แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดดี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปฐมบท:คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก ตอนที่ ๑

หนังสือ ปฐมบท:คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก (The Element:How Finding Your Passion Changes Everything )เขียนโดย Dr. Ken Robinson หนังสือเล่มนี้ผมยืมจากห้องสมุดกลางของเมืองบอสตั้นในรูปแบบ eBook มาอ่าน เริ่มแรกนึกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง (Self-Improvement) อ่านไปบทแรกถึงเพิ่งรู้ว่าเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย (Elementary) ด้วย เนื้อหาน่าสนใจ เลยขอ "อ่านมาเล่าต่อ" บางส่วน ดังนี้

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำคมวันนี้....

สวัสดีค่ะ พี่น้องผองเพื่อน ชาวชุมชนจิต-ใจ-ดี ที่รักทุกท่าน

ห่างหายไปนานเลยค่ะ ด้วยภาระงานและหน้าที่ ...อิ อิ เหตุผล(ข้ออ้าง)ที่คลาสสิกอีกแล้ว... หุ หุ

เพื่อเป็นกำลังใจ สร้างเสริมความคิด และจิตใจดี วันนี้จึงมีคำคมน่ารัก ๆ มาฝากค่ะ



มีเพื่อนที่รักไปเที่ยวที่เกาะล้าน เห็นรีสอร์ทสวยน่ารักแห่งหนึ่ง และชอบความคิดดีของเจ้าของรีสอร์ทมาก ๆ จึงเก็บภาพมาฝาก สีตะวันก็อยากนำมาเล่าต่อสู่กันฟังนะคะ


ที่หน้าห้องพักทุกห้อง จะมีคำคม ติดไว้ให้อ่าน น่ารัก ๆ เช่นนี้ค่ะ..










รีสอร์ทที่นี่..สวยอย่างมีคุณค่า จริงๆค่ะ
ขอท่านทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรมจงถึงพร้อมด้วย ธรรม 4 ประการนี้เทอญ



สัทธาสัมปทา...ความถึงพร้อมด้วย ศรัทธา

สีลสัมปทา......ความถึงพร้อมด้วยศีล

จาคสัมปทา.....ความถึงพร้อมด้วยการบ ริจาค

ปัญญาสัมปทา..ความถึงพร้อมด้วยปัญญา






























































วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน

จาก FW-mail ครับ




พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1936&stc=1&d=1136015826

หลวงปู่ทวด


วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม

" หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "


คาถาบูชาท่าน คือ
นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ.2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี

คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด


ธรรมประจำใจ

พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ละได้ย่อมสงบ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน

" ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้ แต่
สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก


ชีวิตทุกข์

การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า
ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ
การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ
ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์

การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่า
เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม
เราต้องเป็นตัวของเราเองและเราจะต้องวินิจฉัย ในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง
กับตัวเราว่าส่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด

ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด

แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น


ยึดจึงเดือดร้อน

ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน
ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง
ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ
โดยไม่คำนึงถึงธรรม สากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้
ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย

ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด
อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย

อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง

ธรรมารมณ์

การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน
และรู้หน้าที่ในการงาน คือรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆแล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์


กรรม

ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง

มารยาทของผู้เป็นใหญ่

" ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง "
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่
ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

โลกิยะหรือโลกุตระ

คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้
เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ
ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

ศิษย์แท้

พิจารณากาย ในกาย พิจารณาธรรม ในธรรม พิจารณาวิญญาณ
ในวิญญาณ นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รู้ซึ้ง

ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ
เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ

การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้น เกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา

คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว
จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้นตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ
หยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ
ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค

ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอ

การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ

การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก นี่คือเรื่องของนามธรรม


ทำด้วยใจสงบ

เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน
เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน
เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว
ปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

มีสติพร้อม

จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง

เตือนมนุษย์

มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า


พิจารณาตัวเอง

คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ
ว่าที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัว
มีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง



คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
เล่มของหลวงปู่ทวดขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

10 ข้อ ให้ชีวิตเดินช้าและมีความสุขมากขึ้น


ชีวิตทันสมัยทำให้เราทำอะไรได้รวดเร็ว โลกแคบลง ทุกอย่างหามาได้ด้วยปลายนิ้ว

เรากินข้าวเช้าอย่างเร่งรีบ รีบขับรถไปทำงาน ระหว่างขับรถก็คุยโทรศัพท์ไปได้ด้วย ไปถึงที่ทำงานก็รีบ ๆ ทำงาน ทำงานเสร็จรีบกลับบ้าน รีบทำอาหารเย็น รีบกินข้าว รีบนอน จะได้ตื่นเช้าไปทำงานวันรุ่งขึ้น


ชีวิตที่เร่งด่วน เร่งไปเพื่อแข่งกับใครหรือ ?




ลองเปลี่ยนมุมมอง ทำชีวิตให้เดินช้าลงและดื่มด่ำกับความสุขในชีวิตมากขึ้นดีกว่าไหม


10 ข้อ ให้ชีวิตเดินช้าและมีความสุขมากขึ้น

1) ทำน้อย : พอกันทีกับการทำงานเป็นร้อยอย่างพร้อม ๆ กัน คิดก่อนทำ และทำให้น้อย สิ่งใดสำคัญที่สุดก็ทำก่อน ทำสิ่งที่สำคัญสุดเสร็จแล้วถึงค่อยทำสิ่งอื่น พยายามลดภาระงานที่ต้องทำ และหลีกเลี่ยงการทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์และเสียเวลาเปล่า


2) อยู่กับปัจจุบัน: คิดถึงปัจจุบันให้มาก อดีตที่ขื่นขมผ่านไปแล้ว อนาคตที่ไม่แน่นอนก็ยังมาไม่ถึง หยุดคิดและกังวลถึงมัน กลับมาอยู่กับปัจจุบันดีกว่า ณ ขณะนี้ เวลานี้เราต้องทำอะไร


3) ตัดสัญญาณ: ลองตัดจากการสื่อสารดูบ้าง ไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องติดตามข่าวสารทุกอย่าง หยุดพักบ้าง ปิดมือถือบ้างเมื่อต้องการพักผ่อนอย่างจริงจัง ลองทำดูเถอะแล้วจะพบว่ามันจะช่วยให้คุณผ่อนคลายไปได้มาก


