แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ by NaJu แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ by NaJu แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

ของขวัญ …ที่มอบให้กันได้ทุกวัน

"ของขวัญอันล้ำค่าเหล่านี้ ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล
เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี"

และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ใดแล้ว
ผลที่ได้รับ มีคุณค่ามากมายมหาศาล"

  • ของขวัญจาก “การฟัง”
จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด
หรือขัดคอคนอื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก
  • ของขวัญจาก “ภาษากาย “
อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ
การแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนม
ที่คุณมีให้ จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ
  • ของขวัญจาก “ความเบิกบาน”
แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง
มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว
  • ของขวัญจาก “การเขียน”
กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง
เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย
  • ของขวัญจาก “คำชม”
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม
เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ
  • ของขวัญจาก “ความมีน้ำใจ”
ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ
สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด
ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับใน

การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น
  • ของขวัญจาก “เวลาส่วนตัว”
บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบๆ ตามลำพัง
อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วย
ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เมื่อเขาต้องการ
  • ของขวัญจากการ “ให้กำลังใจ”
คนเรายามที่จิตใจท้อแท้
ก็เหมือนรถน้ำมันหมด

ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส
ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้

ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย
สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้
  • ของขวัญจาก “มธุรสวาจา”
คำพูดดีๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี
อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษ

คุณอยากฟังคำพูดดีๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน
และที่สำคัญ มันเป็นของขวัญที่มา "จากใจ "
โดยไม่ต้องลงทุนสักแดงเดียว

ที่มา : จาก twitter @lSweetDay ค่ะ :D

"ของขวัญจากใจ...นานแค่ไหน..ยังคงตราตรึงในหัวใจ..มิเคยลืม"


วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

หนึ่งความคิด เร็วกี่วินาที

"เราเคยคิดไหมว่า “ความคิด” เร็วเท่าไหร่
มีคนพยายามจะวัดให้ได้ว่า ความคิดนั้นรวดเร็วเท่าไหร่

ซึ่งได้ตัวเลขมาย้อมใจว่าน่าจะ 300 มิลลิวินาที"

เคยตั้งคำถามไหมว่า ความคิดเราเร็วเท่าไหร่
อันนี้ไม่ใช่คิดเลขไว หรือ ตอบปัญหาได้เร็วนะคะ

ถามจริงๆ ว่า เราเคยคิดไหมว่า “ความคิด” เร็วเท่าไหร่
มีคนพยายามจะวัดให้ได้ว่า ความคิดนั้นรวดเร็วเท่าไหร่

ซึ่งได้ตัวเลขมาย้อมใจว่าความคิดของคนเรานั้น
น่าจะมีความเร็วประมาณ 300 มิลลิวินาที
(University of Arizona. "Speed Of
Thought' Guides Brain's Memory Consolidation.
จากเว็บไซต์ ScienceDaily 16 พ.ย. 2550)

หากเทียบกันเป็นภาษาทั่วไปแล้วน่าจะเรียกได้ว่า เสี้ยววินาที
อันที่จริงแล้วหากจะวัดความเร็วก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของความคิดกันก่อนว่า

หากเลือกมองความคิดของสัตว์ที่มีระบบนำประสาทซับซ้อน
และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิด ซึ่งแตกต่างจากพืชที่มีชีวิต
แต่ไม่มีความคิด

ดังนั้นจึงขอจำแนกความคิดออกเป็นพวก ตามแนวทางคิดแบบหอยๆ ดังนี้
1. คิดโดยสัญชาตญาณ
ความคิดในระดับนี้เป็นความคิดขั้นซับซ้อนน้อยที่สุด
เป็นกระบวนการคิดที่ธรรมชาติมีให้เราเอาตัวรอดให้ได้
ในสถานการณ์เฉพาะหน้า มักเป็นการคิดที่ตรงไปตรงมา
เช่น จับกาน้ำร้อนชักมือออกทันที ไม่ต้องพิรี้พิไร
ชักดีไม่ชักออกดี พาลมือจะกุดเอา

ส่วนใหญ่มักทำให้เจ้าของความคิดเอาตัวรอดได้
แต่หลายคนก็ใช้บ่อยจนเกินงาม
ไปถึงระดับที่ “สิ้นคิด” เช่น ป้า! เหมือนเมื่อวานจานนึง


2. นึกคิด
ความคิดแบบนี้ต้องมีความจำ
หรือจดจำเข้ามาประกอบ ทางพุทธศาสนาเรียกว่า “สัญญา”
หมายถึง เกิดการรับรู้จากสัมผัสทั้งห้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เกิดเป็นการจดจำ เช่น จำคำศัพท์ เรียกสิ่งของของเด็กๆ จากเดิมที่เรียกของแต่ละชิ้นไม่ถูก
(สื่อออกไม่ได้) เมื่อถูกสอน ก็จะผูกภาพที่เห็นเข้ากับคำศัพท์ที่เรียน
เกิดเป็นความจำ หรือ จดจำขึ้นมาได้

ความคิดแบบนี้ใช้เวลามากขึ้น
เพราะต้องมีการประมวลผล หรือเทียบเคียง
แล้วถึงแสดงกริยาออกมา เช่น เด็กเห็นสิ่งของ ก็เอ่ยชื่อสิ่งของนั้นออกมา

ที่น่าสนใจในความคิดแบบนึกคิดนี้ก็คือ
บางครั้งบางจังหวะกลายเป็น คิดเรื้อรัง หรือ

เรียกให้หวานแหววว่า “คิดถึง”

