แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ด​ความ​รู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ด​ความ​รู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

10 ข้อ ให้ชีวิตเดินช้าและมีความสุขมากขึ้น


ชีวิตทันสมัยทำให้เราทำอะไรได้รวดเร็ว โลกแคบลง ทุกอย่างหามาได้ด้วยปลายนิ้ว

เรากินข้าวเช้าอย่างเร่งรีบ รีบขับรถไปทำงาน ระหว่างขับรถก็คุยโทรศัพท์ไปได้ด้วย ไปถึงที่ทำงานก็รีบ ๆ ทำงาน ทำงานเสร็จรีบกลับบ้าน รีบทำอาหารเย็น รีบกินข้าว รีบนอน จะได้ตื่นเช้าไปทำงานวันรุ่งขึ้น


ชีวิตที่เร่งด่วน เร่งไปเพื่อแข่งกับใครหรือ ?




ลองเปลี่ยนมุมมอง ทำชีวิตให้เดินช้าลงและดื่มด่ำกับความสุขในชีวิตมากขึ้นดีกว่าไหม


10 ข้อ ให้ชีวิตเดินช้าและมีความสุขมากขึ้น

1) ทำน้อย : พอกันทีกับการทำงานเป็นร้อยอย่างพร้อม ๆ กัน คิดก่อนทำ และทำให้น้อย สิ่งใดสำคัญที่สุดก็ทำก่อน ทำสิ่งที่สำคัญสุดเสร็จแล้วถึงค่อยทำสิ่งอื่น พยายามลดภาระงานที่ต้องทำ และหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์และเสียเวลาเปล่า


2) อยู่กับปัจจุบัน: คิดถึงปัจจุบันให้มาก อดีตที่ขื่นขมผ่านไปแล้ว อนาคตที่ไม่แน่นอนก็ยังมาไม่ถึง หยุดคิดและกังวลถึงมัน กลับมาอยู่กับปัจจุบันดีกว่า ณ ขณะนี้ เวลานี้เราต้องทำอะไร


3) ตัดสัญญาณ: ลองตัดจากการสื่อสารดูบ้าง ไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องติดตามข่าวสารทุกอย่าง หยุดพักบ้าง ปิดมือถือบ้างเมื่อต้องการพักผ่อนอย่างจริงจัง ลองทำดูเถอะแล้วจะพบว่ามันจะช่วยให้คุณผ่อนคลายไปได้มาก


4) ใส่ใจคนรอบตัว: หลายครั้งหลายหนที่ตัวเราอยูกับครอบครัวหรืออยู่กับเพื่อน แต่ใจเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วยเลย มัวคิดพะวงถึงแต่เรื่องงาน เดี๋ยวก็รับโทรศัพท์ เดี๋ยวก็โทรไปคุยกับคนอื่น เราได้ยินสิ่งที่พ่อแม่พูดแต่ไม่เคยใส่ใจเลย เราได้ยินปัญหาของเพื่อนแต่เราไม่รับฟัง เราคิดถึงแต่เรื่องอื่น คิดถึงแต่งาน คิดถึงแต่ตัวเอง เปลี่ยนตัวเองสักนิด คนอยู่ตรงหน้าต้องมาก่อน แล้วคุณจะพบว่าคุณได้มิตรภาพที่แท้จริง


5) พอใจธรรมชาติ: เราถูกปิดอยู่ในบ้าน ในรถยนต์ ในออฟฟิต ตลอดเวลาของชีวิต ลองออกไปข้างนอกท่องเที่ยวธรรมชาติบ้าง ใช้เวลาให้นานสุนทรีย์กับธรรมชาติ หายใจเข้าให้ลึก อัดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้เต็มที่ ลองหาเวลาไปเที่ยวธรรมชาติดู ถ้ายังหาเวลาไม่ได้ อย่างน้อยออกไปเดินออกกำลังที่สวนสาธารณะใกล้บ้านบ้างก็ยังดี



6) กินช้า: บอกลาไปเลยกับอาหารฟาสต์ฟู้ด กินอาหารที่มีประโยชน์และกินให้ช้าลง ค่อย ๆ เคี้ยว และรู้สึกถึงรสชาตอาหารทุกคำที่กิน นอกจากจะช่วยให้อิ่มเร็วด้วยปริมาณอาหารที่น้อยลงแล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นด้วย



7) ขับช้า: จะรีบไปไหน ขับช้าลงสักนิด ถึงที่หมายเหมือนกัน ขับเร็วเพิ่มความเครียด ต้องระมัดระวังกับอุบัติเหตุ และเปลืองน้ำมัน ขับให้ช้าให้ทางแก่เพื่อนร่วมทาง ลองดูแล้วจะรู้ว่าขับรถสนุกและสบาย ง่ายกว่าที่เป็น


8) มีความสุขจากสิ่งรอบตัว: หาความสุขจากสิ่งรอบตัว มองมันในแง่ดี ถ้าต้องล้างจานแทนที่จะล้างให้มันเสร็จ ๆ ไป ลองพิจารณาจานที่ล้างมันสวยไหม มันบิ่นไปบ้างไหม น้ำยาที่ล้างจานหอมไหม ฯลฯ ลองทำดูแล้วจะเห็นว่า ล้างจานไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป เปลี่ยนมุมมองจะเห็นสิ่งรอบตัวนั้นสวยงามกว่าที่เคย


9) ทำงานเดียว: ทำหลายอย่างพร้อมๆ กัน (Multi-tasking) มันเหมือนเครื่องจักร แต่เราไม่ใช่ คนคิดได้ทีละเรื่อง เราทำได้ทีละอย่าง ฉะนั้นจึงทำทีละอย่างให้เสร็จก่อน ถ้าคิดว่าจะต้องเปลี่ยนงานไปมา ก่อนจะเปลี่ยนไปทำงานอื่นหายใจเข้าให้ลึก หยุดสักนิด แล้วค่อยเริ่มงานอื่น


10) หายใจ: ลืมไปหรือเปล่าว่ากำลังหายใจอยู่ ลองอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก หายใจให้ลึกและยาว แล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย ความเครียดจะค่อย ๆ หายไป เอาใจจดจ่อกับลมหายใจจะทำให้ความคิดอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น แล้วมันจะโล่งสบาย ลองดูสิครับ หายใจให้ลึกและยาว ช้า ๆ สักสองสามครั้ง
แล้วจะเข้าใจว่า

ชีวิตเดินช้าลงและมีความสุขขึ้นเป็นเช่นใด



เรื่อง: แปลและดัดแปลงจาก The 10 Essential Rules for Slowing Down and Enjoying Life More
ภาพ: pC

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ค้นพบแล้ว สมการหัวใจ

(x^2 + y^2 - 1)^3 = x^2*y^3



Powered by WolframAlpha

เคล็ดลับ "พ่อ-แม่-ลูก" เพื่อสร้างครอบครัวเข็มแข็ง


(FW-mail) จากสมาชิก ชุมชนจิตใจดี (Thanks @prawitr)

สวัสดีครับ,

ขอร่วมแบ่งปันข้อมูลดีๆจากผู้จัดการครับ แต่ว่าข้อ 38, 39 ไหงซ้ำกันก็ไม่รู้นิ สงสัยต้องการเน้นเป็นพิเศษ :D

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000064063

อ้น.

