มาทาง forward เมลล์
อ่านแล้วดีมาก เลยนำมาแจกจ่าย ตามปณิธานของหนังสือเล่มนี้

ลองอ่านแค่บทแรก "เรื่องก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน"
แล้วก็จะรู้สึกว่า หนังสือธรรมเล่มนี้ อ่านสนุกจริง

"ชวนม่วนชื่น"

ปล ใครอยากได้ pdf ไฟล์เก็บ ช่วย comment หรือ tweet มานะครับ
ชวนม่วนชื่น

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

บทสวดพาหุงมหากา


บทสวด พาหุง -

พระคาถาพาหุง เรียกอีกอย่างว่า ชัยมงคลคาถา หรือ บทสวดถวายพระพร เป็นพระคาถาแปดบท ใช้สวดสรรเสริญชัยชนะแปดประการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมนุษย์ และอมนุษย์ ที่ได้มาด้วยพระพุทธธรรม มิได้มาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด โดยพระมักสวดต่อท้ายทำวัตรเช้า – เย็น เริ่มด้วย บทพาหุง ตามด้วยบทมหาการุณิโก รวมเรียกว่า พาหุงมหาการุณิโก หรือ พาหุงมหากา [wikipedia]

บทสวดพาหุงฯ ในตำนานสมเด็จพระนเรศวร
ในตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ คงจะพอจำกันได้ว่ามีอยู่ฉากหนึ่ง ที่พระสุพรรณกัลยาสวดมนต์ให้กับสมเด็จพระนเรศวร ในขณะที่สมเด็จพระนเรศวรกำลังกวาดต้อนผู้คนข้ามแม่น้ำสะโตง บทสวดมนต์นั้นก็คือบทสวดที่เรียกว่า "พาหุง มหาการุนิโก" (หรือชัยมงคลคาถา ชัยปริตร)..... อ่านต่อ


บทสวด ประวัติ และคำแปล
จากคำสอนของพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเล่าว่าได้พบกับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยาในนิมิต และได้ทราบว่าคาถาพาหุงมหากานี้ เป็นบทสวดที่สมเด็จพระพนรัตน์ ได้จารึกถวายต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้สวดเป็นประจำระหว่างอยู่ในพระบรมหาราชวัง หรือระหว่างออกศึกสงคราม เพื่อให้มีชัยต่อพระมหาอุปราชแห่งพม่า และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากกรุงหงสาวดีได้สำเร็จ.... อ่านต่อ


การสวดมนต์ โดยพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
“พระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดู เคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์ อาตมาก็มาดูเหตุการณ์โชคลางไม่ดีก็เป็นความจริงของหมอดู อาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติ บอกว่า โยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้ เพื่อให้สติดี แล้วสวด “พาหุงมหากาฯ” หายเลย สติก็ดีขึ้น.... อ่านต่อ


บทสวดพาหุง มหาการุณิโก

พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง

โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง

ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง

ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง

เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง

ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา

จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ

สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง

วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง

ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง

ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง

พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย

วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที

หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ

โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะ ยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

ทำไมน้ำตกจึงสวย

มองดูสายน้ำ...
อยากเป็นปลาจัง

จะได้เล่นน้ำท้าลมหนาวแบบอุ่นกาย
แถมอุ่นใจ อิอิ :P



หายตัวไปซะนาน
แต่ว่า...ยังหายใจอยู่ แห่ะๆ
วันนี้อุณหภูมิใจติดลบ
(จะกี่องศา...ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของร่างกายคนรอบข้างค่ะ) :P
งั้นวันนี้อยากมาแทรก ซด หอบเอา
มวลแห่งจิตใจดี เข้าสู่จิตใจอันบอบางสักขีดสองขีดก่อนล่ะ :D
อนุญาตนะคะ
แต่ก่อนไป...มีเรื่องดีดีพกติดไม้ติดมือ
ขอแปะไว้ให้อ่านเล่นๆน๊า


รู้ไหม...?
ทำไมน้ำตกถึงสวย...

พ่อ :
รู้มั้ยลูก...ทำไมน้ำตกถึงสวย...
ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ...


พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก...
…ที่น้ำตกสวยน่ะ...


…เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก...


ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ...


พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า...
…เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว...
…น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..
…เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก...ไม่เห็นแก่ตัว...
…แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้...

…น้ำตก..ถึงสวย...
…และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก...ที่มีเสน่ห์..ไงละ

--------------------------------------------------------------------------------


ข้อคิดจากเรื่องนี้... อย่าลืมน่ะลูก... ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก...
ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก.. หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก... อย่าเก็บสิ่งดี ๆ
นั้นไว้..คนเดียว.. ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ...แบ่งปัน...ออกไปให้มากที่สุด
มีก็แต่คนที่ "ให้" ออกไปเท่านั้นแหละ...