เช่น ภาพของสาวคนรัก ก็วนเวียนคิดซ้ำไปซ้ำมา
สาวเจ้าไม่ได้อยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ยังมีภาพเธออยู่ในใจ
จากหญิงสาว ก็เริ่มกลายเป็นเจ้าหญิง

อีกด้านหนึ่งก็คิดเรื้อรังเหมือนกัน แต่เป็น “คิดแค้น”
เป็นความคิดที่เจ็บปวดไม่เป็นสุข ทั้งที่เรื่องราวต้นเหตุผ่านไป

ภาพร้ายๆ ก็ยังวนเวียนอยู่ไปมา
อันที่จริงความคิดเรื้อรังแบบนี้เหตุมาจากเรื่องเดียวกัน
คือ ไปกระทบกับจิต เกิดเป็นอารมณ์
หรือ ทางพุทธศาสนา เรียกว่า เกิดสังขาร ขึ้น
จากความคิดที่ไม่เป็นตัว ก็เริ่มเป็นตัวให้ยึดมั่นถือมัน
พาลกลายเป็นทุกข์ไป ซึ่งหากปลดทุกข์ไม่สำเร็จ ก็จะเกิดทุกข์เรื้อรัง
จาก การนึกคิด ที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องนี่เอง

3. คิดไม่ออก
เอ..อันนี้จะเกี่ยวกับคิดเร็วคิดช้าไหมเนี่ย
คิดไม่ออกนี่ความเร็วของความคิดไม่ได้ลดลงแต่มันจะเริ่มวนไปวนมา

เพราะหาคำตอบไม่เจอ ก็พาลจะคิดวนไปวนมา
วนไปวนมา วนไปวนมา
ส่วนมากมักหาทางออกเจอจากการไปดูความคิดของคนอื่น

เช่น คำตอบทางวิชาการ ก็ไปค้นจากกูเกิ้ล
หรือหนังสือ ไม่งั้นก็ยอมแพ้ให้เขาเฉลย
หรือบอกมาว่าคำตอบคืออะไร

แต่บางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวที่คนอื่นมักมองว่าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง
จะคิดไปทำซากอะไร ก็มักจะไม่สามารถได้รับคำตอบจากคนอื่นได้

อย่างเก่งก็รับฟัง เมื่อคิดวนไปมาไม่มีคำตอบ
ก็พาลจะนอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่ง คิดซ้ำคิดซาก

พวกคิดไม่ออกนี้ ก็จะอ่อนเพลีย ละเหี่ยใจ
หงุดหงิด พาลกับคนข้างเคียง

เรื่องราวต่างๆ ก็เลยเลวร้ายลงไปอีก
จากคิดไม่ออก ก็กลายเป็นคิดไม่ตก
รุมเร้านักคิดทั้งหลายต่อไป

คิดเร็ว หรือ คิดช้า ในเชิงผลลัพธ์คงไม่แตกต่างกัน
เพราะขั้นตอนการทำงานของสมองในการปฏิบัติการคิดนั้น
ใช้เวลาไม่นาน แต่การคิดเพื่อให้เกิดการกระทำ

หรือเรียกว่า การตัดสินใจนั้นต่างหากที่ความเร็วช้า มีผลต่อผลลัพธ์
การฝึกฝนให้รู้ทันความคิด เป็นสิ่งที่ยากแต่หากทำได้

ก็จะทำให้ความคิดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ก้าวผ่านไปสู่ความคิดแบบสัญชาตญาณ
ความคิดที่กระทบอารมณ์พาลไปยึดติดเป็นสังขาร
หรือ วนไปวนมา จนเป็นคิดเหนือเมฆ ที่คิดไม่ตกสักที

แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

รู้ใช้เพิ่มค่า ขาด-ชำรุดอย่าทิ้ง

"ได้ชื่อว่าธนบัตรไม่ว่าจะเป็นธนบัตรใหม่
ธนบัตรเก่า ขาด ชำรุดอย่างไรยังคงมีค่า"

แต่หากให้ดีการรู้ใช้รักษาธนบัตรอยู่ในสภาพสมบูรณ์

นอกจากช่วยประหยัดงบประมาณการผลิตธนบัตร

แล้วยังสร้างความน่าเชื่อถือ น่าใช้จ่าย
หรือไม่ก็อยากเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์นาน ๆ
5 วิธีใช้ธนบัตร...ยืดอายุใช้งาน

ธนบัตรแม้จะผลิตจากกระดาษชนิดพิเศษที่ทนทานต่อการใช้งาน
แต่จากสภาพอากาศร้อนชื้น ของประเทศไทย
ประกอบกับความเคยชินในการใช้ธนบัตรของประชาชน
ส่งผลให้ธนบัตรเสื่อมสภาพ เร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ในการถนอมรักษา ยืดอายุการใช้งานธนบัตรให้ยาวนาน
จากเว็บไซต์ www.bot.or.th ธนาคารแห่งประเทศไทย
เผยแพร่ความรู้การใช้ การเก็บรักษาธนบัตรที่ถูกต้อง 5 วิธี
ได้แก่
1. เก็บธนบัตรในลักษณะเหยียดตรง หลีกเลี่ยงการพับ กรีดจนเป็นรอย
2. หลีกเลี่ยงการขีดเขียน ประทับตราลงบนธนบัตร
เพราะจะทำให้ธนบัตรเปื้อนไม่เหมาะกับการใช้งาน
3. หลีกเลี่ยงการเย็บธนบัตรด้วยลวดเย็บกระดาษ
เพราะทำให้ธนบัตรชำรุดฉีกขาดง่ายขึ้น
4. หลีกเลี่ยงการนำธนบัตรไปใช้ในงานประดิษฐ์ เคลือบพลาสติก
5. เก็บธนบัตรห่างจากความเปียกชื้น ความร้อนและสารเคมี