4) ใส่ใจคนรอบตัว: หลายครั้งหลายหนที่ตัวเราอยูกับครอบครัวหรืออยู่กับเพื่อน แต่ใจเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วยเลย มัวคิดพะวงถึงแต่เรื่องงาน เดี๋ยวก็รับโทรศัพท์ เดี๋ยวก็โทรไปคุยกับคนอื่น เราได้ยินสิ่งที่พ่อแม่พูดแต่ไม่เคยใส่ใจเลย เราได้ยินปัญหาของเพื่อนแต่เราไม่รับฟัง เราคิดถึงแต่เรื่องอื่น คิดถึงแต่งาน คิดถึงแต่ตัวเอง เปลี่ยนตัวเองสักนิด คนอยู่ตรงหน้าต้องมาก่อน แล้วคุณจะพบว่าคุณได้มิตรภาพที่แท้จริง


5) พอใจธรรมชาติ: เราถูกปิดอยู่ในบ้าน ในรถยนต์ ในออฟฟิต ตลอดเวลาของชีวิต ลองออกไปข้างนอกท่องเที่ยวธรรมชาติบ้าง ใช้เวลาให้นานสุนทรีย์กับธรรมชาติ หายใจเข้าให้ลึก อัดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้เต็มที่ ลองหาเวลาไปเที่ยวธรรมชาติดู ถ้ายังหาเวลาไม่ได้ อย่างน้อยออกไปเดินออกกำลังที่สวนสาธารณะใกล้บ้านบ้างก็ยังดี



6) กินช้า: บอกลาไปเลยกับอาหารฟาสต์ฟู้ด กินอาหารที่มีประโยชน์และกินให้ช้าลง ค่อย ๆ เคี้ยว และรู้สึกถึงรสชาตอาหารทุกคำที่กิน นอกจากจะช่วยให้อิ่มเร็วด้วยปริมาณอาหารที่น้อยลงแล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นด้วย



7) ขับช้า: จะรีบไปไหน ขับช้าลงสักนิด ถึงที่หมายเหมือนกัน ขับเร็วเพิ่มความเครียด ต้องระมัดระวังกับอุบัติเหตุ และเปลืองน้ำมัน ขับให้ช้าให้ทางแก่เพื่อนร่วมทาง ลองดูแล้วจะรู้ว่าขับรถสนุกและสบาย ง่ายกว่าที่เป็น


8) มีความสุขจากสิ่งรอบตัว: หาความสุขจากสิ่งรอบตัว มองมันในแง่ดี ถ้าต้องล้างจานแทนที่จะล้างให้มันเสร็จ ๆ ไป ลองพิจารณาจานที่ล้างมันสวยไหม มันบิ่นไปบ้างไหม น้ำยาที่ล้างจานหอมไหม ฯลฯ ลองทำดูแล้วจะเห็นว่า ล้างจานไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป เปลี่ยนมุมมองจะเห็นสิ่งรอบตัวนั้นสวยงามกว่าที่เคย


9) ทำงานเดียว: ทำหลายอย่างพร้อมๆ กัน (Multi-tasking) มันเหมือนเครื่องจักร แต่เราไม่ใช่ คนคิดได้ทีละเรื่อง เราทำได้ทีละอย่าง ฉะนั้นจึงทำทีละอย่างให้เสร็จก่อน ถ้าคิดว่าจะต้องเปลี่ยนงานไปมา ก่อนจะเปลี่ยนไปทำงานอื่นหายใจเข้าให้ลึก หยุดสักนิด แล้วค่อยเริ่มงานอื่น


10) หายใจ: ลืมไปหรือเปล่าว่ากำลังหายใจอยู่ ลองอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก หายใจให้ลึกและยาว แล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย ความเครียดจะค่อย ๆ หายไป เอาใจจดจ่อกับลมหายใจจะทำให้ความคิดอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น แล้วมันจะโล่งสบาย ลองดูสิครับ หายใจให้ลึกและยาว ช้า ๆ สักสองสามครั้ง
แล้วจะเข้าใจว่า

ชีวิตเดินช้าลงและมีความสุขขึ้นเป็นเช่นใด



เรื่อง: แปลและดัดแปลงจาก The 10 Essential Rules for Slowing Down and Enjoying Life More
ภาพ: pC

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับ "พ่อ-แม่-ลูก" เพื่อสร้างครอบครัวเข็มแข็ง


(FW-mail) จากสมาชิก ชุมชนจิตใจดี (Thanks @prawitr)

สวัสดีครับ,

ขอร่วมแบ่งปันข้อมูลดีๆจากผู้จัดการครับ แต่ว่าข้อ 38, 39 ไหงซ้ำกันก็ไม่รู้นิ สงสัยต้องการเน้นเป็นพิเศษ :D

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000064063

อ้น.

(ภาพประกอบ thanks to @pruet)

เคล็ดลับสามีภรรยา

1ซื่อสัตย์ต่อกัน หนักแน่น อดทน มีความรับผิดชอบ และไว้เนื้อเชื่อใจกัน

2.อย่าพยายามไปเปลี่
ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง ควรปรับตัวเข้าหากันจะดีกว่า หากไม่ชอบสิ่งใดควรหาทางบอกกันดี ๆ

3.ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความปรารถนาดีต่อกัน

4.จงเชื่อว่าทุกคนต้องการเป็นคนดีของครอบครัว และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีของตนเอง ขอเพียงให้โอกาสกันยามฝ่ายใดทำผิดพลาด ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธกัน

5.อย่าโกรธพร้อมกัน เมื่อคนหนึ่งเป็นไฟ อีกคนต้องเป็นน้ำ ยามมีปัญหาขอให้ใช้ความรักคุยกัน (เพราะบางครั้งเหตุผลไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น)

6.ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บรื้อฟื้นความผิดพลาดในอดีตมากล่าวอ้างให้ขุ่นเคืองใจกัน

7.หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคายในบ้าน เพราะจะทำลายความนับถือซึ่งกันและกัน

8.ต้องไม่เริ่มต้นใช้ความรุนแรง เพราะนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังสร้างบาดแผลทั้งทางกายและใจแก่กันด้วย

9. ถ้ามีการโต้แย้ง อย่าแผดเสียงใสกัน และไม่พึงกล่าวคำท้าทายใด ๆ ออกมาก เช่น กล้าดีเก็บของออกจากบ้านไปเลย หรือเราหย่ากันดีกว่า

10.เมื่อเกิดเรื่องบาดหมาง ขอให้คุยกันให้จบ อย่าเข้านอนโดยไม่ทำความเข้าใจกัน

11.หากจะวิพากษ์วิจารณ์กัน พึงระวังและคำนึงถึงจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

12.เมื่อได้ทำผิดพลาด จงอย่าลังเลที่จะขออภัย และแสดงความรู้สึกเสียใจ

13.เมื่ออีกฝ่ายทำสิ่งดี ๆ ให้กัน อย่าลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณ

14.ยามทะเลาะกัน คนที่ผิดมากที่สุด คือคนที่พูดมากที่สุด ถ้าอยากเป็นคนผิดน้อย จงพยายามนิ่งให้มาก

15.เรียนรู้ความผิดพลาดของตนเอง แทนจะหาข้อแก้ตัว

16.หากอยากได้อยากมีอยากซื้อหาสิ่งใด ให้นึกถึงอีกฝ่ายหนึ่งก่อน

17.แม้กาลเวลาเปลี่ยนไป จงมอบความรัก ความมั่นคงต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

18.ดูแลกันยามเจ็บไข้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ปลอบใจยามผิดหวัง ให้กำลังใจกัน


เคล็ดลับคุณพ่อคุณแม่

19.ภาคภูมิใจในการมีลูก แม้จะมีลูกกี่คนก็ตาม และพร้อมที่จะรักเขาเสมอในทุกสถานการณ์

20.ร่วมมือกันอบรมเลี้ยงดูลูก ปรองดองไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ปล่อยให้การเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายเดียว ทั้งสองฝ่ายควรร่วมมือทำงานเป็นทีมเดียวกัน

21.เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกในทุกด้าน ทั้งการคิด พูด และทำ

22.สอนลูกให้รู้จักอดทน ขยัน มีน้ำใจ และรู้จักให้อภัย เพราะนี่คือคุณธรรมของคนดี

23.ให้โอกาสลูกได้พัฒนาศักยภาพที่มีในตัวเขาอย่างเต็มที่ สร้างเสริมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของลูก

24.ไม่เร่งรัด ไม่เร่งเรียน ไม่กดดันลูก เพราะเด็กยังมีเวลาแห่งความสำเร็จรอคอยอยู่ข้างหน้าอีกมาก

25.ให้ความรู้แก่ลูกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลก และสอนเขาให้รู้จักปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

26.เมื่อลูกทำผิดควรสั่งสอนให้เขารู้ และเมื่อลูกทำถูกก็ต้องรู้จักชื่นชมให้กำลังใจด้วย

27.การอบรมสั่งสอนลูกควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และหลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยการตี การตีควรเป็นตัวเลือกลำดับท้าย ๆ

28.หาเหตุผลที่จะเข้าใจลูกยามเกิดปัญหาระหว่างกัน เพราะเมื่อพบเหตุที่แท้ การแก้ไขอาจไม่ยุ่งยาก และควรพูดถึงปัญหานั้นร่วมกันในครอบครัว

29.ให้ลูกรู้ว่าเขาเป็นที่รักและต้องการของพ่อแม่ และพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ อย่าให้เขารู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำ ไร้ค่า ไร้ความสามารถ และไร้ที่พึ่ง

30.ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกสม่ำเสมอ มีเวลาทำกิจกรรมประจำวันร่วมกัน ดูแลเอาใจใส่ พูดคุยโอบกอดสัมผัสกันเพื่อแสดงความรักที่มีต่อเขา

เคล็ดลับคุณลูก

31.ตั้งใจใฝ่เรียนรู้ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้

32.หาตัวเองให้พบ ค้นหาตัวเองให้เจอว่าเราถนัดอะไร ชอบอะไร และนำพาตัวเองไปในทิศทางที่มุ่งหวัง

33.แบ่งเวลาให้เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือ ทำการบ้าน เล่น และช่วยงานบ้าน

34.พยายามดูแลจัดการตัวเอง ไม่ทำตัวเป็นภาระให้พ่อแม่และคนรอบข้าง ช่วยพ่อแม่ประหยัดและอดออม เอาธุระกับเรื่องของครอบครัว

35.ออกนอกบ้านทุกครั้งไม่กระทำสิ่งไม่ดี ให้สมกับที่พ่อแม่รักและไว้วางใจ

36.กลับบ้านตรงเวลา มีปัญหาต้องโทรศัพท์หรือติดต่อบอกกล่าวทุกครั้ง พึงระลึกเสมอว่าพ่อแม่เฝ้ารอการกลับบ้านของลูกด้วยใจจดจ่อเสมอแม้จนดึกดื่นค่อนคืน

37.เมื่อกลับถึงบ้านไม่เพียงสวัสดีพ่อแม่เท่านั้น แต่ควรเข้าไปกอดท่านด้วย

38.ไม่โกหกพ่อแม่ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ให้พูดคุยกับพ่อแม่พี่น้อง หรือคนในครอบครัว

39.ไม่โกหกพ่อแม่ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ให้พูดคุยกับพ่อแม่พี่น้อง หรือคนในครอบครัว

40.พี่น้องกันต้องไม่ทะเลาะกัน ไม่ทำร้ายกัน ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ คำพูด หรือสีหน้าท่าทาง เพราะเมื่อพี่น้องไม่รักกันคนที่เสียใจที่สุดคือพ่อแม่

41.ช่วยกันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในบ้าน ทำบ้านให้เป็นที่ที่น่าอยู่ของทุกคน

42.ช่วยเป็นกาวใจเชื่อมพ่อแม่เข้าหากันยามท่านมีเรื่องบาดหมาง

43.หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามเข้าใจความคิดความรู้สึกของทุกคนในบ้าน ทั้งพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายด้วย

44.โน้มน้าวให้พ่อแม่ญาติพี่น้องเลิกดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เลิกเล่นหวย หวังรวยพนัน


เคล็ดลับของทุกคน

45.อย่าละเลยกันในวันสำคัญ ๆ เช่น วันเกิดของสมาชิกในครอบครัว วันครบรอบแต่งงานของคุณพ่อคุณแม่ วันปีใหม่ หรือวันสงกรานต์ ฯลฯ

46.วางแผนการใช้จ่ายร่วมกัน แสดงรายรับรายจ่ายให้ทราบ ให้โอกาสแต่ละคนแสดงเหตุผลเพื่อเพิ่มหรือลดรายจ่ายในครอบครัว

47.หมั่นใช้คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรัก เพราะการพูดที่สร้างสรรค์ช่วยเสริมคุณภาพความสัมพันธ์ให้ครอบครัว

48.ไม่เอาปัญหาจากนอกบ้านไม่ว่าจะเป็นจากที่ทำงานหรือที่ใด ๆ มาระบายใส่คนในครอบครัว

49.การทำบ้านให้น่าอยู่ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน ควรทำบ้านให้เป็นที่ ๆ พร้อมจะให้ความรักความเข้าใจ ให้อภัย เป็นที่พึ่งเป็นที่พักยามเดือดเนื้อและร้อนใจ