(ภาพประกอบ thanks to @pruet)

เคล็ดลับสามีภรรยา

1ซื่อสัตย์ต่อกัน หนักแน่น อดทน มีความรับผิดชอบ และไว้เนื้อเชื่อใจกัน

2.อย่าพยายามไปเปลี่
ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง ควรปรับตัวเข้าหากันจะดีกว่า หากไม่ชอบสิ่งใดควรหาทางบอกกันดี ๆ

3.ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความปรารถนาดีต่อกัน

4.จงเชื่อว่าทุกคนต้องการเป็นคนดีของครอบครัว และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีของตนเอง ขอเพียงให้โอกาสกันยามฝ่ายใดทำผิดพลาด ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธกัน

5.อย่าโกรธพร้อมกัน เมื่อคนหนึ่งเป็นไฟ อีกคนต้องเป็นน้ำ ยามมีปัญหาขอให้ใช้ความรักคุยกัน (เพราะบางครั้งเหตุผลไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น)

6.ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บรื้อฟื้นความผิดพลาดในอดีตมากล่าวอ้างให้ขุ่นเคืองใจกัน

7.หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคายในบ้าน เพราะจะทำลายความนับถือซึ่งกันและกัน

8.ต้องไม่เริ่มต้นใช้ความรุนแรง เพราะนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังสร้างบาดแผลทั้งทางกายและใจแก่กันด้วย

9. ถ้ามีการโต้แย้ง อย่าแผดเสียงใสกัน และไม่พึงกล่าวคำท้าทายใด ๆ ออกมาก เช่น กล้าดีเก็บของออกจากบ้านไปเลย หรือเราหย่ากันดีกว่า

10.เมื่อเกิดเรื่องบาดหมาง ขอให้คุยกันให้จบ อย่าเข้านอนโดยไม่ทำความเข้าใจกัน

11.หากจะวิพากษ์วิจารณ์กัน พึงระวังและคำนึงถึงจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

12.เมื่อได้ทำผิดพลาด จงอย่าลังเลที่จะขออภัย และแสดงความรู้สึกเสียใจ

13.เมื่ออีกฝ่ายทำสิ่งดี ๆ ให้กัน อย่าลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณ

14.ยามทะเลาะกัน คนที่ผิดมากที่สุด คือคนที่พูดมากที่สุด ถ้าอยากเป็นคนผิดน้อย จงพยายามนิ่งให้มาก

15.เรียนรู้ความผิดพลาดของตนเอง แทนจะหาข้อแก้ตัว

16.หากอยากได้อยากมีอยากซื้อหาสิ่งใด ให้นึกถึงอีกฝ่ายหนึ่งก่อน

17.แม้กาลเวลาเปลี่ยนไป จงมอบความรัก ความมั่นคงต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

18.ดูแลกันยามเจ็บไข้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ปลอบใจยามผิดหวัง ให้กำลังใจกัน


เคล็ดลับคุณพ่อคุณแม่

19.ภาคภูมิใจในการมีลูก แม้จะมีลูกกี่คนก็ตาม และพร้อมที่จะรักเขาเสมอในทุกสถานการณ์

20.ร่วมมือกันอบรมเลี้ยงดูลูก ปรองดองไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ปล่อยให้การเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายเดียว ทั้งสองฝ่ายควรร่วมมือทำงานเป็นทีมเดียวกัน

21.เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกในทุกด้าน ทั้งการคิด พูด และทำ

22.สอนลูกให้รู้จักอดทน ขยัน มีน้ำใจ และรู้จักให้อภัย เพราะนี่คือคุณธรรมของคนดี

23.ให้โอกาสลูกได้พัฒนาศักยภาพที่มีในตัวเขาอย่างเต็มที่ สร้างเสริมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของลูก

24.ไม่เร่งรัด ไม่เร่งเรียน ไม่กดดันลูก เพราะเด็กยังมีเวลาแห่งความสำเร็จรอคอยอยู่ข้างหน้าอีกมาก

25.ให้ความรู้แก่ลูกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลก และสอนเขาให้รู้จักปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

26.เมื่อลูกทำผิดควรสั่งสอนให้เขารู้ และเมื่อลูกทำถูกก็ต้องรู้จักชื่นชมให้กำลังใจด้วย

27.การอบรมสั่งสอนลูกควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และหลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการตี การตีควรเป็นตัวเลือกลำดับท้าย ๆ

28.หาเหตุผลที่จะเข้าใจลูกยามเกิดปัญหาระหว่างกัน เพราะเมื่อพบเหตุที่แท้ การแก้ไขอาจไม่ยุ่งยาก และควรพูดถึงปัญหานั้นร่วมกันในครอบครัว

29.ให้ลูกรู้ว่าเขาเป็นที่รักและต้องการของพ่อแม่ และพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ อย่าให้เขารู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำ ไร้ค่า ไร้ความสามารถ และไร้ที่พึ่ง

30.ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกสม่ำเสมอ มีเวลาทำกิจกรรมประจำวันร่วมกัน ดูแลเอาใจใส่ พูดคุยโอบกอดสัมผัสกันเพื่อแสดงความรักที่มีต่อเขา

เคล็ดลับคุณลูก

31.ตั้งใจใฝ่เรียนรู้ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้

32.หาตัวเองให้พบ ค้นหาตัวเองให้เจอว่าเราถนัดอะไร ชอบอะไร และนำพาตัวเองไปในทิศทางที่มุ่งหวัง

33.แบ่งเวลาให้เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือ ทำการบ้าน เล่น และช่วยงานบ้าน

34.พยายามดูแลจัดการตัวเอง ไม่ทำตัวเป็นภาระให้พ่อแม่และคนรอบข้าง ช่วยพ่อแม่ประหยัดและอดออม เอาธุระกับเรื่องของครอบครัว

35.ออกนอกบ้านทุกครั้งไม่กระทำสิ่งไม่ดี ให้สมกับที่พ่อแม่รักและไว้วางใจ

36.กลับบ้านตรงเวลา มีปัญหาต้องโทรศัพท์หรือติดต่อบอกกล่าวทุกครั้ง พึงระลึกเสมอว่าพ่อแม่เฝ้ารอการกลับบ้านของลูกด้วยใจจดจ่อเสมอแม้จนดึกดื่นค่อนคืน

37.เมื่อกลับถึงบ้านไม่เพียงสวัสดีพ่อแม่เท่านั้น แต่ควรเข้าไปกอดท่านด้วย

38.ไม่โกหกพ่อแม่ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ให้พูดคุยกับพ่อแม่พี่น้อง หรือคนในครอบครัว