แหล่งที่มา : เดลินิวส์
ปล. คนเรา..เหมือนธนบัตรก็ดีเนอะ..เก่า แก่ขนาดไหนก็ซ่อมได้
แต่คนซ่อมได้...สมรรถภาพการใช้งานมันยังดีเหมือนธนบัตรนี่ก็ดีสินะ 55..5

ควันหลงเด็กเก่ง

คอลัมน์ กระแสทรรศน์สพฐ. / โดย ทรงวุฒิ มลิวัลย์
ก่อนอื่นต้องบอกว่าน่าเสียดายสำหรับท่านที่พลาดโอกาส
ไม่ได้มาเที่ยวชมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ "เก่งสร้างชาติ"
ซึ่งจัดขึ้นที่ ฮอลล์ 9 อิมแพค เมืองทองธานี
เมื่อวันที่ 23-25 เมษายน 2552
สิ่งที่ต้องบอกว่าน่าเสียดายเพราะว่าเป็นการแข่งขันความสามารถ
ของนักเรียนทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ ป.1-ม.6
ที่ผู้เข้าร่วมแข่งขันล้วนผ่านการคัดเลือกมาจากระดับภาคทั้งสิ้น
ตรงตามสโลแกนการจัดงานที่ว่า
เรียนสร้างไทย เก่งสร้างชาติ ราษฎร์ดำรง ทรนงในศรีศักดิ์
นักเรียนไทยจากเวทีประชัน 10 เวที
ทั้งประชันการงานอาชีพ ประชันเทคโนโลยี ประชันวิทยาศาสตร์
ประชันคณิตศาสตร์ ประชันอัจฉริยภาพภาษาไทย
ประชันสรรพศิลป์ ประชันดาวจรัสแสง ประชันภาษาโลก
ประชันสื่อคุณธรรม ประชันสร้างสุข
ผลการแข่งขันแต่ละประเภทตัดสินกันด้วยความยากลำบาก
แทบว่าต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่ายเลยทีเดียว
ทั้งๆ ที่คณะกรรมการแต่ละท่านล้วนแต่เป็นศิลปินแห่งชาติ
และผู้มีความรู้เฉพาะทางทั้งสิ้น
หากเอ่ยชื่อตรงนี้เกรงว่าจะไม่ครบทุกท่าน
จึงต้องขออภัยไว้ด้วยสิ่งที่น่าประหลาดคือ
หลังจากทราบผลการตัดสิน ได้เห็นน้ำตานักเรียนจำนวนมาก
หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มใจ
เพราะจากการสอบถามความรู้สึกจึงรู้ว่าเป็นการแข่งขันที่กดดันผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคน
เพราะต่างก็เป็นศิษย์มีครู ความสามารถแต่ละคน
นักเรียนจะรู้กันเองว่าทุกคนสามารถเป็นผู้ชนะได้ทั้งหมด
เมื่อทราบผลการตัดสินจึงเป็นการปลื้มปีติของทั้งศิษย์และครู
น่าจะเทียบเคียงคำพูดของ สมจิตร จงจอหอ
ที่ว่า
ผมเหนื่อยมาเยอะ ....ได้เลยทีเดียว
เวทีประชันที่สนุกสนานและครึกครื้นที่สุดเห็นจะเป็นเวทีประชันดาวจรัสแสงของการศึกษาพิเศษ
เพราะทุกคนที่เข้าร่วมชมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำได้อย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การแข่งขันลีลาศ จากนักเรียนที่พิการทางการได้ยิน
แต่ทำได้ไม่แพ้นักเรียนปกติเสียงเชียร์เพื่อเอาใจช่วย
จึงดังระงมไปทั้งเวที ทำให้การแข่งขันมีสีสันเพิ่มมากขึ้นที่อดจะน่าเสียดายไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง
คือ การนำเอาความสุดยอดการเรียนการสอนศิลปหัตกรรม
และการงานอาชีพที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนกว่า 200 ร้านเรียนรู้
ที่มีทั้ง น่าชิม น่าชม น่าใช้ ในราคาที่ย่อมเยา ผลงานจากทุกร้านเรียกได้ว่า
เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้มาก่อน (Unseen)
แทบทั้งสิ้น ที่เป็นอาหารก็อร่อยสุดสุด ที่เป็นงานศิลป์งานประดิษฐ์ก็สุดยอดฝีมือ
อลังการจริงๆจากผลงานและความสามารถในทุกๆ ด้านของนักเรียน
หากคุณครูปลูกฝังต่อเติมคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนได้ในวันนี้
เชื่อว่าในวันหน้าชาติไทยจะไม่วิกฤต เช่นในปัจจุบันแน่นอน
แหล่งที่มา : มติชนหน้า 22

’ก๊าซในทางเดินอาหาร’ สัญญาณเตือนโรคร้าย!!

ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง “เรอ-ผายลม”
แต่คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง

สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร
ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ
แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง
รวมทั้งอาการอื่น ๆ ตามมา



ยิ่งในภาวะปัจจุบันสังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น
จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวันเพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น
หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้น ๆ ขณะ ที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม
โรคต่าง ๆ ก็ตามมา

โรคก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก
เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า
คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้าย อยู่ !!

นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุร ศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ
ศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า

ก๊าซในทางเดินอาหารนับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น
อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น
ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้น ไปด้วย



ก๊าซในทางเดินอาหารเกิดจาก ปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป
ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน

คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุก ๆ ครั้ง
ที่กลืนน้ำหรืออาหารเฉลี่ยประมาณ 2.6 ลิตรต่อน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน

และอาจมากกว่านี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติซึ่งกลืนก๊าซโดย ไม่รู้ตัว
โดยก๊าซที่กลืนมักถูกขับออกด้วยการเรอและส่วนน้อยถูกขับออกด้วยการผายลมอย่างน้อยประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน

ปัจจัยที่สอง เกิดจากการสร้างก๊าซขึ้นมาของร่างกายส่วนใหญ่
โดยแบคทีเรียใน ลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล

ที่ ย่อยยากบางชนิด และจากปฏิ กิริยาของสารในร่างกาย
กลุ่มนี้จะเป็นประเภท ก๊าซไฮโดรเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน

ตลอดจนก๊าซอย่างอื่นอีกเล็กน้อยอันจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

“คนเราผายลมเฉลี่ย 10-20 ครั้งต่อวัน
ในปริมาณก๊าซที่ถูกขับออกมาถึง 0.5- 1.5 ลิตรต่อวัน
โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ”

คนไข้มักมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด เรอบ่อย ผายลมบ่อยกว่าปกติ
หรือเห็นผิดปกติ โดยอาการเหล่านี้ผู้ป่วยเองรับรู้ว่าเกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ

ขณะเดียวกัน แพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการเหล่านี้บ่อย ๆ หรือนาน ๆ
บ่งชี้ได้ถึงคนไข้อาจเป็นโรคร้ายแรงอยู่เดิมแล้ว

อันจะกระตุ้น ให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ
เช่น โรคลำไส้แปรปรวน โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร
มะเร็งในทางเดินอาหาร ฯลฯ

ดังนั้นควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก
ตลอดจนคนที่ป่วยมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้น

การรับประทานอาหารบางประเภทเป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร
ดังนั้นผู้ป่วยควรเลี่ยงอาหารประเภทนม ไอศกรีม เนย โยเกิร์ต น้ำอัดลม น้ำผึ้ง หรือของขบเคี้ยว

เช่น ถั่วต้ม ถั่วเหลือง ลูกอม หมากฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด
มันฝรั่ง เมล็ดพืชอบแห้ง ตลอดจนกะหล่ำปลี บรอกโคลี เป็นต้น

ผู้มีภาวะเสี่ยงโรคนี้ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
หลีกเลี่ยงการพูดคุยในระหว่างกินอาหาร

เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป
และไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังรับประทานอาหาร

ควรออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อช่วยให้ลำไส้ ทำงานได้ดีขึ้น
ส่วนการรักษาด้วยยาบางชนิดจะออกฤทธิ์โดยกระตุ้น

การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน
ซึ่งต้องระวังผลข้างเคียงในกรณีที่ใช้ยาติดต่อกันนาน
ดังนั้นคนไข้ไม่ควรบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง

อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่น
เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมาก มีอาการมานานหรือแย่ลง

รวมทั้งมีอาการเตือน เช่น โลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ

ควรปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อรู้เช่นนี้แล้วการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ
และการใช้ชีวิตประจำวันจึงควรเอา ใจใส่

เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคร้าย มีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปนาน ๆ

แหล่งที่มา : เดลินิวส์
---------------------------------------------
ปล. วันก่อนๆเจอในรายการทีวี ช่องไหนจำไม่ได้ค่ะ
เค้าบอกว่าคนเรา...99% จากการตดของคนเรา จะไม่มีกลิ่น
มีเพียง 1 % ที่เป็นก๊าซมีกลิ่นเหม็น

เพราะงั้นไม่ต้องสงสัยเลยค่ะว่า
ทำไมบางคนตด..แล้วเราไม่ได้กลิ่น
แน่นอนค่ะ...ดัง(จมูก)ของคนนั้นพิการ 100%
(สูญเสียการได้กลิ่น..เพราะงั้นใครตด..ก็ต้องมีกลิ่น
ไม่มีข้อยกเว้นแม้กระทั่งตดตนเองค่ะ)

55...5

:)

เลี่ยงอาหาร 7 อย่าง ยามท้องว่าง

"หากใครเคยหิว..จนมือไม้สั่น
ไม่มีแรงพอที่จะออกไปซื้ออาหารมารับประทาน
เหมือนทุกครั้ง หรือหาอาหารอะไรก็ได้ใส่ท้อง
เพียงแค่ปรทังชีวิต...

โดยที่ไม่คำนึงถึงสุขภาพเท่าที่ควรนั้น
..ในวันนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
และเอาใจใส่ในเรื่องอาหารการกินมากขึ้นแล้ว

เพราะอาหารบางประเภทไม่เหมาะที่จะรับประทาน
ในช่วงท้องว่าง ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น..