50.เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ เพราะท่านคือคลังแห่งภูมิปัญญาที่สำคัญของครอบครัว

ทั้งนี้พลังครอบครัวถือเป็นพลังหนึ่งของสังคม และการสร้างความรักความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว เท่ากับเป็นการเติมความเข้มแข็งแก่สังคมอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ต้องอ่านนะจะได้หาความสุขเจอ

(จาก FW-Mail)

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง

เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย..
ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ

ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น...........
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น……จากนี้ไป……ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ ……โอกาสที่พิเศษสุด……แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…..อยาก…
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น…….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า…….สักวันหนึ่ง……..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

…..และเวลานี้….
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่าน…… แล้วคิดว่า…. สักวันหนึ่ง…........ ค่อยส่ง..
จงอย่าลืมคิดว่า….สักวันหนึ่ง…..วันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โคลงความดี..สี่สุภาพสอนใจ

สวัสดีค่ะ พี่น้องชาวชุมชน จิต-ใจ-ดี ที่รักทุกท่าน


ช่วงนี้ประเทศไทยฝนตกหนักทั่วทุกภาค ระวังสุขภาพด้วยนะคะ ถ้าถูกฝนบ่อย ๆ จะไม่สบายได้ค่ะ ออกไปธุระข้างนอกบ้าน ก็อย่าลืมถือร่ม และเสื้อกันฝนไปด้วย เด้อค่ะ !!

วันนี้หยุดพักผ่อนสบาย ๆ กับบรรยากาศฝนตก อากาศเย็นสดชื่น มีโคลงสี่สุภาพ...คำสอนให้ประพฤติในสิ่งดี และละเว้นในสิ่งที่ไม่ดีมาฝากค่ะ





โคลงสุภาษิตนฤมทุมนาการกิจ 10 ประการ
ที่ผู้ประพฤติยังไม่เคยเสียใจ

เป็นพระราชนิพนธใน์พระบาทสมเด็จพระจุุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นโคลงสี่สุภาพ

นฤทุมนาการ แปลว่าไม่มีอาการเสียใจ ( นิรฺ + ทุมฺมน + อาการ )
โคลงสุภาษิต 10 บท เป็นข้อแนะนำในด้านกายธรรม(การกระทำ) วจีกรรม(การพูด) และมโนกรรม(การคิด)





สาระสำคััญของโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการเป็นคำสอน ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทางคือ

1 . สอนให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดี
2 . สอนให้ละเว้นสิ่งที่ไม่ดี




๏ บัณฑิตวินิจแล้ว..............แถลงสาร...สอนเอย

ทศนฤทุมนาการ.......................ชื่อชี้

เหตุผู้ประพฤติปาน....................ดังกล่าว...นั้นนอ

โทมนัสเพราะกิจนี้.....................ห่อนได้เคยมี






เพราะทำความดีทั่วไป
๑๏ ทำดีไป่เลือกเว้น...............ผู้ใด....ใดเฮย
แต่ผูกไมตรีไป................ ....รอบข้าง
ทำคุณอุดหนุนใน...............การชอบ.....ธรรมนา
ไร้ศัตรูปองมล้าง.............กลับซ้องสรรเสริญ

เพราะไม่ได้พูดร้ายต่อใครเลย
๒๏ เหินห่างโมหะร้อน..................ริษยา
สละส่อเสียดมารษา.......................ใส่ร้าย
คำหยาบจาบจ้วงอา-........................ฆาตขู่...เข็ญเฮย
ไปหมิ่นนินทาป้าย...........................โทษให้ผู้ใด

เพราะถามฟังความก่อนตัดสิน
๓๏ ยินคดีมีเรื่องน้อย...................ใหญ่ไฉน.....ก็ดี
ยังบ่ลงเห็นไป................................เด็ดด้วน
ฟังตอบสอบคำไข..........................คิดใคร่...ครวญนา
ห่อนตัดสินห้วนห้วน........................เหตุด้วยเบาความ

เพราะคิดเสียก่อนจึงพูด

๔๏ พาทีมีสติรั้ง................รอคิด
รอบคอบชอบแลผิด.......................ก่อนพร้อง
คำพูดพ่างลิขิต...............................เขียนร่าง...เรียงแฮ
ฟังเพราะเสนาะต้อง........................โสตทั้งห่างภัย

เพราะงดพูดในเวลาโกรธ
๕๏ สามารถอาจห้ามงด..................วาจา...ตนเฮย
ปางเมื่อยังโกรธา...........................ขุ่นแค้น
หยุดคิดพิจารณา............................แพ้ชนะ....ก่อนนา
ชอบผิดคิดเห็นแม้น.........................ไม่ยั้งเสียความ

เพราะได้กรุณาต่อคนที่ถึงอับจน
๖๏ กรุณานรชาติผู้.....................พ้องภัย..พิบัติเฮย
ช่วยรอดปลอดความไขษย...............สว่างร้อน
ผลจักเพิ่มพูนใน..............................อนาคต...กาลแฮ
ชนจักชูชื่อช้อน...............................ป่างเบื้องประจุบัน

เพราะขอโทษบรรดาที่ได้ผิด
๗๏ ใดกิจผิดพลาดแล้ว...............ไป่ละ..ลืมเลย
หย่อนทิฐิมานะ...............................อ่อนน้อม
ขอโทษเพื่อคารวะ..........................วายบาด...หมางแฮ
ดีกว่าปดอ้อมค้อม..........................คิดแก้โดยโกง

เพราะความอดกลั้นต่อผู้อื่น
๘๏ ขันตีมีมากหมั้น.....................สันดาน
ใครเกะกะระราน............................อดกลั้น
ไป่ฉุนเฉียวเฉกพาล.....................พาเดือด....ร้อนพ่อ
ผู้ประพฤติดั่งนั้น.........................จักได้ใจเย็น

เพราะไม่ฟังคำคนพูดเพศนิทาน
๙๏ ไป่ฟังคนพูดฟุ้ง....................ฟั่นเฝือ
เท็จและจริงจานเจือ.....................คละเคล้า
คือมึดที่กรีดเถือ..........................ท่านทั่วไปนา
ฟังจะพาพลอยเข้า......................... พวกเพ้อรังควาญ

เพราะไม่หลงเชื่อข่าวร้าย
๑๐๑ อีกหนึ่งไป่เชื่อถ้อย...................คำคน....ลือแฮ
บอกเล่าข่าวเหตุผล..........................เรื่องร้าย
สืบสอบประกอบจน..........................แจ่มเท็จ...จริงนา
บ่ด่วนยักย้าย...................................ตื่นเต้นก่อนกาล