39.ไม่โกหกพ่อแม่ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ให้พูดคุยกับพ่อแม่พี่น้อง หรือคนในครอบครัว

40.พี่น้องกันต้องไม่ทะเลาะกัน ไม่ทำร้ายกัน ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูด หรือสีหน้าท่าทาง เพราะเมื่อพี่น้องไม่รักกันคนที่เสียใจที่สุดคือพ่อแม่

41.ช่วยกันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในบ้าน ทำบ้านให้เป็นที่ที่น่าอยู่ของทุกคน

42.ช่วยเป็นกาวใจเชื่อมพ่อแม่เข้าหากันยามท่านมีเรื่องบาดหมาง

43.หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามเข้าใจความคิดความรู้สึกของทุกคนในบ้าน ทั้งพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายด้วย

44.โน้มน้าวให้พ่อแม่ญาติพี่น้องเลิกดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เลิกเล่นหวย หวังรวยพนัน


เคล็ดลับของทุกคน

45.อย่าละเลยกันในวันสำคัญ ๆ เช่น วันเกิดของสมาชิกในครอบครัว วันครบรอบแต่งงานของคุณพ่อคุณแม่ วันปีใหม่ หรือวันสงกรานต์ ฯลฯ

46.วางแผนการใช้จ่ายร่วมกัน แสดงรายรับรายจ่ายให้ทราบ ให้โอกาสแต่ละคนแสดงเหตุผลเพื่อเพิ่มหรือลดรายจ่ายในครอบครัว

47.หมั่นใช้คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรัก เพราะการพูดที่สร้างสรรค์ช่วยเสริมคุณภาพความสัมพันธ์ให้ครอบครัว

48.ไม่เอาปัญหาจากนอกบ้านไม่ว่าจะเป็นจากที่ทำงานหรือที่ใด ๆ มาระบายใส่คนในครอบครัว

49.การทำบ้านให้น่าอยู่ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน ควรทำบ้านให้เป็นที่ ๆ พร้อมจะให้ความรักความเข้าใจ ให้อภัย เป็นที่พึ่งเป็นที่พักยามเดือดเนื้อและร้อนใจ

50.เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ เพราะท่านคือคลังแห่งภูมิปัญญาที่สำคัญของครอบครัว

ทั้งนี้พลังครอบครัวถือเป็นพลังหนึ่งของสังคม และการสร้างความรักความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว เท่ากับเป็นการเติมความเข้มแข็งแก่สังคมอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

วันนี้ วันที่น่าเบื่อที่สุดในรอบปี


ข้อมูลจาก FW-Mail ( เก็บไว้ 2 ปีแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้ลง :-) )


บีบีซีนิวส์ - อาจารย์พิเศษจากเกาะอังกฤษคิดสูตรคำนวณวันที่น่าเบื่อที่สุดในรอบปีพบ “24 มกราคม” เนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสุขของเทศกาลคริสต์มาสได้เพียงแค่ 1 เดือน ประกอบกับอากาศที่หนาวจัดในเดือนนี้ยิ่งชวนให้หดหู่ใจและดูเปล่าเปลี่ยวไม่น้อย

คลิฟฟ์ อาร์นอลล์สอาจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ยูนิเวอร์ซิตีค้นพบว่าวันที่ “24 มกราคม” เป็นวันที่น่าเบื่อที่สุดในรอบปี โดยใช้สูตรการคำนวณจากสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ หนี้ที่ยังคงคั่งค้างอยู่ ความทรงจำในวันคริสต์มาสอันแสนสนุก ความล้มเหลวที่อยากจะเลิกนิสัยแย่ๆ และความกระตือรือร้นที่อยากทำกิจกรรมในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามดร.อลัน โคเฮนโฆษกประจำโรยัล คอลเลจ ออฟ เจเนรัล แพรคทิกชันเนอร์ได้แนะนำว่าวิธีการแก้ไขในเบื้องต้นไม่ให้วันดังกล่าวเป็นวันที่น่าเบื่อที่สุดนั้นสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายหรือใช้เวลาอ่านหนังสือและหาข้อมูลเกี่ยวกับความเศร้าโศกหดหู่ที่เกิดขึ้น

โคเฮนยอมรับว่าในช่วงหน้าหนาวผู้ป่วยที่มาหาหลายคนมักมีอาการหดหู่ แต่เขายอมรับว่าโรคดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นอาการเลวร้ายจนน่าตื่นตระหนกแต่อย่างใด ซึ่งบรรดาคนที่รู้สึกเช่นนี้ส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเองหลังจากผ่านวันเวลาแสนเศร้านี้ไปแล้ว

สำหรับสูตรที่ใช้ค้นหาวันที่แสนน่าเบื่อนี้คือ 1/8W + (D-d) 3/8 x TQ MxNA

ทั้งนี้ในสูตรดังกล่าว W คือสภาพอากาศ D คือหนี้ที่หักลบด้วย d คือเงินที่ใช้จ่ายในเดือนมกราคม ส่วน T คือเวลาตั้งแต่คริสต์มาส

ขณะที่ Q คือช่วงเวลาที่ไม่สามารถยกเลิกนิสัยแย่ๆที่ต้องการขจัดออกไปจากชีวิต ส่วน M คือระดับความปรารถนาในสิ่งทั่วไป ขณะ NA คือความต้องการทำกิจกรรมต่างๆ

ดร.อาร์นอลล์สเผยจากผลการคำนวณว่าวันที่ 24 มกราคมนั้นอยู่ในช่วงอันตรายที่สุด ที่หลายๆคนจะประสบกับภาวะเศร้าหดหู่ชวนเบื่อหน่าย เนื่องจากเป็นช่วงเวลา 1 เดือนพอดีหลังจากที่หลายๆคนได้สนุกสนานกับเทศกาลคริสต์มาสประกอบกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจนไม่อยากจะทำอะไรทั้งสิ้น


นอกจากนี้อาร์นอลล์สยังระบุอีกว่าพลังงานต่างๆที่ได้สะสมมาอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุดยาวก็จะหมดไปในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม

======

อ่านเล่น ๆ เป็นเกร็ดความรู้แก้เบื่อนะครับ :-)

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

วิจารณ์หนังสือ อัจฉริยะสร้างได้ (จริงหรือ)




อัจฉริยะสร้างได้ : เคล็ดลับพัฒนาอัจฉริยภาพ 8 ด้าน เพื่อก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ
โดย วนิษา เรซ (Vanessa Race) หรือ หนูดี
สำนักพิมพ์ Red
พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2550
ISBN 978-974-8001-61-6
ปกอ่อน 179 หน้า ราคา 165 บาท