ลูก.. จึงจะเป็นคนที่ "ได้รับ"
อย่างแท้จริง...


ที่มา : ธรรมะคลายใจ...ท่าน ว. วชิรเมธี

หมายเหตุคนให้: ช่วงนี้อากาศหนาวมากเลย

ห่มผ้าห่มหนาๆนะคะ โดยเฉพาะคนยังไม่มีแฟนควรดูแลตัวเองเป็นกรณีพิเศษ :D

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

สวดมนต์ทำไม .. เพื่ออะไร ... สวดเพื่อใคร

ที่มา คุณ ป. วิเศษ จาก http://www.palungjit.com
เป็นข้อมูลที่่น่าสนใจ ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อโดยไม่ตัดทอนดังนี้

ทุกครั้งที่สวดมนต์ มักจะมีคำถาม ขึ้นมาเสมอ
"สวดมนต์ทำไม .. เพื่ออะไร ... สวดเพื่อใคร"
ทดลองสวดมนต์ตามหนังสือที่ได้รับมาบ้าง ตามที่อ่านคำแนะนำมาบ้าง ก็ทำไปตามประเพณีนิยม
ผลทีได้รับกลับมาคือ

๑. ความสงบ (เพราะจิตนิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับคำสวด)
๒. มีสมาธิ เพิ่มขึ้น (สวดไม่ผิด)

แต่การสวดมนต์เหมือนต้องฝืนทำไปเพราะ ชีวิตประจำวันค่อนข้างเหนื่อยล้า จากการขับรถ การงาน
และละครโทรทัศน์ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย!!! )

จนเมื่ออาจารย์เสริมศิลป์ ครั้งแรกมาสวดมนต์ที่บ้าน โหยยยย .... ทำไม ทำไมคะ ทำไมสวดเร็วเป็น
รถด่วนขบวนสุดท้ายขนาดนั้น เราว่าเราอ่านหนังสือได้ไวแล้ว เจอกลุ่มอาจารย์ฯ สวดมนต์ ขอบอก
ได้แต่ยิ้มเพราะ ...ดูตามยังไม่ทันเลยค่ะ ... (ฮั่นแน่ .. หลายคนแอบพยักหน้า เพราะยกมือด้วย...
ชิมิ ชิมิคะ!)

หลังจากนั้นก็เกิดความสนใจว่า
* เพราะเหตุใดต้องสวดกันเร็ว
* ทำไมบทสวดมนต์ถึงสวดกันยาวนานขนาดนั้น
* ทำไมต้องนั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้คนเยอะแยะไปหมด และ
* ทำไม??????? อีกหลายข้อ
จึงลองสังเกตุจากการที่ตามกลุ่มฯ ไปสวดมนต์จึงได้คำตอบ..

อาจารย์ : "สวดมนต์เร็วๆ ได้ประโยชน์อะไรบ้าง?"
Admin : " ๑. เหมือนได้ออกกำลังกาย เพราะสวดมนต์เร็ว ออกเสียง แล้วเหงื่อออก ปอดขยาย
๒. มีสติ เพราะสวดเร็วต้องมีสติตามรู้ ๓. ได้สมาธิ เพราะจิตนิ่งตามบทสวดมนต์"

เวลาสวดมนต์ทุกครั้งอาจารย์จะสอบถามว่าสัมผัสอะไรไหรือไม่ .. บางท่านก็สามารถสื่อได้ ก็จะเห็นพระ
แสงสว่าง บ้างก็วิญญาณ ฯลฯ แล้วแต่สถานที่ แต่อาจารย์จะย้ำทุกครั้งว่า การสวดมนต์ด้วยศรัทธาเป็นการ
เปิด ๓ โลก การสวดมนต์เมตตาใหญ่พิสดารเป็นการสวดมนต์ส่งวิญญาณผู้ตาย และเทวดาเขาชอบฟัง...

คราวนี้ สงสัยหนักกว่าเก่าเลย ...
* อะไร ๓ โลก
* ใครมาฟัง??!!
* ฟังแล้วทำไมไปเกิด??!!
* ทำไมเทวดาต้องมาฟัง??!! สวดเองไม่ได้เหรอ??
เพราะไม่เข้าใจ จนในที่สุดความสงสัยก่อตัวมากเสียจนไปพบประสบการไปสวดมนต์กับกลุ่มฯ อาจารย์
หลายครั้ง จนวันหนึ่งไปร่วมงานหล่อพระพุทธรูป ที่วัด ......... และอาจารย์ไปสวดมนต์ในโบสถ์ที่กำลัง
ก่อสร้างอยู่