๑ ข้อความตามกล่าวแก้...............สิบประการ...นี้นอ
ควรแก่ความพิจารณ์...........................ทั่วผู้
แม้ละไป่ขาดปาน..............................โคลงกล่าว...ก็ดี
ควรระงับดับสู้....................................สงบบ้างยังดี




ดอกราชพฤกษ์..(ดอกคูน) .....เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดอุดรธานี


ขอให้มีความสุขทุกวันนะคะ
บุณรักษาทุกท่านค่ะ


ที่มา : http://www.dmc.tv/forum/index.php?act=ST&f=35&t=2605

ภาพ : บรรยากาศ ประเพณีทำบุญ สู่ขวัญ สรงน้ำพระและสรงน้ำขอพรผู้สูงอายุ วันที่ 13 เม.ย. 52 ที่ผ่านมา ค่ะ..ไม่มีภาพสรงน้ำ ที่สนุกสนาน เพราะกล้องแบ็ตเตอรี่หมดพอดีค่ะ ..อิ อิ ..จ๋อย

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

ทำไมน้ำตกจึงสวย

มองดูสายน้ำ...
อยากเป็นปลาจัง

จะได้เล่นน้ำท้าลมหนาวแบบอุ่นกาย
แถมอุ่นใจ อิอิ :P



หายตัวไปซะนาน
แต่ว่า...ยังหายใจอยู่ แห่ะๆ
วันนี้อุณหภูมิใจติดลบ
(จะกี่องศา...ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของร่างกายคนรอบข้างค่ะ) :P
งั้นวันนี้อยากมาแทรก ซด หอบเอา
มวลแห่งจิตใจดี เข้าสู่จิตใจอันบอบางสักขีดสองขีดก่อนล่ะ :D
อนุญาตนะคะ
แต่ก่อนไป...มีเรื่องดีดีพกติดไม้ติดมือ
ขอแปะไว้ให้อ่านเล่นๆน๊า


รู้ไหม...?
ทำไมน้ำตกถึงสวย...

พ่อ :
รู้มั้ยลูก...ทำไมน้ำตกถึงสวย...
ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ...


พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก...
…ที่น้ำตกสวยน่ะ...


…เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก...


ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ...


พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า...
…เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว...
…น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..
…เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก...ไม่เห็นแก่ตัว...
…แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้...

…น้ำตก..ถึงสวย...
…และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก...ที่มีเสน่ห์..ไงละ

--------------------------------------------------------------------------------


ข้อคิดจากเรื่องนี้... อย่าลืมน่ะลูก... ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก...
ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก.. หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก... อย่าเก็บสิ่งดี ๆ
นั้นไว้..คนเดียว.. ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ...แบ่งปัน...ออกไปให้มากที่สุด
มีก็แต่คนที่ "ให้" ออกไปเท่านั้นแหละ...

ลูก.. จึงจะเป็นคนที่ "ได้รับ"
อย่างแท้จริง...


ที่มา : ธรรมะคลายใจ...ท่าน ว. วชิรเมธี

หมายเหตุคนให้: ช่วงนี้อากาศหนาวมากเลย

ห่มผ้าห่มหนาๆนะคะ โดยเฉพาะคนยังไม่มีแฟนควรดูแลตัวเองเป็นกรณีพิเศษ :D

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อย่ากลัวแก่

ได้รับ Fw mail จากเพื่อนผู้แสนดีส่งมาให้ ผู้เขียนเรื่อง..มีความประสงค์ อยากให้ส่งต่อแก่เพื่อนหรือคนในครอบครัว
จึงนำเรื่องราวมาฝาก พี่น้องชุมชนจิต-ใจ-ดี
ลองอ่านดูนะค่ะ..... หวังทุกท่านคงชอบ...


เรื่องจริงจาก ม.Stanford > >


> > *วันแรกที่พวกเราเริ่มการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น*> >

> > *อาจารย์ของเราได้เข้ามาแนะนำตัว*> >

> > *และบอกให้พวกเราทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน*>
> >
> > *ผมยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ และมีมือๆ หนึ่ง เอื้อมมาจับบ่าของผม* >
> >
> > *ผมหันไปพบกับหญิงชราร่างเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น ที่ส่งรอยยิ้มอันเป็นประกายมาให้ผม> > *>

> > *รอยยิ้มนั้นทำให้เธอดูสดใสอย่างยิ่ง*> > >

> > *หญิงชราคนนั้นกล่าวขึ้นว่า> >

> *'สวัสดี รูปหล่อ > ฉันชื่อโรส อายุแปดสิบเจ็ดแล้ว > มาให้ฉันกอดสักทีสิ'*>
> >
> > *ผมหัวเราะกับท่าทางของเธอ > และตอบอย่างร่าเริงว่า*> >

> > *'แน่นอน ได้สิครับ ' > แล้วเธอก็กอดผมอย่างแรง > ผมถามเธอว่า* > >

> > *'ทำไมคุณถึงมาเรียนมหาวิทยาลัย เอาตอนที่อายุน้อยและไร้เดียงสาอย่างนี้ละ.. > '*
> >
> > *เธอตอบด้วยเสียงปนหัวเราะว่า > 'ฉันมาหาสามีรวยๆ ที่ฉันจะได้แต่งงานด้วย แล้วมีลูกสักสองสามคน... > ' * >
> > > *ผมขัดจังหวะเธอ โดยถามว่า 'ไม่เอาครับ. ถามจริงๆ ' > ผมสงสัยจริงๆ> ว่า > อะไรทำให้เธอมาเรียนที่นี่ตอนที่อายุขนาดนี้ > และเธอตอบว่า *>

> > *'ฉันฝันมานานแล้ว ว่าฉันจะได้ปริญญา > และตอนนี้ ฉันก็กำลังจะได้ปริญญาที่ฉันฝัน'*>
> > >
> *หลังเลิกเรียนวิชานั้น > เราเดินไปที่อาคารสโมสรนักศึกษาด้วยกัน>

> และนั่งกินชอคโกแลตปั่นด้วยกัน > เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันที> > *
> >
> > *ตลอดสามเดือนหลังจากนั้น > เราจะออกจากชั้นเรียนพร้อมกัน > >
> และจะไปนั่งคุยกันไม่หยุด > ผมนั้นประหลาดใจเสมอเมื่อได้ฟัง