หนังสือเล่มนี้ผมอ่านจบนานแล้ว ว่าจะเขียนถึงหลายที แต่ก็ไม่มีเวลามานั่งเขียนดี ๆ เพราะติดสอบ
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเป็นเพราะหนังสือเขียนให้อ่านง่าย ๆ ลักษณะการเขียนทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่ากำลังนั่งคุยสบาย ๆ อยู่กับผู้เขียน (คุณหนูดี) เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึง ทฤษฎีพหุปัญญา หรือ Multiple Intelligences ที่เสนอโดย ศาสตราจารย์ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner: รูป) ทฤษฎีพหุปัญญา นี้ได้หักล้างแนวคิดเก่า ๆ ที่ว่าความเป็นอัจฉริยะเป็นเรื่องของความฉลาดแต่เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วความอัจฉริยะนั้นสามารถแสดงออกได้ในหลาย ๆ ด้าน ศาสตราจารย์โฮเวิร์ดได้เสนอแนวคิดนี้ในหนังสือ Frames of Mind (กรอบทางความคิด): 1983 อัจริยะภาพของมนุษย์อย่างน้อยแปดประการได้ถูกนำเสนอ อันประกอบไปด้วย
  1. ภาษาและการสื่อสาร (Linguistics Intelligence)

  2. ร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily-Kinesthetic Intelligence)

  3. มิติสัมพันธ์และการจินตภาพ (Spatial Intelligence)

  4. ตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)

  5. การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)

  6. การเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)

  7. การเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)

  8. ดนตรีและจังหวะ (Musical Intelligence)

คุณหนูดี ได้สรุปอัจริยะภาพแปดประการนั้น ด้วยภาษาที่อ่านง่าย ยกตัวอย่างให้เห็นถึงการแสดงออกถึงอัจฉริยะภาพในด้านต่าง ๆ และยกตัวอย่างบุคคลที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะภาพในด้านนั้น ๆ ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้คุณหนูดียังแทรกเสริม เทคนิคเคล็ดลับต่าง ๆ ที่ใ้ช้พัฒนาอัจฉริยะภาพได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการทำ Mind Maps, การพัฒนาทักษะการพูด ฟัง คิด อ่านและ เขียน รวมไปถึงการร้องเพลง เล่นกีฬา และเรืองอื่น ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม และง่ายที่จะปฏิบัติตาม

ตอนท้ายของเล่ม เป็นประวัติของคุณหนูดี หรือ วริษา เรซ และข้อมูลเกี่ยวกับงานที่เธอทำอยู่

สิ่งที่ชอบมาก สำหรับหนังสือเล่มนี้ คือ อ่านแล้วมีกำลังใจ ทำให้รู้สึกว่า เราทำได้ เราสามารถที่จะพัฒนาความเป็นอัจฉริยะในทุกด้าน ๆ ของเราได้ เทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่หนังสือแนะนำดูง่ายและไม่ซับซ้อน คุณหนูดีได้ทำให้เห็นว่าการใส่ใจกับกิจกรรมประจำวัน เช่น การนั่งหลังตรง การหายใจ การเคี้ยวอาหาร การฝึกวาดวงกลม ล้วนแต่พัฒนาความอัจฉริยะของเราได้ ขอเพียงแต่ได้ ใส่ใจ และเริ่มทำทำอย่างตั้งใจจริง


ที่จะติสักนิด สำหรับหนังสือเล่มนี้คือ คุณหนูดีเขียนหนังสือได้เหมือนมานั่งเล่ามากไปหน่อย ทำให้ลดทอนความวิชาการของเนื้อหาไป ประวัติของคุณหนูดีเองดูเหมือนจะมากไปนิด อ่านแล้วแกมหมั่นไส้อยู่ในที คนอะไร จะฉลาดพัฒนาตัวเองจนมี พหุปัญญา ได้ขนาดนั้น

สิ่งที่อยากเห็น ผมอยากเห็นคุณหนูดีเขียนหนังสือหรือบทความที่มีความเป็นวิชาการมากขึ้น มีเนื้อหาที่อ่านง่าย แต่ไม่ต้องมีลักษณะของการอ่านที่นั่งฟังหนูดีพูด (ตัดประโยคที่อ้างอิงถึงตัวเอง และสรรพนามออก เช่น "หนูดีคิดว่า หนูดีอย่างนั้น หนูดีอย่างนี้") และเนื่องจากคุณหนูดีได้ทำโรงเรียนและจัดการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้จริงจังน่าจะมีการแสดงผลของผู้ที่นำเทคนิคต่าง ๆ ไปใช้ ว่าพวกเขาเหล่านั้นพัฒนาตนได้มากเพียงใด ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนเทคนิควิธีการที่เขียนอยู่ในหนังสือ และพิสูจน์ให้เห็นว่า อัจฉริยะ นั้นสร้างได้จริง



อย่างไรก็ดี อัจฉริยะสร้างได้ เป็นหนังสือที่ควรหาอ่าน และขอเก็บเป็นหนังสือขึ้นหิ้ง ของ จิต-ใจ-ดี อีกหนึ่งเล่มครับ



เขียนโดย

ภาสกร (pC)



ขอบคุณ

รูปปกหนังสือ จาก http://ldd.go.th/e_library
พี่แอน ลลนา ที่ส่งหนังสือดี ๆ มาให้อ่าน

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีทำ "ข้าวงอก" ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ....เติมพลังชีวิตจากเมล็ดข้าว มากประโยชน์ต่อร่างกาย


ที่มา: มติชนออนไลน์



เรียนรู้วิธีการง่ายๆ ในการทำ "ข้าวงอก" ทานด้วยตัวเอง เผยประโยชน์ต่อร่ายกายครบครัน ช่วยชะลอความแก่ นอนหลับสบาย ควบคุมน้ำตาลและคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยขับสารแห่งความสุข แถมยังป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