เมื่อสวดมนต์จิตสงบเป็นสมาธิมาก เพราะสวดเป็นประจำ ทำให้จำบทสวดขึ้นใจจึงหลับตาสวด
ในขณะที่หลับตา ก็เห็นผู้ชายใส่เสื้อแขนยาว กางเกงสีน้ำเงินเข้ม ที่ศีรษะมีเลือดออก ยืนชิดริม
กำแพงโบสถ์


ภาพที่เห็นในจิต

จิตก็นึกว่า : "ตาฝาด!!! ผีเข้าโบสถ์ไม่ได้หรอก"

จึงนำจิตไปจดจ่อกับบทสวดมนต์ แต่แล้วอีกสักครู่ จิตก็เห็นายคนนั้นอีก คราวนี้แม้ว่าจะใส่ชุดเดิม
แต่กลับดูสะอาดขึ้น กหน้าตาสะอาดสะอ้าน และมีรอยยิ้มที่ใบหน้าของเขา แต่... ก็ยังคิดว่าตนเอง
ตาฝาดอีกเหมือนเดิม กสวดมนต์ต่อไป จนมานั่งคิดอีก ๔ วันถัดมาว่า "เราตาฝาดจริงหรือ"
จึงสอบถามอาจารย์

อาจารย์บอกว่า : "เห็นจริง ของจริง เขามาฟังสวดมนต์ ก็จะแปลงเพศจากวิญญาณ
เปรต เป็นเทพ เทวดา หรือ พ้นสภาพของวิญญาณนั้นไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้"

อัศจรรย์ ..... บทสวดมนต์นี้แปลกนัก ด้วยประสบการณ์นี้ทำให้เราเชื่อเต็มร้อยว่า การ
สวดมนต์มีประโยชน์จริง ทั้งต่อตนเอง (ได้สมาธิ ขณิกสมาธิ และอุปจาระสมาธิ)

คราวนี้ก็ตั้งใจสวดมนต์ด้วยความศรัทธามากขึ้น มากจริง ๆ และดีใจที่ได้เห็น เพราะการยอมรับทำให้
เกิดศรัทธา และจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย เพราะ "ไม่สงสัย" นั่นเอง

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้ก็จะขอนำเรื่องของหลวงปู่โต ซึ่งมีการบันทึกในหนังสือมาให้อ่านนะคะ เพราะ
คำของอาจารย์ที่ว่า
"สวดมนต์ด้วยศรัทธา เปิด ๓ โลก"
แต่ถ้าไปสวดโดยหน้าที่ก็ไม่เห็นผลแก่ผู้สวด แต่ส่งผลอันยิ่งใหญ่แก่ "ผู้ไปฟังสวดมนต์" ด้วยศรัทธา
แต่ไปสวดเพราะศรัทธาไดอานิสงส์ เต็ม ๆ ค่ะ

*********************************************************************

อานิสงส์ของการสวดมนต์
เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ดังปรากฏในงานของท่านเจ้าพระยา
สรรเพชรภักดี จางวาง มหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน

ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้า
พระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วย
ต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยาเจ้าประคุณสมเด็จโต
ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์
“เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์”

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และ
เสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการ
สวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่าน
มีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้า
มีคุณเช่นไร

การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ
ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ที่อาตมากล่าวเช่นนี้
มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วย
กันคือ

• เมื่อฟังธรรม
• เมื่อแสดงธรรม
• เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
• เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
• เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรง
ประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้า
เป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม
การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์
นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ

• กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
• ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
• วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา
ในการผิดพลาดหากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็น
มงคลอันสูงสุดที่เดียว

อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อม
เข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น

* ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะ
ทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้นๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

* ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอยได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มี
จิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบ
ฟังเสียงในการสวดมนต์มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้า
มาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้
ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดาทั้งหลาย
คุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม

ดูก่อน.. ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี
ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดี จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล..

จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังษี หน้า ๒๙ – ๓๖ ***

***********************************************************************

พระพุทธมนต์และคำว่า สาธุ มีอานุภาพดีอย่างไร

เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่น พักอยู่บนดอยปะหร่องกับท่านอาจารย์มนู ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาตให้พรชาวบ้าน
พอให้พรเสร็จ สุขัง พะลัง ท่านสอนให้ชาวบ้าน “สาธุ” พร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่านพระอาจารย์มั่นว่าเป็นเชิงตลกว่า
มือทั้งสองข้างของเราชูขึ้นข้างบน เหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้า

วันหนึ่งท่านนั่งพักในที่เป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งจากเขาคิชฌกูฏ อยู่ที่ไหนไม่รู้ เราก็ไม่รู้จัก

ท่านว่ามาถามท่านว่า “เสียงสาธุ สาธุ สาธุ อะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพทั้งหลายได้ฟัง มี
ความสุขไปตามๆ กัน”

ท่านว่า ท่านมาพิจารณาอะไร ที่ไหน จึงระลึกได้ว่า “โอ..! เสียงสาธุการชาวบ้านถวายทาน”
พอรับทราบแล้วพวกเทพก็ว่า “เขาก็สาธุการด้วย”