ลองมาดูกัน"



  • นมและถั่วเหลือง
เมนูยอดนิยมสำหรับใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความสะดวกในการรับประทานหรือประหยัดเวลา นมมักเป็นคำตอบแรกเวลาหิว แต่แม้จะอุดมด้วยโปรตีนและเชื่อว่าการดื่มนมเยอะๆ จะมีประโยชน์นั้น แท้ที่จริงแล้วการดื่มนมและถั่วหลืองเช่นน้ำเต้าหู้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่ ดังนั้น การเลือกรับประทานนมตอนท้องว่างจะทำให้ท้องอืดได้
  • น้ำตาลหรืออาหารหวาน
การที่คนเราเสียพลังงานไปเยอะนั้น จริงอยู่ว่าร่างกายต้องได้รับการเสริมสร้างจากเกลือแร่และน้ำตาลเมื่อเรารู้สึกอ่อนเพลีย แต่ทว่าหากท้องว่างแล้วนั้น การเลือกดื่มน้ำหวาน หรือของหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิดและลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไตได้
  • ผัก
บางคนอาจคิดว่าการทานผักเยอะๆ แทนข้าว โดยเฉพาะนาทีที่ต้องการลดควมอ้วนนั้น เป็นความคิดที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนแล้ว การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่างจะทำให้ท้องอืด
  • กล้วย
คนส่วนใหญ่มักเชื่อกันว่า การทานกล้วยเยอะๆ จะทำให้ระบบขับถ่ายดี แต่มักลืมกันไปว่าหากทานกล้วยในช่วงเวลาตอนท้องว่างแล้ว นอกจากจะทำให้ท้องอืด ยังจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
  • ชาแก่
ตื่นเช้าแล้วจิบน้ำชาสักแก้ว ดูแล้วเข้าท่าและน่าจะดี แต่หารู้ไม่ว่าการจิบชาร้อนโดยเฉพาะชาแก่ช่วงท้องว่างนั้น จะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง

ลูกพลับ
เป็นอีกหนึ่งชนิดต้องห้ามยามท้องว่าง เพราลูกพลับจะเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
  • เหล้า กระเทียม
เป็นสิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรรับประทานในขณะท้องว่าง เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะมีส่วนเพิ่งแรงกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

อย่างไรก็ตาม ขณะท้องว่างนั้นเราไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เกิดอาการช็อกได้ง่าย เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำมาก และเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาเราควรดื่มน้ำอุ่นๆ สัก 1-2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ อีกทั้งยังช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกด้วย

ที่มาข้อมูล : ASTVผู้จัดการออนไลน์
ที่มาเว็บ : http://www.myfirstbrain.com

รู้จัก “ไวรัสไข้หวัดหมู” มฤตยูสายพันธุ์ล่าสุด!

ภายหลังข่าวที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่และปอดบวมในประเทศเม็กซิโก
ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2552 และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา
จนมีผู้ป่วยรวม 854 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 59 ราย


ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยรวม 50 ราย
ส่งตรวจพบว่า 17 ราย เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1)

ที่ต้องตกตะลึง คือ เชื้อมฤตยูนี้เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ของคน
โดยมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วย

แน่นอนว่า รายงานชิ้นดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั้งโลก
วันนี้จึงควรมาทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อ “ไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ H1N1”
หรือ “เชื้อไวรัสไข้หวัดหมู” กัน...



** รู้จักหวัดหมูพันธุ์ใหม่

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้รายละเอียดว่า

ไข้หวัดใหญ่ที่พบในคนตามฤดูกาลส่วนมากจะเป็น สายพันธุ์ H1N1
และ H3N2 ซึ่งมีการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

จึงทำให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์
วัคซีนที่ใช้ในการป้องกันทุกปี และต้องมีการฉีดวัคซีนประจำปีที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัส
ที่จะมีการระบาด ก็จะสามารถป้องกันโรคได้

อย่างเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ก็จัดเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A
ซึ่งระบาดอยู่ในสัตว์ปีก และสามารถติดเชื้อข้ามสายพันธุ์มายังมนุษย์ได้

แต่ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 เป็นสายพันธุ์รุนแรงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูนั้น ก็เป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A

เช่นกัน พบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า
ในปัจจุบันที่พบบ่อยรวมทั้งในประเทศไทย จะเป็นสายพันธุ์ H1N1, H1N2 และ H3N2

ซึ่งลักษณะสายพันธุ์ไม่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ในมนุษย์
มีรายงานน้อยมากที่จะข้ามมายังมนุษย์

“ในส่วนการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดหมู ที่พบในประเทศเม็กซิโก
และอเมริกานั้น เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์

เป็นสายพันธุ์ที่มีชิ้นส่วนของพันธุกรรมเกิดจากการผสมผสานของไข้หวัดหมู
ที่เคยมีรายงานในอเมริกา หรือ ยุโรป และเอเชีย

รวมทั้งชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดที่เคยรายงานไว้ในอเมริกาเหนือ
จึงถือได้ว่าเป็น “ไวรัสสายพันธุ์ใหม่” และเมื่อดูองค์ประกอบเปรียบเทียบกับวัคซีน H1N1
ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกันไม่ถึง 80%

...บ่งชี้ให้เห็นว่า การป้องกันด้วยวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันก็ไม่น่าจะได้ผล
อย่างไรก็ตาม ไวรัสดังกล่าวยังคงตอบสนองต่อยาต้านไวรัส ได้แก่ Oseltamivir (Tamiflu)
และ Zanamivir แต่สามารถดื้อต่อ ยา Amantadine ได้เช่นกัน” ศ.นพ.ยง ขยายความ

** การแพร่เชื้อ อาการ

กับคำถามที่ว่าการแพร่เชื้อนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
แล้วหากกินหมูจะติดโรคหรือไม่นั้น นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า

เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป
คือเชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด

หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา
แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้บริโภคทั้งหลายหายกังวลได้เปลาะหนึ่ง คือ
เชื้อนี้ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู!!!