กระแสการรับประทาน "ข้าวงอก" ได้หวนกลับมาอีกครั้ง จึงมีโอกาสได้ทดลองทำข้าวงอกทานเองอีกหน เพื่อนำประสบการณ์และวิธีการทำข้าวงอก ซึ่งเรียนรู้มาจากมูลนิธิขวัญข้าวและโรงเรียนชาวนาแห่งสุพรรณบุรี มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อ่านต่อไป
นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิขวัญข้าว ให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวงอกว่า การรับประทานข้าวงอกเกิดขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อนานมาแล้ว แต่ได้รับความนิยมมากที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะชาวแดนอาทิตย์อุทัยเชื่อว่า "ข้าวงอกให้พลังแห่งชีวิต"
วิธีการทำ "ข้าวงอก" สามารถทำได้ด้วยตนเองอย่างไม่ลำบาก และไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อแพงๆ มารับประทาน เริ่มจากการเลือก "ข้าวกล้อง" เป็นอันดับแรก โดยต้องเน้นเลือกข้าวกล้องที่สดใหม่และเมล็ดสมบูรณ์มาเพาะ เนื่องจากจะสามารถงอกได้ดี โดยเมล็ดข้าวกล้องต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะมี "จมูกข้าว" และ "เปลือกหุ้มเมล็ด" อยู่ ทำให้มีพลังชีวิตค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ข้าวกล้องต้องไม่บรรจุในถุงสุญญากาศ ไม่มีแมลงรบกวน และถ้าเป็น "ข้าวกล้อง อินทรีย์" ได้ ก็ยิ่งดีเข้าไปอีก
จากนั้น นำข้าวกล้องไปซาวน้ำและแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง ต่อมาก็เทข้าวที่อุ้มน้ำใส่ผ้าสะอาดและมีความหนานุ่ม โดยอาจเลือกใช้เสื้อยืดเก่าหรือผ้าขนหนูเก่าก็ได้ แล้วใช้ผ้าห่อคลุมให้มิดชิด แต่พอมีอากาศให้เมล็ดข้างหายใจ พรมน้ำแค่พอชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
ถ้าเตรียมแช่ข้าวไว้เย็นวันศุกร์ นำมาบ่มในผ้าเช้าวันเสาร์ พอถึงเช้าวันอาทิตย์ก็สามารถหุงข้าวรับประทานได้ เพราะแค่เพียงข้ามคืน เราจะสามารถสังเกตเห็นจมูกข้าวสีขาว โผล่ขึ้นมาชัดเจน
เมล็ดข้าวที่ถูกบ่มแล้วสามารถนำไปหุงให้สุกได้เลย แต่มีเคล็บลับในการหุง คือ ต้องใส่น้ำน้อยกว่าการหุงตามปกติเกือบครึ่งหนึ่ง
ข้าวงอกที่หุงสุกจะมีกลิ่นหอมแปลกจากข้าวธรรมดา เมล็ดข้าวจะไม่จับเป็นก้อน กินหอมนุ่มอร่อยลิ้น หากค่อยๆ เคี้ยวจะสามารถรับรสนุ่มหวานที่แปลกไปจากเดิม


ประโยชน์ของข้าวงอก

พลังชีวิตในข้าวงอก คือ สารกาบ้า (Gamma - Aminobutyric Acia หรือ GABA) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในกระบวนการฟื้นชีวิตของเมล็ดข้าว ทั้งนี้ สารกาบ้ามีอยู่ในเมล็ดข้าวและจะมีเพิ่มขึ้นเมื่อเป็นข้าวงอก อายุ 1 - 2 วัน เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 สารกาบ้าจะลดลงเรื่อยๆ
"สารกาบ้า" เป็นกรดอะมิโน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นสารสื่อประสาทประเภทยับยั้ง ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง ทำให้ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งผลิตฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญเติบโตและเกิดสารป้องกันไขมัน ชื่อ "Lipotropic" สารกาบ้ายังช่วยทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสม่ำเสมอ ชะลอความชรา ความคุมระดับน้ำตาลและพลาสมาคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือก รวมทั้งขับเอ็นไซม์ เพื่อขจัดสารพิษออกจากร่ายการ แถมยังช่วยกระตุ้นการขับน้ำดีสู่ลำไส้ เพื่อย่อยสลายไขมัน ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และช่วยขับสารแห่งความสุข
ส่วนในวงการแพทย์มีการใช้ "สารกาบ้า" รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก
เห็นไหมละว่า ประโยชน์เพียบจริงๆ !!!
************************ ที่มา นิตยสาร "ฉลาดซื้อ" ฉบับที่ 93 เขียนโดย นก อยู่วนา romsuan@hotmail.com (ติดต่อ "ฉลาดซื้อ" ได้ที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 4/2 ซ.วัฒนโยธิน แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โทรศัพท์ 0-2248-3734-7 โทรสาร 0-2248-3733 อีเมล webmaster@consumerthai.org)


วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นเสมอไป

ลองดูรูปข้างล่างนี้ คุณจะเห็นคนขี้โกรธอยู่ด้านซ้าย และคนใจดีอยู่ทางด้านขวา
ลุกขึ้นสิ แล้วถอยหลังมาสัก 12 ฟุตแล้วคุณก็จะเห็นว่า รูปภาพสลับที่กันแล้ว
คิดว่าภาพนี้สร้างขึ้น โดยPhillippe G.Schyns and Aude Oliva แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกลว์
ภาพนี้ ทำให้เรารู้ว่าบางทีสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่ก็ได้
ทุกครั้งที่เราเห็นคนหน้าบึ้ง แล้วไม่ชอบ อย่าลืมนึกถึงภาพนี้

ดู ดีๆ นะ คับ


ที่มา : www.zone-it.com
Thanks to 9tana via twitter

* ถ้าไม่อยากเดิน save รูปลงเครื่องคอมพิวเตอร์ และย่อรูปให้เล็กลงเหลือประมาณ 20% ก็ได้เหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สุขภาพดี มีกำลังใจ ....



ห่างเหินเกินไปรึเปล่า
ห่วงใยว่าเหงาจะมาใกล้

ห่วงหวงว่าใครจะลวงใจ
ห่วงหาว่าใจจะไกลกัน

วันวานที่ผ่านมา
น้ำตาเคยเปรอะเปื้อนฝัน
ร้องไห้กับความผูกพัน

ที่เหมือนนับวันจะอันตรธาน

ฉันยังคงอยู่ตรงนี้
ตรงที่เพลงหวังยังขับขาน
เสียงแห่งความใฝ่ฝันดังกังวาล
สายธารอาทรอุ่นยังกรุ่นตา


*....................************..................

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ชาวชุมชนจิต-ใจ-ดี ที่รักทุกท่าน

ห่างหายไปนานเลยค่ะ
ด้วยภาระงานและเรื่องราวส่วนตัว..

คิดถึงชาวชุมชนจิตใจดีเสมอมา
ว่างก็แว๊บ..แว๊บ มาอ่านและทักทายบ้าง
แล้วแต่เวลาจะอำนวย....


สำหรับงาน...ช่วงนี้รณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีกลุ่มอายุ 35-60 ปี
ใน 116 วัน คือวันแม่ถึงวันพ่อ ให้ได้ ร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมาย


(นี่คือคำสั่ง..อิ อิ..นโยบายที่ต้องปฏิบัติ...)






...การรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ทำในสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ใครใกล้ที่ไหนก็เข้าไปขอรับบริการได้เลยนะคะเพิ่มรูปภาพ



กลุ่มเป้าหมายหลักที่ควรต้องมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ สตรีที่มีอายุ 35 40 45 50 55 และ 60 ปี ก็ขอประชาสัมพันธ์มานะที่นี่ด้วยละกัน ..

ความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูก (คลิกได้ค่ะ)

ส่วนการตรวจมะเร็งเต้านม..ก็จะสอนให้สามารถตรวจเต้านมด้วยตนเอง..
เพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน...วิธีการไม่ยากเลย..ค่ะ
3 นิ้ว 3 ท่า 3 สัมผัส... รายละเอียดจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป...


...................*V*..............*V*...................


กลางเดือนที่แล้ว...
ไปเยี่ยมอาจารย์พยาบาล(ที่รัก) ที่จ.มหาสารคาม
อาจารย์ทำร้านกาแฟคุณยายสมใจ (คุณแม่ของอาจารย์)
ร้านอยู่สี่แยกศาลากลางทางไปจ.บุรีรัมย์ เลยสี่แยกไปประมาณ 900 เมตร
อยู่ฝั่งขวามือค่ะ...