แล้วทำประทักษิณ เวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพจะทำอย่างนั้น

ท่านพระอาจารย์มั่นเลยมาพิจารณาต่อว่า การสาธยายมนต์พุทธมนต์นะใครก็ตามจะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์
เช้า – เย็น หรือชาวพุทธทุกคนสวดพุทธคุณ..
ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักวาล
พูดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักวาล
สวดมนต์เช้า - เย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏจักวาล
สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันนตจักวาล
แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในภพที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ ผ่านเข้าถึงชั่วขณะหนึ่ง
ครู่หนึ่ง ชั่วช้างพับหูงูแลบลิ้น ดีกว่าหาความสุขไม่ได้ตลอดกาลเนืองนิจ นี้คืออานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ท่าน
พระอาจารย์มั่นว่าอย่างนี้

จากหนังสือบูรพาจารย์ หน้า ๖๐๑-๖๐๒

********************************************************************

ได้ข้อสรุป
* เพราะเหตุใดต้องสวดกันเร็ว : จะได้สมาธิ มีสติ และเหมือนเป็นการออกกำลังกาย

* ทำไมบทสวดมนต์ถึงสวดกันยาวนานขนาดนั้น : สวดมนต์ถ้าสวดยาว หน่อยจะได้มีสมาธิ สวดมนต์
บทเมตตาใหญ่พิสดาร ก็จะได้สมาธิ (ฌาณ ๔)

* ทำไมต้องนั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้คนเยอะแยะไปหมด : เมื่อสวดมนต์จิตเข้าสมาธิขั้นต่ำ ขณิกสมาธิ
ดีแล้ว จิตก็มีพลัง เมื่อนั่งสมาธิจิตเวลานั่งก็สงบ เวลาแผ่เมตตาก็ก็มีกำลังมาก

* อะไร ๓ โลก : โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก

* ใครมาฟัง??!! : เทวดา เทพ พรหม ครุฑ นาค สรรพวิญญาณทั้งหลาย ตัวมนุษย์ และนรก

* ฟังแล้วทำไมไปเกิด??!! : เมื่อเขาอนุโมทนาบุญแล้ว ก็เป็นการปลดพันธนาการ มีบุญไปเกิดภพื่น , บ้าง
เมื่อฟังสวดมนต์แล้วเกิดความสลดสังเวชใจ ละวางร่างกายสังขาร ก็พ้นทุกขเวทนา

* ทำไมเทวดาต้องมาฟัง??!! สวดเองไม่ได้เหรอ?? : เทวดารักษาศีลก็มี เทวดาพาลก็มี เทวดามีศีลชอบ
ฟังเสียงสวดมนต์ค่ะ เมื่อท่านมาอนุโมทนาท่านก็ได้บุญบารมีเพิ่มได้ค่ะ
__________________
http://www.mettajetovimuti.com/

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552

ธรรมบรรยาย mp3 แจกฟรี




แนะนำเวปไซต์ที่รวบรวม เสียงบรรยายธรรม ในรูปแบบไฟล์ mp3 แจกฟรี ให้พุทธศาสนิกชน และผู้สนใจได้ดาวน์โหลดไปศึกษาฟรี

เข้าไปดูเนื้อหา และ ดาวน์โหลด ที่นี่





ตอนนี้มีเสียงบรรยายธรรมดังนี้

- ติช นัท ฮันท์
- พระปราโมทย์ ปราโมชโช
- พุทธทาสภิกขุ
- พุทธโอวาส 3 เดือน ก่อนปิรินิพาน
- หลวงตาบัว
- หลวงปู่ชา (วัดหนองป่าพง)
- หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


นอกจากนี้ ที่เวปไซต์ (http://serenely.think-out-loud.net/) ก็มีบทความที่น่าสนใจมากมาย เช่น

- ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ
- พระไตรปิฎกฉบับ XML
- การทำงานคือการปฏิบัติธรรม
- ตำนานทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ


เนื้อหาบทความน่าสนใจขนาดนี้ ขอท่านผู้อ่านติดตาม (คลิ๊ก)


สำหรับที่ชุมชนจิต-ใจ-ดี แห่งนี้ ก็จะคอยขึ้นข้อความเมื่อมีบทความใหม่ ในลิงค์ด้านซ้ายมือด้วย


ขอขอบคุณทีมงาน http://serenely.think-out-loud.net/ ที่สร้างเวปไซต์และเผยแพร่ข้อมูลดี ๆ ให้พวกเราได้ติดตาม

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สิ่งพึงทำที่สุดในชีวิต

สิ่งพึงทำที่สุดในชีวิต

(จากคอลัมน์ศิลาในน้ำเชี่ยว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2551
ภาพประกอบ ไฟคริสตมาสประดับ ที่เมืองบอสตั้น โดย pC )