สำหรับอาการที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ
มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก

นอกจากนี้ในบุคคลที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ
หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการที่รุนแรงขึ้นได้

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด มีไข้สูง ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ
ควรพบแพทย์ทำการวินิจฉัย รักษา และควบคุมโรคต่อไป

“หากป่วยและมีอาการ ควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน
หรือสถานที่แออัด ประชาชนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผัก ผลไม้
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า ล้างมือบ่อยๆ” นพ.ปราชญ์ เสริม



** เตรียมพร้อมรับมือโรคพันธุ์ใหม่

ด้านการเตรียมการ ป้องกันเฝ้าระวังโรคนั้น ได้รับคำยืนยันจาก นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.กระทรวงสาธารณสุข
ไปแล้วว่า ในไทยยังไม่พบเชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศเม็กซิโก

แต่ทั้งนี้ก็ได้สั่งการให้สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เพื่อเร่งรัดการเฝ้าระวังโรค รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย

การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย การเตรียมเครื่องมือและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศ
โดยประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา อย่างใกล้ชิดด้วย


นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ในฐานะประธานศูนย์ปฎิบัติ การควบคุมโรคอุบัติใหม่กระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำด้วยว่า

ได้จัดเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวังป้องกันของไทยขั้นสูงสุด
เพื่อสร้างความมั่นใจแก่คนไทย จะไม่ป่วยจากโรคดังกล่าว

ซึ่ง “ขณะนี้โรคนี้ยังไม่มีการระบาดสู่ไทย” แต่ถึงอย่างไรก็ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์โรคนี้อย่างใกล้ชิด
ทั้งการป้องกันเฝ้าระวัง ทุกจุดผ่านแดน และความพร้อมของสถานบริการเพื่อการรักษา

** ด่านสกัดตั้งแต่ประตูสู่ประเทศ

นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า
จากการประชุมร่วมกับผู้แทนองค์การอนามัยโลก เมื่อคืนวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา

องค์การอนามัยโลก ยังไม่ได้ประกาศให้การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินระดับ 4
ซึ่งหมายถึงการระบาดใหญ่

แต่ยังเป็นแค่ระดับ 3 คือ ให้เน้นเรื่องของการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดในแต่ละพื้นที่เท่านั้น

ในส่วนของประเทศไทยได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ
เตรียมพร้อมในการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ “เทอร์โมสแกนเนอร์”

บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติโดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ใ
นจุดที่มีเครื่องบิน หรือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดคือเม็กซิโก

และบางส่วนของสหรัฐอเมริกา พร้อมแจกเอกสารคำเตือนด้านสาธารณสุข (Health Card)
แก่ผู้ที่จะเดินทางเข้าและออกนอกประเทศ

ในส่วนของคนไทยได้เตือนให้งดการเดินทางไปประเทศเม็กซิโก
และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนีย เทกซัส ที่มีการระบาดของโรคในขณะนี้

รวมทั้งให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขขึ้นที่กรมควบคุมโรค
และหากมีความจำเป็นอาจจะต้องเปิดศูนย์ปฏิบัติการในระดับกระทรวง

เพื่อเป็นวอร์รูมในการติดตาสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดต่อไป

** กินหมูได้ไม่ติดโรค!!

“ข่าวการระบาดของโรคนี้ อาจทำให้ประชาชนไทยเกิดความวิตก
กลัวติดเชื้อ และไม่กล้ากินเนื้อหมู

จึงขอให้ข้อมูลว่า โรคระบาดดังกล่าวไม่ใช่โรคที่ติดจากการรับประทานหมู
แต่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีสารพันธุกรรมของหมูและคนผสมกัน

เป็นการกลายพันธุ์ของเชื้อในตัวคน ติดต่อจากคนสู่คนไม่ใช่จากหมูมาสู่คน
ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำว่า

ให้เฝ้าระวังผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และปอดบวมอย่างใกล้ชิด”อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

ทั้งนี้ นพ.มล.สมชาย บอกย้ำความมั่นใจด้วยว่า
กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สามารถรักษาโรคนี้ได้
ซึ่งมีเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศเม็กซิโก

แต่เชื้อนี้มียาต้านไวรัสที่รักษาได้ นอกจากนี้ ไทยยังมีระบบที่ใช้ตลอดปี
คือ การเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวมเพื่อคัดกรองหาโรคไข้หวัดนก

ซึ่งปกติไข้หวัดใหญ่ในคนจะพบเชื้อ H3N2 มากกว่า H1N1 อยู่แล้ว
การเฝ้าระวังจึงสามารถเพิ่มเติมรองรับใช้กับโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้ได้

แหล่งที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

หลอก..หมาน้อย~

" แดดส่องทางพู้น....นนนน
มันก็ฮ้อน..ถึงคนอยู่ทางพี้...

ยังคง..อยากได้ยิ๋น..ทุกเฮื้องลาว..ววว"

ฮิฮิ :)

ปกติไม่เคยเขียนให้คนอ่านหลายคนนะ
วันนี้ทำเพื่อจิต-ใจ-ดี นะเนี๊ยะ 55..5

(ไม่ได้เลียนแบบใครนา...แค่ล้อเลียนพี่เบิร์ดเสยๆ) :P

หวัดดีค่ะ...สบายดีนะคะทุกๆคน
หลังจากหยุดยาวไปนาน...(สงกรานต์)

ทางอุดรฯ(พี่สีตะวัน) ทางเชียงใหม่(คุณรินดา)
ทางบอสตัน(คุณอุ๊คุณภาส) เย็นฉ่ำๆนะคะ :D



สำหรับดิฉันสบายดี..ยิ่งกว่าสบายค่ะอิอิ -__-"
เพราะว่าวันนี้ได้พักผ่อนอย่างเป็นทางการแย้ววววววว...
ภาวนาแค่ว่า....อย่ามีงานด่วนเข้ามานะคะ :)