ที่ร้าน..ขายอาหารตามสั่งด้วย..อาหารอร่อยมากขอบอก
ภายในร้านบรรยากาศดี อาจารย์แต่งร้านได้น่ารักมาก
มีมุมคนสวย คนหล่อด้วย..อิ อิ (น่าไปนั่งมั๊ย..)
ข้างร้าน..มีการปลูกผักกางมุ้ง ปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ
เป็นการปลูกผักไร้ดิน(ปลูกในน้ำ) เรียกไฮโดรโปรนิคส์

...น่าสนใจทีเดียวค่ะ..จึงมีรูปมาฝากเล็กน้อย
ถ้าสนใจ..ติดต่อที่ร้านได้เลยนะคะ..






อาจารย์คะ .....หนูประชาสัมพันธ์ร้านให้แล้ว..เด้อ ....!!!....


**********************************

ช่วงนี้ก็ค่อย ๆ แบ่งเวลาได้บ้างแล้ว
ตามสภาวะการเมืองที่กำลังจะเปลื่ยนแปลง ..ฮา
(เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย...อิ อิ)


ก็อย่าเครียดมากนะคะ..ชีวิต สังคม การเมืองก็เป็นเช่นนี้ มีมาและก็มีไป..
มีได้..ก็มีเสีย มีฉัน จะมีเธอมั๊ยน๊า...ฮา

เข้าเรื่องนิดนึง ...วันนี้มีเรื่องราวของการดูแลสุขภาพจิต...มาฝากค่ะ
(หายไปนานเลยมีของฝากเยอะ.....)


กรมสุขภาพจิต เตือนระวังกลุ่มอาการใหม่ของปัญหาสุขภาพจิต

Political Stress Syndrome (PSS) กลุ่มอาการเครียดจากการเมือง


จากการที่กรมสุขภาพจิตได้ติดตามภาวะสุขภาพจิตของคนไทยในปัจจุบันที่มีปัญหาทางการเมือง จึงตั้งข้อสังเกตในปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นใหม่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดจนทำให้มีอาการทางกาย ใจ และกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น


* อุบัติการณ์พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของประชากร

* บุคคลที่มีความเสี่ยงคือ
1. กลุ่มนักการเมือง
2. กลุ่มสนับสนุนทั้งสองฝ่าย
3. กลุ่มผู้ติดตาม, กลุ่มผู้มีผลประโยชน์
4. กลุ่มผู้สนใจข่าวสารการเมือง
5. กลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพจิตเดิมอยู่แล้ว


* ลักษณะกลุ่มอาการ
1. อาการทางกาย
- ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอ หรือตามแขนขา
- นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือหลับแล้วตื่นกลางดึกไม่สามารถหลับต่อได้
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ทั้งที่อยู่ในสภาพปกติ
- หายใจไม่อิ่ม อึดอัดในช่องอก
- แน่นท้อง ปวดท้อง อึดอัดในช่องท้อง
- ชาตามร่างกาย

2. อาการทางใจ
- วิตกกังวล ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา
- หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว
- เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางออก
- สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่าน หรือหมกมุ่นมากเกินไป

3. ปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น
- มีการโต้เถียงกับผู้อื่น หรือแม้แต่บุคคลในครอบครัวโดยใช้อารมณ์ตั้งแต่ปานกลางถึงรุนแรงโดยไม่สามารถยับยั้งตนเองได้
- มีความคิดที่จะตอบโต้โดยใช้กำลังในการเอาชนะ
- มีการเอาชนะทางความคิดแม้กับคนที่เคยมีสัมพันธภาพที่ดีมาก่อน จนทำให้เกิดปัญหาทางสัมพันธภาพอย่างรุนแรง


หากมีอาการเหล่านี้ในทั้ง 3 กลุ่มอาการ แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ค่ะ

1. หันความสนใจไปเรื่องอื่น (ไปเที่ยว พักผ่อน ไปเยี่ยมญาติ-เพื่อน...ฯลฯ)
2. ลดความสำคัญของปัญหาลงมาชั่วขณะ และให้ความสำคัญกับข่าวดีเรื่องอื่น ๆ บ้าง
3. หาทางระบายออกโดยเลือกผู้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกันหรือผู้ที่เข้าใจเรา
4. ออกกำลังกาย และพักผ่อน
5. ฝึกวิชาคลายตัวเอง เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ ฝึกคลายกล้ามเนื้อ เช่น กำหนดลมหายใจเข้า-ออก
6. หันหาวิธีที่ทำให้สงบ อาจจะใช้ศาสนามาช่วยขัดเกลาจิตใจ เพื่อปล่อยวาง
7. หากมีอาการทั้งหมดเกินกว่า 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาทางจิตวิทยาหรือจิตแพทย์



สวนสาธารณะหนองประจักษ์..อุดรฯ


........**.....***...****....*****..........*******.....*************.....^_^......


ถึงเวลานี้แล้ว...เมื่อการเมืองมีสภาวะที่ผ่อนคลาย ..

...ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีไปนาน ๆ นะคะ...


ขอบคุณค่ะ .....^_^......



ที่มา : ข่าวสารกรมสุขภาพจิต ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2549.

ภาพ : สีตะวัน..

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เมืองไทยจันทร์ยิ้ม อเมริกาจันทร์หน้าบึ้ง

พระจันทร์ที่เมืองไทย

credit: Rinda





พระจันทร์ที่อเมริกา


credit: Swami Iyer

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พุทธศาสนา กับ ความเชื่อ

วันนี้วันพระ


เมืองไทยนั้นเป็นเมืองพุทธ
ขอน้อมนำหลักความเชื่อในพุทธศาสนา เพื่อใช้เป็นหลักยึด ก่อนการเชื่อและปฏิบัติใด ๆ


พระพุทธเจ้าจะทรงสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ โดยมีหลักในการสร้างความเชื่อดังนี้


๑. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าฟังจากเขาว่ามา
๒. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าทำตามๆกันมา
๓. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าผู้คนกำลังเล่าลือกันอยู่
๔. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามีตำราอ้างอิง
๕. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามีเหตุผลตรงๆมารองรับ(ตรรกะ)
๖. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามีเหตุผลแวดล้อมมารองรับ(ปรัชญา)
๗. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่านึกเดาเอาตามสามัญสำนึกของเราเอง
๘. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่ามันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่
๙. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าผู้พูดผู้สอนนี้อยู่ในฐานะที่น่าเชื่อถือ
๑๐. อย่าเชื่อและรับเอามาปฏิบัติเพียงเพราะว่าผู้พูดผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง


ที่มา พุทธศาสนาระดับเริ่มต้น

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สปิริตแห่งเซน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ในชุมชนจิตใจดี ที่รักทุกท่าน






ช่วงนี้ อารมณ์ และความรู้สึก ผูกพันอยู่กับการปล่อยวาง
จึงอยากเล่าเรื่องเซน ให้ฟังอีกสักตอนนะคะ



เซน ..เน้นการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ถ่อมตน และมีเป้าหมาย”




สปิริตแห่งเซน

สปิริตหรือจิตใจของเซน มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร
คำว่า “ไม่ถอย – ไม่สู้, ไม่อยู่-ไม่หนี” เป็นคำอธิบายสปิริตแห่งเซนได้ดี (อ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร?)