สงบเข้าไว้ รอคอยอย่างอดทน ทำอะไรที่ทำได้ไปพลางๆ
ไม่มีอะไรยืนยาวอย่างไม่รู้จบได้หรอก
ทุกอย่างล้วนต้องเปลี่ยนแปลง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ
หากคุณรอคอยอย่างสงบและผ่อนคลาย
แต่หากคุณกระวนกระวายวิ่งวุ่นราวคนบ้า คุณก็กำลังก่อกวนให้สถานการณ์เลวร้ายลง




ชีวิตที่ไร้ความทุกข์ยาก คงจะตื้นเขินและน่าเบื่อมากทีเดียว
ทนทุกข์ เรียนรู้ และเติบโต...



ผมได้พลิกอ่าน หนังสือหิมะกลางฤดูร้อน ของท่านสยาดอ อู โชติกะ พระภิกษุชาวพม่าอยู่บ่อยๆ และได้พบคำพูดที่เรียบง่าย แต่สะกิดใจ สะท้อนความรู้สึกอย่างชงัดงัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวาย สับสนในปัจจุบัน ท่านอูโชติกะได้เขียนไว้ว่า 'โปรดอย่าคิดว่าเรื่องยุ่งยากเหล่านี้มันไร้ค่า แม้จะต้องผจญกับความรวดร้าว ผิดหวัง ท้อแท้ และเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปมากเพียงใด อาตมาก็ยังคงเห็นว่าชีวิตมันน่าสนใจ ล้ำค่าด้วยความหมาย

เราเดินอ้อมไม่ได้หรอกนะ หนทางเดียวคือ ต้องเดินฝ่าเข้าไป

ไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบในชีวิตนี้ ฉะนั้น อย่าไปโหยหาความสมบูรณ์แบบเลย
อาตมาเองก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ไม่มีวันจะเป็นไปได้ และไม่เคยคาดหวังด้วย

อาตมาผ่านทุกข์มาไม่น้อยเลย ขณะนี้ก็ยังมีทุกข์ แต่อาตมาอยู่กับความทุกข์ได้อย่างสงบและสง่างาม
อาตมาถือว่าทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนที่สำคัญมากด้วย จะเข้าใจชีวิตได้อย่างไร
หากไม่เคยรู้จักความทุกข์ แม้ในยามทุกข์อาตมาก็ยังคงสงบเย็นได้
จนยากที่ใครจะเชื่อได้ว่า อาตมากำลังเผชิญกับทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่'

เป็นธรรมดาครับที่คนเรามักจะรักสุข เกลียดทุกข์ จึงมีการต่อต้าน ดึงดัน ขัดขืน
เพื่อตีฝ่าออกจากวงล้อมแห่งความทุกข์ โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งพยายามดึงดันขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น วิธีการที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาดและราบคาบที่สุด คือ การเข้าไปทำความรู้จัก คุ้นเคย และยอมรับกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีการผลักไสไล่ส่ง กีดกัน ต่อต้าน ความมหัศจรรย์จะพลันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา คือ ความทุกข์นั้นพลันมลายหายไป จับต้องไม่ได้ ประหนึ่งเอาไฟสปอตไลท์เข้าไปส่องสัตว์ในยามกลางคืน สัตว์นั้นก็วิ่งหนีหายไปทันทีโดยที่ไม่ต้องทำอะไร

หากคุณมีสติ ความทุกข์จะช่วยให้คุณเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างลุ่มลึก



ควรอยู่หรอกที่เราจะมีอุดมการณ์บางอย่างในชีวิต จะได้มีเป้าหมายหรือทิศทางที่จะเดิน
แต่อย่าถึงกับบ้าอุดมการณ์จนฟั่นเฟือน อุดมการณ์ที่ประเสริฐสุด คือ มีสติอยู่เสมอเป็นนิตย์

คนเรามักมีอะไรทำมากมายจนลืมว่าสักวันตัวเองก็ต้องตาย
เรานึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ แต่มันคือภาพลวงตา

เราอยากจะเป็นคนสำคัญในชีวิตของคนอื่น อยากจะรู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอื่นได้มากมาย

สิ่งที่พึงทำ คือ ทำในสิ่งที่ตนทำได้โดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีใครจำได้เมื่องานเสร็จ
การปล่อยให้คนอื่นมีอิสระที่จะโง่งมบ้าง เป็นก้าวสำคัญและยากที่สุดในการพัฒนาจิต เห็นด้วยหรือไม่ครับ!