-------------------------------------------

นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552
เวลา 4 ทุ่มกว่าๆ

"เหมย" หมาอันเป็นสุดที่ฮัก
แต่นานๆจะให้ข้าวมันที

เพราะหน้าที่นี้แม่ทำ..เรามีหน้าที่หยอก อิอิ :P

"เหมย"
คลอดลูกครั้งแรกค่ะ

คลอด 8 ตัว(เพศผู้ 4 เพศเมีย 4)
รอด 4 ตัว(เพศผู้ 2 เพศเมีย 2)

ส่วนอีก 4 ตัว หายใจไม่ทัน...
หรือว่า..ทำความดีมาน้อย
หรือว่า..ยังไม่ถึงเวลาเกิด..
หรือว่า..อะไรก็ตามแต่..
อั้ยหมาน้อย 4 ตัว ก็ถือว่าโชคร้ายล่ะกัน -_-"


มันได้ตายจากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆค่ะ

เอาล่ะ...ในความคิดฉันตอนนั้น
แทนที่จะดีใจ..กะอั้ย "เหมย"

นี่เลยค่ะ...ใช้ความน่าจะเป็นที่เคยเรียนมา
จัดหมวดหมู่จำนวนลูกหมาทันที...
(ก็ 28 ต่อ 1 มีนาคมนี่คะ นึกว่ามันจะให้โชคทางนี้) T_T"

ตีเป็น...ตัวเลขนำโชค
เพราะว่า..เคยได้ยินคนบอกว่า
หมาลูกแรก..จะนำโชค
(ก็โชคค่ะ..แต่มันไม่ใช่โชคทางตัวเลขอ่ะ)

คำเตือน:: อ่านถึงตรงนี้..อยากบอกว่า
อย่า...งมงาย อย่าใช้ความน่าจะเป็นแบบอิฉันนะคะ
อิอิ :P

หลังจากวันที่ 1 มีนาคม 2552
ฉันก็..ยังไม่ได้เจอหน้าหมาน้อย
ลูกๆของอั้ย "เหมย" เลยค่ะ

หน้าตามันจะเป็นยังไง..
เหมือนใคร...อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ
เพราะว่า.."เหมย"
มันมีแฟนหลายตัว :P

พ่อ+น้องชาย+ เรา ...เชียร์อั้ย "ป๋อง" (ตัวที่มันตายเพราะติดสาวน่ะค่ะ)
เพราะ "ป๋อง" นิสัยดี ตลกๆ

แต่ "เหมย" มันไม่ชอบ
มันนอกใจป๋อง...ไปชอบหมาไทบ้าน
ที่เป็นหมาบ้านนอกๆๆ น่ะค่ะ
(หมาบ้านนอก...หล่อ แกร่ง เท่ นะจะบอกให้)

ลูกออกมาก็คงหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

อ้อ...จาก 4 ตัวที่เหลือ
มีคนขอไปเลี้ยง..ค่ะ

เหลือ 2 ตัว

แม่บอกว่า..หมาลูกแรก..ไม่อยากให้ฉันเลี้ยง
จริงๆฉันก็ไม่ค่อยจะได้เลี้ยงทุกตัวล่ะ
เพราะชอบหยอกเล่นอย่างเดียว.. :D

และแล้ววันนี้..
ดิฉันก็เดินทางไปทุ่งนา
เพื่อไปพบปะชีวิตแบบบ้านนอก
แบบลูกทุ่งๆ

ไปถึงนา..ก็เจออั้ยตัวนี้ล่ะ
มันไม่สนใจฉันเลย

นั่งหันข้าง..ไม่ทัก..ไม่ทาย
(แอบคิดในใจ..เดี๋ยวเต๊ะสักป๊าบเลยอั้ยหมานี่ อิอิ)



ฉันเลยนำเทคนิคโจรมาใช้ค่ะ
เวลาเจอหมาเฝ้าบ้าน(เฝ้านา)เฉยเมย
ให้เอาอะไรก็ได้ทึ่คิดว่ามันชอบล่ะ..มาล่อ

ถ้าในทีวี..คงเป็นกระดูก
แต่บังเอิญฉัน..ยังวัยรุ่นซิงๆอยู่
พกเส้นค่ะ..

นี่เลย..ติดใจไม่พอ
ติดปากเลยค่ะ :D



หร่อย..มั้ยน้อง
วันหลังเดี๋ยวพี่เอามาล่อใหม่นะจ๊ะ ^^"

และไม่นาน...นนนน
อั้ยตัวนี้...ก็วิ่งมาแบบงงในจิต..ค่ะ



มองอะไรอั้ยหมาน้อย..
สงสัยถามมาเลยดีกว่า..
นี่แหล่ะ..นายของแก

รีบยกขาหน้าไหว้เลย...