ชีวิตเซน เป็นชีวิตที่ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีอยู่แต่วันนี้ หรือพูดให้ลึก ชีวิตเซน คือ ชีวิตดำรงอยู่ขณะเดียว ทีละขณะ ทีละขณะ เริ่มและจบในจุดเดียว (ท่านเขมานันทะ เคยกล่าวว่า ‘ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว’ ใครที่ชอบโกอาน หรือปริศนาธรรม เอาไปขบให้แตกว่าท่านหมายความว่าอะไร)

เมื่อทุกข์จงทุกข์ เมื่อสุขจงสุข มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา จงใช้ชีวิตอยู่กับวันนี้ ทำขณะนี้ให้ดี วันพรุ่งนี้มันจะดูแลตัวของมันเองได้ อย่าไปกังวลเลย....จนแม้แต่ความตายก็ไม่สำคัญสำหรับเซน อยู่ที่จิตอันวิมุตติหลุดพ้นปล่อยว่างวางธรรมทั้งปวงได้เป็นพอ









พระพุทธะ ได้ตรัสสาธกนิยายในพระสูตรให้หมู่พระภิกษุสงฆ์ฟัง
ชายคนหนึ่ง ขณะกำลังเดินทางข้ามท้องทุ่ง ก็ประจันหน้าเข้ากับเสือใหญ่ตัวหนึ่ง เขารีบวิ่งหนีโดยทันใด และเสือก็วิ่งกวดตามเขาไป พอมาถึงหน้าผาเขาก็โหนรากเถาวัลย์ป่าลงไปห้อยต่องแต่งอยู่บนขอบหน้าผานั้น ส่วนเสือก็วิ่งมาดมกลิ่นตามล่าเขาอยู่บนหน้าผานั่นเอง และเมื่อชายคนนั้นมองลงไปข้างล่างเขาก็ต้องสะท้านด้วยความกลัว โน่น...เสืออีกตัวหนึ่งกำลังรอกินเขาอยู่หากเขาหล่นลงไป มีเพียงเถาวัลย์ป่าเส้นนี้เท่านั้นที่ช่วยต่อชีวิตของเขาเอาไว้

หนู 2 ตัว ตัวหนึ่งขาวตัวหนึ่งดำ เริ่มแทะเถาวัลย์ป่าที่เขาโหนอยู่ ทีละน้อย ๆ ในขณะที่กำลังโหนอยู่นั้น เขาก็มองเห็นลูกสตรอเบอรี่หวานฉ่ำห้อยอยู่ใกล้ตัว เขาจึงโหนเถาวัลย์ป่าด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็เอื้อมไปเด็ดลูกสตรอเบอรี่ส่งเข้าปาก โอ .. มันช่างหวานอะไรเช่นนั้น !...

ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
“ไม่ถอย-ไม่สู้, ไม่อยู่-ไม่หนี”

*********..........^_^......*********

...ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีไปนาน ๆ



สวัสดีค่ะ...




ปล. ในการปฏิบัติธรรมอย่างเซน เขามีวิธีการสำคัญอยู่ 3 วิธี คือ ม็อนโด (การสนทนาธรรม) การขบโกอาน (ปริศนาธรรม) และการทำฮาเซน (ทำสมาธิภาวนา)


ที่มา : ปล่อยวางอย่างเซน โดย ละเอียด ศิลาน้อย
พิมพ์ครั้งที่ 13 สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2539.
ภาพ : http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson20/img/4.jpg

http://www.dek-d.com/contentimg/pueng/spd_200706202353.jpg

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ปล่อยวางอย่าง เซน


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ในชุมชนจิตใจดี ที่รักทุกท่าน



ฝนตกหนักมาหลายวันแล้ว
น้ำท่วมขัง เฉอะแฉะ

ผ้าไม่แห้ง

วันหยุด อยู่บ้าน...
นอนฟังเสียงฝน
คิดถึงคนหลาย ๆ คน

ชาวนา ถูกน้ำท่วมนา
ข้าวที่กำลังออกรวง รอเก็บเกี่ยว..
ถูกน้ำท่วม
ส่วนที่เก็บเกี่ยวแล้ว...
ข้าวเปลือกมีความชื้นสูง ถูกกดราคา

ชาวบ้าน เจ็บป่วยด้วยโรคหวัด
สัตว์เลี้ยง (ไก่) ป่วย ตาย
เฝ้าระวังไข้หวัดนก
...........................^o^....




คืนวันที่ 1 พ.ย.

ฟังการโฟนอิน ของใครบางคน
เกิดความเศร้าใจ อะไรบางอย่าง

เมืองไทยไร้ทางออก ..จริง ๆ หรือ
ทุกฝ่ายมีอัตตา เสื้อแดง เสื้อเหลือง
ขาดความรัก ความเมตตาซึ่งกันและกัน
ชีวิตยึดมั่น ถือมั่น
ไม่ปล่อยวาง

นี่หรือเมืองไทยเมืองพุทธ
ไม่เชื่อ...ว่าผล เกิดจากเหตุ
ไม่เชื่อ...ว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
จึงต่อสู้ตามอัตตา ตามความคิดในด้านมืดของตัวเอง








หลายวันมานี่ อ่านหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง
(อ่านซ้ำครั้งที่ 2 เพราะรู้สึกอยากอ่านใหม่..อีกรอบ)
จึงอยากนำมาแนะนำในวันนี้ ...

ปล่อยวาง อย่างเซน
ของละเอียด ศิลาน้อย

ชีวิตทุกวันนี้
อะไร ๆ ก็ดูซับซ้อนขึ้น
บางครั้ง ความรัก ความปรารถนาดี
หรือความตั้งใจจริงที่เรามีให้กับหน้าที่การงาน
หรือมีให้กับผู้คนรอบข้าง
ต้องกลับกลายเป็นความผูกพัน
ที่มากมายด้วยภาระ

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำพูด
จากใครคนใดคนหนึ่งว่า
“ชีวิตมันไม่ง่ายเหมือนดังแต่ก่อน”
หลายครั้งเราจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
เพราะความปรารถนาดีของเราเอง...
คำถามที่เกิดขึ้นในใจของเราก็คือว่า
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?”