(บทความจากคอลัมน์ศิลาในน้ำเชี่ยว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2551 ได้รับจาก fw-mail)



=====

สุขสันต์ช่วงวันหยุดยาว และเตรียมพร้อมรับสิ่งดี ๆ ในปีหน้านี้ครับ.

pC


วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พุทธศาสนา กับ ความเชื่อ

วันนี้วันพระ


เมืองไทยนั้นเป็นเมืองพุทธ
ขอน้อมนำหลักความเชื่อในพุทธศาสนา เพื่อใช้เป็นหลักยึด ก่อนการเชื่อและปฏิบัติใด ๆ


พระพุทธเจ้าจะทรงสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ โดยมีหลักในการสร้างความเชื่อดังนี้


๑. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าฟังจากเขาว่ามา
๒. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าทำตามๆกันมา
๓. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าผู้คนกำลังเล่าลือกันอยู่
๔. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามีตำราอ้างอิง
๕. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามีเหตุผลตรงๆมารองรับ(ตรรกะ)
๖. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามีเหตุผลแวดล้อมมารองรับ(ปรัชญา)
๗. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่านึกเดาเอาตามสามัญสำนึกของเราเอง
๘. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่
๙. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าผู้พูดผู้สอนนี้อยู่ในฐานะที่น่าเชื่อถือ
๑๐. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าผู้พูดผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง


ที่มา พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

พระพยอมแนะทุกฝ่ายสามัคคีเตือนรบ.สำรวม



พระ พยอมเตือนสติประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม ที่กำลังรุนแรงบานปลาย ให้ยึดความสามัคคีอย่าแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย พร้อมแนะรัฐบาลควรอยู่ในท่าที่สำรวม อย่าใช้ความรุนแรงในการสลายกลุ่มม็อบ เพราะสุดท้ายผลเสียจะตกกับบ้านเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 27 ส.ค.พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวที่ศูนย์ร่มโพธิ์แก้ว บ.วังปลัด ต.บ้านแพ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ว่า ขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักความสามัคคี อย่าใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา หรือมุ่งเอาชนะแต่เพียงอย่างเดียว ให้นึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมือง และระบบเศรษฐกิจ

เพราะผลสรุปจะไม่มีใครได้ประโยชน์ มีแต่จะเกิดความสูญเสียกันทุกฝ่าย จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเวรกรรมของประเทศที่เสียโอกาสจะได้ รับการพัฒนา ให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ด้อยพัฒนาฉวยโอกาสพัฒนารุดหน้าไปกว่าประเทศไทย ที่มีความแต่ขัดแย้งยืดเยื้อไม่มีวันจบสิ้น จนทำให้ขาดความเชื่อมั่น จึงขอทุกฝ่ายได้ใช้วิจารณญาณว่าสิ่งที่กระทำอยู่ในขณะนี้ถูกต้อง มีประโยชน์ต่อตนเองหรือประเทศชาติหรือไม่

พระพยอม ยังได้ร้องขอฝ่ายรัฐบาล อย่าใช้กำลังตอบโต้สลายกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายบานปลายออกไปไม่มีวันจบสิ้น เพราะทุกฝ่ายมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ขอให้ใช้ดุลยพินิจในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองพ้นวิกฤติเกิดความสงบสุขโดยเร็ว

ที่มา คมชัดลึก 28 สิงหาคม 08

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2550

ธรรมะแห่งความดับทุกข์ ดูความปรุงแต่ง

การดับทุกข์ไม่ได้ยากอะไร
เพียงแค่เห็นชีวิตของเราเหมือนดูละครหลังข่าว
เห็นแล้วก็ผ่านไป
ไม่ต้องคิดว่าเราเป็นพระเอก นางเอก
ไม่ต้องคิดว่าเราเป็นผู้ร้าย
ดูมันไปเรื่อยๆ
สนุกก็รู้ว่าสนุก
เศร้าก็รู้ว่าเศร้า

แต่ไม่ต้องเอามันมาเป็นความทุกข์ของเรา



บทสรุปที่ได้จากผู้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่มีข้อความบนปกหลังว่า...


"... พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องอะไรอื่น นอกจากทุกข์ และความดับทุกข์ ปฏิบัติให้รู้ัจักทุกข์ แล้วดับทุกข์ได้ก็พอแล้ว เรื่องโลก เรื่องชาติหน้า ชาติหลัง นรก สวรรค์ จะมีจริงหรือไม่จริง ไม่ต้องไปรู้ก็ได้ ถึงจะรู้ ก็ใช่ว่าดับทุกข์ได้

.... ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการรู้ัจักทุกข์ และเหตุแห่งทุกข์ เข้าถึงความดับทุกข์ ถ้าเจริญข้อปฏิบัติได้เต็มที่ ก็หมดปัญหา หมดความสงสัย ถึงไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดช ไม่มีตาทิพย์ หูทิพย์ ไม่ได้ไปรู้วาระจิตของใคร ไม่ได้มีวิชาอาคมอะไร ก็ไม่สำคัญ ขอให้จิตสะอาด จิตบริสุทธิ์ ขอให้ดับทุกข์ให้ตัวเองได้เท่านั้น เพราะว่าไม่มีอะไรเหนือกว่าการดับทุกข์ ปัญหาทั้งหลายแหล่ ก็รวมอยู่ในเรื่องของความทุกข์ ดังนั้นสิ่งที่ควรได้ควรถึงก็คือความดับทุกข์...."