> 'ยานเวลา' ลำนี้ แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ของเธอให้กับผม*>
> >
> *ตลอดปีนั้น โรสได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยของเรา > >
> และเธอนั้นจะเป็นเพื่อนได้กับทุกคนในทุกที่ที่เธอไป เธอรักที่จะแต่งตัวดีๆ > *>
> >
> *และดื่มด่ำอยู่กับความสนใจ ที่นักศึกษาคนอื่นๆ มีให้กับเธอ >

<<เธอได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เมื่อถึงตอนสิ้นสุดภาคการศึกษา > >

> เราได้เชิญโรสให้มาพูดที่งานเลี้ยงของทีมฟุตบอลของเรา*> >
> >
> *ผมไม่เคยลืมเลยว่า เธอได้สอนอะไรให้กับเรา >

... พิธีกรแนะนำตัวเธอ และเธอก็เดินขึ้นมาที่แท่น > *>
> >
> *ตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวที่จะพูดตามที่เธอตั้งใจนั้น* >
> >
> > *เธอทำการ์ดที่บันทึกเรื่องที่เธอจะพูดตกพื้น เธอทั้งอาย ทั้งประหม่า*> >
> > *แต่เธอโน้มตัวเข้าหาไมโครโฟนแล้วบอกว่า*> >

> > *'ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันซุ่มซ่าม > ฉันเลิกกินเบียร์มาตั้งนานแล้ว*> >
> >
> *แต่วิสกี้พวกนี้มันแรงจริงๆ... ฉันคงจะเอาบทของฉัน*>
> >
*> > มาเรียงใหม่ไม่ทันแล้วงั้นฉันก็คงได้แค่บอกเรื่องที่ฉันรู้ให้กับพวกคุณก็แล้วกัน'> > *>
> >
> *พวกเราทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ตอนที่เธอเริ่มต้นว่า* > >
> > > *'พวกเราทุกคนนั้น ไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่หรอก > แต่เราแก่เพราะว่าเราหยุดเล่น> > *>

> > *ที่จริงแล้วมี ...เคล็ดลับสู่การที่จะยังหนุ่มสาวอยู่เสมอมีความสุข*> > >

> > *และประสบความสำเร็จอยู่* > *4 ประการ* >
> >
*1) พวกคุณจะต้องหัวเราะ และมีเรื่องสนุกๆ ขำขันทุกวัน

*2) พวกคุณจะต้องมีความฝัน เมื่อไรก็ตามที่คุณสูญเสียความฝันของคุณไป > คุณจะตาย มีคนมากมายที่ยังเดินไป > เดินมาอยู่ทั้งๆที่ตายไปแล้วและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายไปแล้ว..*>
> > >
*3) การที่คุณ 'แก่ขึ้น' กับ 'เติบโตขึ้น' นั้นมันต่างกันมาก

> ถ้าคุณอายุสิบเก้า แล้วนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ > ปีหนึ่ง

และไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตลอดทั้งปี > คุณก็จะอายุยี่สิบ* >
> >
> > *ถ้าฉันอายุแปดสิบเจ็ด แล้วนอนเฉยๆ > ไม่ทำอะไรเลยตลอดทั้งปี ฉันก็จะอายุแปดสิบแปด >

ทุกๆ คนนั้นจะแก่ขึ้นทั้งนั้น > ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถอะไรเลย*>

> > *ประเด็นของการเติบโตขึ้นนั้นอยู่ที่การแสวงหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลง*

*4) อย่าทิ้งอะไรไว้ให้เสียใจภายหลัง คนสูงอายุส่วนใหญ่นั้น> > ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้ว แต่มักจะเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ > *
> >
> *คนที่กลัวความตายนั้น มีแต่คนที่ยังมีสิ่งทีต้องเสียใจค้างอยู่ > '* >
> >
> *เธอจบการพูดของเธอด้วยการร้องเพลง* > *'The Rose' > อย่างกล้าหาญ*>
> >
> *และเธอได้แนะให้พวกเราทุกคนศึกษาเนื้อร้องของเพลงนั้นและเอาความหมายเหล่านั้นมา>

> ใช้กับชีวิตประจำวันของพวกเรา > * >
> >
> *เมื่อสิ้นปีการศึกษานั้น โรสได้รับปริญญาที่เธอได้เริ่มฝันไว้เมื่อนานมาแล้ว*>
> >
> > *หนึ่งสัปดาห์หลังจบการศึกษา โรสจากไปอย่างสงบ*> >
> >
> *เธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย*>

> > > > *นักศึกษากว่าสองพันคนไปร่วมพิธีศพของเธอ เพื่อแสดงความเคารพ ต่อหญิงชราผู้วิเศษ*> > > >

> *ผู้ได้สอนให้พวกเขาได้รู้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า> >

.......ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณสามารถเป็นได้* >
> >
> > *เมื่อคุณอ่านเรื่องนี้จบลง > กรุณาส่ง> > คำแนะนำอันดีเยี่ยมนี้ต่อให้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ > พวกเขาคงจะชอบมัน *>
> >
> > *เรื่องราวเหล่านี้ส่งต่อกันมาเพื่อระลึกถึงหญิงชราที่ชื่อ > โรส*>
> *จงจำไว้ว่า*> >

> > *'การแก่ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้*> > > > > *แต่การเติบโตขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้*> > > > > *เราอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เราจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เราให้ไป'*> > > >

.........................................................................................................................................................^_^...

สวัสดีปีใหม่ 2552 ค่ะ...





..ขอให้ท่าน.โชคดี มีความสุขมากมาย
คิดสิ่งใดให้ได้ดังใจหวัง
มีสุขภาพกายและจิตใจ-ดีจัง
มีพลังสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสังคม..


..........พบกันใหม่....ปีหน้า............

ขอบคุณค่ะ...^_^........



ที่มา : Fw จากเพื่อนที่แสนดี
ภาพ : สีตะวัน

สิ่งพึงทำที่สุดในชีวิต

สิ่งพึงทำที่สุดในชีวิต

(จากคอลัมน์ศิลาในน้ำเชี่ยว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2551
ภาพประกอบ ไฟคริสตมาสประดับ ที่เมืองบอสตั้น โดย pC )




สงบเข้าไว้ รอคอยอย่างอดทน ทำอะไรที่ทำได้ไปพลางๆ
ไม่มีอะไรยืนยาวอย่างไม่รู้จบได้หรอก
ทุกอย่างล้วนต้องเปลี่ยนแปลง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ
หากคุณรอคอยอย่างสงบและผ่อนคลาย
แต่หากคุณกระวนกระวายวิ่งวุ่นราวคนบ้า คุณก็กำลังก่อกวนให้สถานการณ์เลวร้ายลง




ชีวิตที่ไร้ความทุกข์ยาก คงจะตื้นเขินและน่าเบื่อมากทีเดียว
ทนทุกข์ เรียนรู้ และเติบโต...