ถ้าพูดอย่างเซน ก็ต้องบอกว่า
“ปล่อยวางเสียบ้าง ก็คงจะดี”
แต่ถ้าพูดอย่างเรา ๆ ก็คงจะบอกได้ว่า
“ทำไงเราจะรู้สึกดีขึ้น สบายใจขึ้น
โดยที่ความรัก ความปรารถนาดี
ต่อผู้คนรอบข้างยังคงดำรงอยู่...”
ปล่อยวางอย่างเซน มีคำตอบให้
และมีข้อคิดดี ๆ ที่หลากหลาย

“คนที่รอบรู้ที่สุด จะบอกว่าเขาไม่รู้อะไรเลย”
“ยึดมั่นคราใด เป็นทุกข์ครานั้น”
“เราต้องไม่เข้าไปจัดการปัญหาต่าง ๆ ด้วยอารมณ์”
“ชีวิตที่มีค่าดูได้ที่เนื้อหา สาระ ไม่ใช่ดูที่รูปแบบอันสวยหรู”

“ปัญหาของสังคมและของปัจเจกบุคคล
จะลดลงได้มาก
หากแต่ละคนเปิดใจให้กว้างไว้”

“ชีวิตอย่างเซน ก็คือชีวิตธรรมดา ๆ นั่นเอง”
“ชีวิตเซน เป็นชีวิตที่ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีอยู่แต่วันนี้”

“รู้จักปลง รู้จักยอม รู้จักเย็น”
“มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่มีปัญญา
และมีเหตุผล แต่เมื่อตกอยู่ในปัญหา
มนุษย์ก็เหมือนคนตาบอด”

“ทำไมเราต้องเมตตาต่อกัน ตอบยาก
แต่ทุกคนรู้ว่า ความเมตตาต่อกันเป็นสิ่งที่ดี”


................................^_^.......


“สมาธิทำให้เกิดความสุขในการปฏิบัติ"




***....^_^..............................***



“อย่ายึดเอาข้อสรุปใดเป็นคำตอบ”
ลองหามาอ่านดูนะคะ






รำพึงถึง..เรื่องการเมืองนิดหน่อยคงไม่ผิดหลักการของบล๊อก จิต-ใจ-ดี นะคะ

....ขอให้ทุกท่านมีความสุขภาพดีไปนาน ๆ ....


...สวัสดีค่ะ


ที่มา : ปล่อยวางอย่างเซน โดย ละเอียด ศิลาน้อย
พิมพ์ครั้งที่ 13 สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2539.
ภาพ : ...ช่วงเวลาใกล้เก็บเกี่ยวข้าว ดอกขี้กลากสีเหลืองบานสะพรั่ง ดูสวยงาม ละลานตา
ถัดจากวัวสามตัวออกไป เป็นทุ่งดอกขี้กลากสีเหลือง สวยงามมาก


วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

[จิตใจดี สนทนา]Trick or Treat

สวัสดี คืนฮาโลวีน (Halloween)

วันนี้ที่บอสตั้นเป็นวันฮาโลวีน หรือที่อาจเรียกว่าเป็นคืนปล่อยผี



ประวัติของวันฮาโลวีน ที่หาได้มีดังนี้:
===
วันฮาโลวีน (อังกฤษ: Halloween) เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน คนทั่วไปเข้าใจผิดกันว่าเป็นคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น (jack-o'-lantern) การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

ประวัติ วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิง สู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป

บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผี สิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาดตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต (Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls' พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น ที่มา wikipedia thai
===

ที่บ้านผมวันนี้จึงมีเด็กแต่งตัวประหลาดมาเคาะประตู และขอขนม อันเรียกว่าเป็นการ Trick or Treat
เตรียมขนมไว้ให้เด็ก ๆ ถุงใหญ่ เด็กเริ่มมาเคาะประตูตั้งแต่ยังไม่มืด เพราะวันนี้อากาศหนาวมาก (เกือบศูนย์องศาเซลเซียส) แต่น่าเสียดายที่ผมติดประชุมตั้งแต่ สิบโมงเช้า ยันสองทุ่มครึ่ง กลับมาเด็กก็ไม่เหลืออยู่แล้ว (อดเล่ินเลย)

หาข้อมูลเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับ Trick or Treat อีกนิดหน่อย ได้ความว่า เพื่อให้ได้ขนมอย่างปลอดภัย เด็ก ๆ จะมีการส่งซิกกันเพื่อให้เพื่อนกลุ่มอื่นๆ รู้ว่า บ้านไหนขนมอร่อย บ้านไหนสุนัขดุ ด้วยการพกชอล์กไปด้วยและแอบเขียนสัญลักษณ์ไว้ตามพื้นถนนหน้าบ้าน ว่าไปก็คล้าย ๆ สัญญาณไฟสิบล้อบ้านเรานะครับ ผมเคยขับรถตามสิบล้อ แล้วเขาก็เปิดไฟสัญญาณแปลก ๆ ให้เห็นกระพริบซ้ายบ้างขวาบ้าง ดูแล้วไม่เข้าใจ พอนานไปผู้ใหญ่ถึงสอนว่าเขากำลังบอกให้เราแซงได้ หรือแจ้งว่าข้างหน้ามีด่านตรวจจับ

นอกเรื่องมากไปแล้ว มาดูสัญญลักษณ์ที่เด็ก ๆ เขียนกันดีกว่าครับ ลองทายกันดูนะครับ ว่าหมายความว่าอะไร

(ถ้าอยากเห็นความหมายชัดๆ ให้เอาเมาส์กดลาก(Drag) ตรงช่อง Meaning)

Code Symbol Meaning
No one home

Reese's Peanut Butter Cups

Money or Gift Certificates
Twix
Kit Kats
Gum
Mounds
Fruit or Raisins
Werther's Originals
Mean Dog
Full Size Candy Bars
Fun Size Candy Bars
Open Porch Bowl
Garbage
Parents will take this away
Beware
Keep Knocking
Dentist
Out of Candy, now giving out sauce packets from Taco Bell
Teacher
Drunk
Be Scared here for Extra Candy Portion
Ethnic Candy
Baked Goods
Expired or Stale Candy
Generous Portions
Power Bars
Fondue
Cheek Pincher
Candy Factory Owner/Operator
Toys or Stickers
Miserly Portions
Dark Chocolate
100% Pure Angus Beef
Costume Required

Reese's Pieces

Candy Produced in a factory
which processes Nuts or Nut Oils

Will not Believe the Second Bag
is for your Sick Brother

ข้อมูลจาก ที่นี่

ดูแล้วก็น่ารักดีนะครับ


ก่อนจากค่ำคืนนี้ ขอเปิดเพลงประกอบให้ฟังด้วยดีกว่าครับ รับรองเข้ากับบรรยากาศฮาโลวีนในบอสตั้นของผมตอนนี้มาก ๆ ครับ
ลองฟังกันดู

ร้องไห้กับเดือน - กุ้ง กิตติคุณ เชียรสงค์ & ไพจิตร อักษรณรงค์ :- Kung Kittikhun Chiansong & Phaijit Auksonnarong

แล้วพบกันใหม่ครับ

เรื่องข้างเคียง ไปแกะฟังทองกัน