เขมรังสี ภิกขุ



คัดลอกจากท้ายปกหนังสือ ธรรมะแห่งความดับทุกข์ ดูความปรุงแต่ง โดย เขมรังสี ภิกขุ




หนังสือเล่มเล็ก ๆ อีกหนึ่งเล่มที่ผู้สนใจศาสนาพุทธควรอ่าน

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2550

โพชฌงค์ พุทธวิธีเสริมสุขภาพ

วันนี้ขอแนะนำหนังสือเล่มเล็กอีกสักเล่ม

โพชฌงค์ พุทธวิธีเสริมสุขภาพ
โดย พระธรรมปฎก




(ข้อความต่อไปนี้คัดปกหลังหนังสือ โดยไม่มีการตัดต่อ)

"... กายกับใจนั้นเป็นสิ่งอาศัยกันและกัน พอกายเจ็บป่วยไม่สบาย คนทั่วไปก็มักจะพาลจิตใจไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ไปด้วย และในทำนองเดียวกัน เืมื่อจิตไม่สบายก็พลอยให้กายไม่สบายไปด้วย เริ่มต้นตั้งแต่รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายเศร้าหมอง พิวพรรณซูบซีด เป็นสิ่งที่เนื่องอาศัยกัน

ในทางตรงข้าม คือในทางที่ดี ถ้าจิตใจดี สบาย บางทีก็กลับมาช่วยกาย เช่นในยามเจ็บป่วยถ้าจิตใจสบาย เช่น มีกำลังใจ หรือจิตใจผ่องใสเบิกบาน โรคที่เป็นมาก ก็กลายเป็นน้อย หรือที่จะหายยากก็หายง่ายขึ้น... ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าจะช่วยทำใจของเราหรือรักษาใจของเราได้มากแค่ไหน "


กล่าวโดยย่อ สำหรับหลักปฏิบัติ (ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ) ได้ดังนี้:

เมื่อกายดีจิตก็ดี ในทางกลับกันเมื่อจิตดีกายก็ดีตามไปด้วย


สำหรับหลักปฏิบัติโพชฌงค์นั้นมีทั้งหมด 7 ข้อ ประกอบด้วย
1) สติ
การระลึกได้ การรับรู้ของจิตไม่หลุดลอย ไม่หล่นหาย

2) ธรรมวิจัย
การไตร่ตรอง พิจารณา ค้นคว้า ความจริง(ธรรม) ความถูกต้อง สิ่งที่ดีงาม ที่เป็นประโยชน์

3) วิริยะ
มีความเพียรตั้งใจ มีความเข้มแข็ง

4) ปิติ
ทำใจให้มีความสุขอิ่มเอม ไม่เครียดไม่วิตก

5) ปัสสัทธิ
ความสงบเยือกเย็น ผ่อนคลาย

6) สมาธิ
ความตั้งจิตมั่นหรือแน่วแน่อยู่กับสิ่งนั้น ๆ ทำงานใด ๆ ก็ให้ใจแน่วแน่

7) อุเบกขา
วางเฉย การเรียบสงบของจิตที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียง เฉยต้องสิ่งที่มากระทบ


อ่านเพิ่มเติม : พลังจิต.com

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เหตุสมควรโกรธ ไม่มีในโลก



แนะนำหนังสือ เหตุสมควรโกรธ ไม่มีในโลก
โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
หนังสือเล่มเล็ก อ่านไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็จบ
แต่แฝงด้วยข้อคิดและแนวทางปฏิบัติ
ตั้งแต่ทำให้รู้จักว่าความโกรธคืออะไร
และจะทำอย่างไรเพื่อ ลด ละ และ เลิก ความโกรธ
อันเป็นสาเหตุหนึ่งแห่งทุกข์

ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข


ต่อไปนี้เป็นข้อความจากหนังสือ (คัดมาโดยไม่ได้ตัดต่อ)


ตอนที่ ๓
ไฟไหม้บ้าน – ดับไฟก่อน


เมื่อเรากระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ จะโกรธ อยากโกรธ
หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
จนกว่าใจจะสงบสบาย เมื่อเราไม่พอใจ ไม่ต้องคิด
อย่าคิดไปตามอารมณ์ คิดว่า ทำไมเขาทำอย่างนี้
เขาไม่น่าทำเช่นนี้

..... พิจารณาดู.....
สมมติเมื่อเรากำลังกลับเข้าบ้าน
มองเห็นควัน มีไฟลุกขึ้น ไฟกำลังไหม้บ้านของเรา