ผมได้พลิกอ่าน หนังสือหิมะกลางฤดูร้อน ของท่านสยาดอ อู โชติกะ พระภิกษุชาวพม่าอยู่บ่อยๆ และได้พบคำพูดที่เรียบง่าย แต่สะกิดใจ สะท้อนความรู้สึกอย่างชงัดงัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวาย สับสนในปัจจุบัน ท่านอูโชติกะได้เขียนไว้ว่า 'โปรดอย่าคิดว่าเรื่องยุ่งยากเหล่านี้มันไร้ค่า แม้จะต้องผจญกับความรวดร้าว ผิดหวัง ท้อแท้ และเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปมากเพียงใด อาตมาก็ยังคงเห็นว่าชีวิตมันน่าสนใจ ล้ำค่าด้วยความหมาย

เราเดินอ้อมไม่ได้หรอกนะ หนทางเดียวคือ ต้องเดินฝ่าเข้าไป

ไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบในชีวิตนี้ ฉะนั้น อย่าไปโหยหาความสมบูรณ์แบบเลย
อาตมาเองก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ไม่มีวันจะเป็นไปได้ และไม่เคยคาดหวังด้วย

อาตมาผ่านทุกข์มาไม่น้อยเลย ขณะนี้ก็ยังมีทุกข์ แต่อาตมาอยู่กับความทุกข์ได้อย่างสงบและสง่างาม
อาตมาถือว่าทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนที่สำคัญมากด้วย จะเข้าใจชีวิตได้อย่างไร
หากไม่เคยรู้จักความทุกข์ แม้ในยามทุกข์อาตมาก็ยังคงสงบเย็นได้
จนยากที่ใครจะเชื่อได้ว่า อาตมากำลังเผชิญกับทุกข์ที่ใหญ่หลวงอยู่'

เป็นธรรมดาครับที่คนเรามักจะรักสุข เกลียดทุกข์ จึงมีการต่อต้าน ดึงดัน ขัดขืน
เพื่อตีฝ่าออกจากวงล้อมแห่งความทุกข์ โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งพยายามดึงดันขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น วิธีการที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาดและราบคาบที่สุด คือ การเข้าไปทำความรู้จัก คุ้นเคย และยอมรับกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีการผลักไสไล่ส่ง กีดกัน ต่อต้าน ความมหัศจรรย์จะพลันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา คือ ความทุกข์นั้นพลันมลายหายไป จับต้องไม่ได้ ประหนึ่งเอาไฟสปอตไลท์เข้าไปส่องสัตว์ในยามกลางคืน สัตว์นั้นก็วิ่งหนีหายไปทันทีโดยที่ไม่ต้องทำอะไร

หากคุณมีสติ ความทุกข์จะช่วยให้คุณเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างลุ่มลึก



ควรอยู่หรอกที่เราจะมีอุดมการณ์บางอย่างในชีวิต จะได้มีเป้าหมายหรือทิศทางที่จะเดิน
แต่อย่าถึงกับบ้าอุดมการณ์จนฟั่นเฟือน อุดมการณ์ที่ประเสริฐสุด คือ มีสติอยู่เสมอเป็นนิตย์

คนเรามักมีอะไรทำมากมายจนลืมว่าสักวันตัวเองก็ต้องตาย
เรานึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ แต่มันคือภาพลวงตา

เราอยากจะเป็นคนสำคัญในชีวิตของคนอื่น อยากจะรู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอื่นได้มากมาย

สิ่งที่พึงทำ คือ ทำในสิ่งที่ตนทำได้โดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะมีใครจำได้เมื่องานเสร็จ
การปล่อยให้คนอื่นมีอิสระที่จะโง่งมบ้าง เป็นก้าวสำคัญและยากที่สุดในการพัฒนาจิต เห็นด้วยหรือไม่ครับ!

(บทความจากคอลัมน์ศิลาในน้ำเชี่ยว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2551 ได้รับจาก fw-mail)



=====

สุขสันต์ช่วงวันหยุดยาว และเตรียมพร้อมรับสิ่งดี ๆ ในปีหน้านี้ครับ.

pC


วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นเสมอไป

ลองดูรูปข้างล่างนี้ คุณจะเห็นคนขี้โกรธอยู่ด้านซ้าย และคนใจดีอยู่ทางด้านขวา
ลุกขึ้นสิ แล้วถอยหลังมาสัก 12 ฟุตแล้วคุณก็จะเห็นว่า รูปภาพสลับที่กันแล้ว
คิดว่าภาพนี้สร้างขึ้น โดยPhillippe G.Schyns and Aude Oliva แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกลว์
ภาพนี้ ทำให้เรารู้ว่าบางทีสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่ก็ได้
ทุกครั้งที่เราเห็นคนหน้าบึ้ง แล้วไม่ชอบ อย่าลืมนึกถึงภาพนี้

ดู ดีๆ นะ คับ


ที่มา : www.zone-it.com
Thanks to 9tana via twitter

* ถ้าไม่อยากเดิน save รูปลงเครื่องคอมพิวเตอร์ และย่อรูปให้เล็กลงเหลือประมาณ 20% ก็ได้เหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สุขภาพดี มีกำลังใจ ....



ห่างเหินเกินไปรึเปล่า
ห่วงใยว่าเหงาจะมาใกล้

ห่วงหวงว่าใครจะลวงใจ
ห่วงหาว่าใจจะไกลกัน

วันวานที่ผ่านมา
น้ำตาเคยเปรอะเปื้อนฝัน
ร้องไห้กับความผูกพัน

ที่เหมือนนับวันจะอันตรธาน

ฉันยังคงอยู่ตรงนี้
ตรงที่เพลงหวังยังขับขาน
เสียงแห่งความใฝ่ฝันดังกังวาล
สายธารอาทรอุ่นยังกรุ่นตา


*....................************..................

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ชาวชุมชนจิต-ใจ-ดี ที่รักทุกท่าน

ห่างหายไปนานเลยค่ะ
ด้วยภาระงานและเรื่องราวส่วนตัว..

คิดถึงชาวชุมชนจิตใจดีเสมอมา
ว่างก็แว๊บ..แว๊บ มาอ่านและทักทายบ้าง
แล้วแต่เวลาจะอำนวย....


สำหรับงาน...ช่วงนี้รณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีกลุ่มอายุ 35-60 ปี
ใน 116 วัน คือวันแม่ถึงวันพ่อ ให้ได้ ร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมาย


(นี่คือคำสั่ง..อิ อิ..นโยบายที่ต้องปฏิบัติ...)






...การรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ทำในสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ใครใกล้ที่ไหนก็เข้าไปขอรับบริการได้เลยนะคะเพิ่มรูปภาพ



กลุ่มเป้าหมายหลักที่ควรต้องมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ สตรีที่มีอายุ 35 40 45 50 55 และ 60 ปี ก็ขอประชาสัมพันธ์มานะที่นี่ด้วยละกัน ..

ความรู้เรื่องมะเร็งปากมดลูก (คลิกได้ค่ะ)

ส่วนการตรวจมะเร็งเต้านม..ก็จะสอนให้สามารถตรวจเต้านมด้วยตนเอง..
เพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน...วิธีการไม่ยากเลย..ค่ะ
3 นิ้ว 3 ท่า 3 สัมผัส... รายละเอียดจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป...


...................*V*..............*V*...................


กลางเดือนที่แล้ว...
ไปเยี่ยมอาจารย์พยาบาล(ที่รัก) ที่จ.มหาสารคาม
อาจารย์ทำร้านกาแฟคุณยายสมใจ (คุณแม่ของอาจารย์)
ร้านอยู่สี่แยกศาลากลางทางไปจ.บุรีรัมย์ เลยสี่แยกไปประมาณ 900 เมตร
อยู่ฝั่งขวามือค่ะ...

ที่ร้าน..ขายอาหารตามสั่งด้วย..อาหารอร่อยมากขอบอก
ภายในร้านบรรยากาศดี อาจารย์แต่งร้านได้น่ารักมาก
มีมุมคนสวย คนหล่อด้วย..อิ อิ (น่าไปนั่งมั๊ย..)
ข้างร้าน..มีการปลูกผักกางมุ้ง ปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ
เป็นการปลูกผักไร้ดิน(ปลูกในน้ำ) เรียกไฮโดรโปรนิคส์

...น่าสนใจทีเดียวค่ะ..จึงมีรูปมาฝากเล็กน้อย
ถ้าสนใจ..ติดต่อที่ร้านได้เลยนะคะ..






อาจารย์คะ .....หนูประชาสัมพันธ์ร้านให้แล้ว..เด้อ ....!!!....


**********************************

ช่วงนี้ก็ค่อย ๆ แบ่งเวลาได้บ้างแล้ว
ตามสภาวะการเมืองที่กำลังจะเปลื่ยนแปลง ..ฮา
(เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย...อิ อิ)


ก็อย่าเครียดมากนะคะ..ชีวิต สังคม การเมืองก็เป็นเช่นนี้ มีมาและก็มีไป..
มีได้..ก็มีเสีย มีฉัน จะมีเธอมั๊ยน๊า...ฮา

เข้าเรื่องนิดนึง ...วันนี้มีเรื่องราวของการดูแลสุขภาพจิต...มาฝากค่ะ
(หายไปนานเลยมีของฝากเยอะ.....)


กรมสุขภาพจิต เตือนระวังกลุ่มอาการใหม่ของปัญหาสุขภาพจิต

Political Stress Syndrome (PSS) กลุ่มอาการเครียดจากการเมือง


จากการที่กรมสุขภาพจิตได้ติดตามภาวะสุขภาพจิตของคนไทยในปัจจุบันที่มีปัญหาทางการเมือง จึงตั้งข้อสังเกตในปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นใหม่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดจนทำให้มีอาการทางกาย ใจ และกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น


* อุบัติการณ์พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของประชากร

* บุคคลที่มีความเสี่ยงคือ
1. กลุ่มนักการเมือง
2. กลุ่มสนับสนุนทั้งสองฝ่าย
3. กลุ่มผู้ติดตาม, กลุ่มผู้มีผลประโยชน์
4. กลุ่มผู้สนใจข่าวสารการเมือง
5. กลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพจิตเดิมอยู่แล้ว


* ลักษณะกลุ่มอาการ
1. อาการทางกาย
- ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอ หรือตามแขนขา
- นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือหลับแล้วตื่นกลางดึกไม่สามารถหลับต่อได้
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ทั้งที่อยู่ในสภาพปกติ
- หายใจไม่อิ่ม อึดอัดในช่องอก
- แน่นท้อง ปวดท้อง อึดอัดในช่องท้อง
- ชาตามร่างกาย

2. อาการทางใจ
- วิตกกังวล ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา
- หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว
- เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางออก
- สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่าน หรือหมกมุ่นมากเกินไป

3. ปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น
- มีการโต้เถียงกับผู้อื่น หรือแม้แต่บุคคลในครอบครัวโดยใช้อารมณ์ตั้งแต่ปานกลางถึงรุนแรงโดยไม่สามารถยับยั้งตนเองได้
- มีความคิดที่จะตอบโต้โดยใช้กำลังในการเอาชนะ
- มีการเอาชนะทางความคิดแม้กับคนที่เคยมีสัมพันธภาพที่ดีมาก่อน จนทำให้เกิดปัญหาทางสัมพันธภาพอย่างรุนแรง


หากมีอาการเหล่านี้ในทั้ง 3 กลุ่มอาการ แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ค่ะ

1. หันความสนใจไปเรื่องอื่น (ไปเที่ยว พักผ่อน ไปเยี่ยมญาติ-เพื่อน...ฯลฯ)
2. ลดความสำคัญของปัญหาลงมาชั่วขณะ และให้ความสำคัญกับข่าวดีเรื่องอื่น ๆ บ้าง
3. หาทางระบายออกโดยเลือกผู้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกันหรือผู้ที่เข้าใจเรา
4. ออกกำลังกาย และพักผ่อน
5. ฝึกวิชาคลายตัวเอง เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ ฝึกคลายกล้ามเนื้อ เช่น กำหนดลมหายใจเข้า-ออก
6. หันหาวิธีที่ทำให้สงบ อาจจะใช้ศาสนามาช่วยขัดเกลาจิตใจ เพื่อปล่อยวาง
7. หากมีอาการทั้งหมดเกินกว่า 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาทางจิตวิทยาหรือจิตแพทย์



สวนสาธารณะหนองประจักษ์..อุดรฯ


........**.....***...****....*****..........*******.....*************.....^_^......


ถึงเวลานี้แล้ว...เมื่อการเมืองมีสภาวะที่ผ่อนคลาย ..

...ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีไปนาน ๆ นะคะ...


ขอบคุณค่ะ .....^_^......



ที่มา : ข่าวสารกรมสุขภาพจิต ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2549.

ภาพ : สีตะวัน..