ถึงแม้เรามองเห็นว่า มีใครวิ่งหนีไปก็ตาม
เราไม่ต้องคิดสงสัยว่า เขาเป็นผู้ร้ายหรือเปล่า

สิ่งที่ต้องทำก่อนทุกอย่างคือ วิ่งเข้าไปหาทางดับไฟ
ให้เร็วที่สุด หาน้ำ หาเครื่องดับไฟ ผ้าห่ม ฯลฯ

ทำดีที่สุดเพื่อที่จะดับไฟให้สำเร็จ

เมื่อดับไฟแล้ว จึงค่อยคิดหาสาเหตุว่า ทำไมจึงเกิดไฟไหม้
เช่น เป็นอุบัติเหตุ หรือมีใครลอบวางเพลิง
มีใครประสงค์ร้ายคิดทำลายทรัพย์สมบัติของเราหรือไม่

เมื่อเกิดอารมณ์ ไม่พอใจ
ไม่ต้องคิดหาเหตุว่าใครผิด ใครถูก
ระงับความร้อนใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เมื่อใจสงบแล้ว
จึงค่อยคิดด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุผล

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เรียนฟรี พระอภิธรรม ทางไปรษณีย์


อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย



ระเบียบการการศึกษาพระอภิธรรมทางไปรษณีย์

วัตถุประสงค์

1. เพื่อรักษาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ให้มั่นคงสืบต่อไป

2. ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ที่ต้องการศึกษาพระอภิธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้ที่มีเวลาเรียนน้อย ไม่สามารถที่จะไปเรียนในสำนักเรียนได้ หรือผู้ที่อยู่ห่างไกลจากสำนักเรียน ให้มีโอกาสได้ศึกษาพระอภิธรรมด้วยตนเองทางไปรษณีย์

3. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในส่วนของพระอภิธรรมปิฎก ให้แพร่หลายสู่สาธุชนทั่วไป อันจะยังประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจศึกษา เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิตและรู้แนวทางการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์ ตามพุทธประสงค์


คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่  Name: 97.jpg Views: 52 Size: 8.2 KB ID: 187178


เรียนฟรีตลอดหลักสูตร
โดยความอุปถัมภ์ของ มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม


วิธีการเรียนการสอน

1. นักศึกษาที่สมัครเรียน จะได้รับแจกเอกสารประกอบการศึกษา โดยไม่ต้องเสีย

ค่าใช้จ่ายใด ๆ (เรียนฟรีตลอดหลักสูตร)

2. เอกสารประกอบการศึกษานี้จะแจกให้ทีละชุด เมื่อนักศึกษาตอบคำถามชุดที่ 1

แล้ว จะได้รับบทเรียนชุดที่ 2 เมื่อตอบคำถามชุดที่ 2 แล้ว จะได้บทเรียนชุดที่ 3

เช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ (ในแต่ละชุด จะมีบทเรียน 1-3 ตอน)

3. นักศึกษาที่ตอบคำถามครบถ้วนตามหลักสูตร (ทั้ง 10 ชุด) จะได้รับวุฒิบัตร '' พระอภิธัมมัตถสังคหะทางไปรษณีย์ ''

4.ไม่จำกัดระเวลาในการศึกษา

5. ไม่จำกัดพื้นความรู้

การสมัครเรียน

หากท่านต้องการ ศึกษาพระอภิธรรม ทางไปรษณีย์

โปรดแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ ของท่านโดยละเอียด และส่งไปที่


ตู้ ปณ. 28

ปณฝ. หน้าพระลาน

กรุงเทพฯ 10202

หรือ Fax ใบสมัครส่งมาทางเบอร์ 02 - 884 5090


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทรศัพท์ : 02 884 5091 - 2

โทรสาร : 02 884 5090

e-mail : mailmcu@hotmail.com

http : // www.buddhism-online.org

http : // www.mcu.ac.th




หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อขอทราบรายละเอียด ได้ที่
มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม
5/108 - 9 ซอยอุดมทรัพย์ ถนนบรมราชชนนี
แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ 02 - 884-5091-2
โทรสาร 02 - 884-5090

การเดินทางไปมูลนิธิฯ ด้วยรถประจำทาง
สามารถไปได้หลายสายดังนี้ :-
รถประจำทาง สาย 19 , 28 , 30 , 40 , 57 , 66 , 123 , 124 , 127 , 146 , 149 ,
รถปรับอากาศ สาย 3 , 7 , 11 , 17 , 30 , 33 , 66
รถไมโครบัส สาย 4 , 8 และรถตู้อีกหลายสาย
** ลงที่ป้าย เซ็นทรัญปิ่นเกล้า หรือ เมเจอร์ปิ่นเกล้า