อ่ะน่ะ..บอกแล้วเสยค่ะ



มันไม่ตอบฉันค่ะ
มันเดินไปหาแม่ของมัน
แต่มองหน้าฉันค่ะ

เอ้า..มองเข้าไป
จะถามก็ไม่ถาม..
เอ๊ะ..หรือว่ามันถาม
แต่ฉันไม่ได้ยินแฮะ ^^"
จากนั้นฉันก็ไปทักทายตัวอื่นๆค่ะ
อั้ยนี้ ชื่อ "Honda"

มันไม่สมาร์ท..แต่มันนิสัยดีค่ะ
เนื่องจากมันเป็นหมาดำ
มองในความมืดได้ไม่ดีเท่าไหร่
ถ้าหายในความมืด..ล่ะ หาตัวลำบากตาเลยล่ะ :P


สาว "ข้าวปั้น" เลยไม่ชอบ
ปัจจุบัน "ข้าวปั้น" เปลี่ยนชื่อใหม่ตามนิสัยที่แสดงออก
ว่า "แว้ " (หน้าทำแว้ๆ)
วันหนึ่ง..."แว้" เข้าไปในบ้านกะพ่อ
อั้ยฉันก็เลยเอิ้นดังๆว่า "แว้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"
บังเอิญแถวบ้านมีคนชื่อ "แว้" เดินผ่านมา
555...5
ขานรับฉันค่ะ
(หลายปีก่อน..ในบรรดาหมาที่ตายไป
มีชื่อสรพงษ์ ศรราม ดาวพระศุกร์ ด้วยล่ะ) จะบอก
ตั้งให้..เพราะชื่นชอบดาราค่ะ
ไม่ใช่เอาคนมาเปรียบเทียบกะหมานะ
แต่พอหลังๆ...ไม่เอาล่ะ
เดี๋ยวจะโดนฟ้องร้อง 555...5
ตอนนี้ "แว้" ตั้งท้องใกล้คลอดอีกล่ะ
ก็ได้แต่หวังว่า..ลูกมันจะนำโชคค่ะ อิอิ :D

ส่วนอั้ยหมาน้อย
อ้อ..แม่จัดการตั้งชื่อให้เลยค่ะ
เพราะฉันไม่อยู่ล่ะสิ
แม่ได้โอกาส..เอาเลยค่ะว่า
"อั้ยเท่ง" อีกตัว "อั้ยโหน่ง"
ที่เหลือ...ไม่รู้
แล้วแต่เจ้าของใหม่มัน..แม่บอกงั้นค่ะ
เรางง..แม่ว่า
มันเพศเมีย
ทำไมแม่ตั้งชื่อเป็นเพศผู้
อ๋อ...แม่เคยดูรายการ
"ชิงร้อยชิงล้าน" ช่วงตลก
แม่จำได้...และติดใจเลยตั้งไปค่ะ
เอ่อ...แม่ก็ชอบดาราตลกหรือนี่ 55..5

อั้ยหมาน้อย...มันไม่สนใจฉันค่ะ
หลังจากตัวแห้ง...มันก็หนีไปหานอนเสยยยยยยย...ย

อ่ะ..ตัวนี้เอานมเปรี้ยวล่อดีกว่า



เปิดได้..ฉันให้กินฟรีเลยอ่ะ -_-"
และหลังจากนั้น..ก็ชวนมันเล่นค่ะ
มันไม่เล่น..ก็จี้ให้มันเล่นค่ะ
เล่นไปเล่นมา..
แหม..มันขี้โกงค่ะ
ดูสิ...

มันเหยียบเท้าฉัน
มันร้องเสยเลย...

:D


หมาสองตัวนี้..ดีค่ะ
เพราะแม่มันคอยห่วงใยอยู่ข้างกายตลอด
บอกว่า "อย่าหยอกกันนะลูก"
มันก็เชื่อฟังค่ะ
แต่ว่า..มันเชื่อฟังฉันมากกว่า
เพราะฉันบอกว่า "เอาเลยๆๆๆใครชนะให้กินหนมเส้น"


ท่าทาง..สองตัวนี้เอาจริงค่ะท่านผู้อ่าน อิอิ :D


มันไม่รู้หรอกว่า..หนมเส้นนั้น
ฉันได้กินลงท้อง..หมดแล้วเรียบร้อย :)


และก็ในที่สุด..
อั้ยเหมย...มันก็เห็นค่ะ
มันก็บอกให้ลูกมันหยุดเล่นกัน
(รู้..เพราะว่ามันส่งเสียงร้อง..คล้ายว่า
ลูกโดน...เราหลอกค่ะ เพราะเหมยมันเห็นเรากินหนมเส้นหมดไง๊)



"แห่ะๆ...
รู้งี้..กัดคอ..อั้ยลูกเพ่ของแม่ ดีมั้ยเนี๊ยะ"
"~ Love me,Love to bite my dog :P"
:D

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

ห้ามอ่าน~

อ่ะน่ะ...ใครเข้ามาอ่านบ้างแสดงตนเลย
ห้ามขี้ตื้ดเม้นด้วยนะ :D

ล้อเล่นค่ะ...
นานๆจะอารมณ์ดีแบบนี้ที

พออารมณ์ดี...ก็อย่างเขียนอะไรดีดี
มาฝากชุมชน จิต-ใจ-ดี กันค่ะ

จริงๆแล้ว Fw:mail นี้ได้มานานล่ะ
ก็บังเอิญ Save ไว้..

ว่าสักวันหนึ่งเราน่าจะได้ใช้มัน
เป็นไงล่ะ...ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าค่ะ
(คงกลัวว่า...เราจะไม่เกิดอีกล่ะ 55..5)

วันนี้เอามาใช้ให้เห็นเลย
เพราะเพียงแค่ว่า..ความรู้สึกดีดีของใจ
เมื่อมีเพื่อนเก่า...คอยช่วยเหลือเราเนี๊ยะ
กลับมาอีกครั้ง...

มันรู้สึกดีจริงๆนะ

แต่ไม่รู้ว่ามันจะเข้ากะเมล์นี้ป่าว(เปล่า)
งั้นเรามาอ่านพร้อมกันสิคะ

ใครอ่านก่อนล่วงหน้าปรับนะ อิอิ :P


"แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก


เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก ผมเคยคิดว่า
เสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์
ดังนั้น ผมจึงบอกว่า "แม่ มันคือ หู "

แต่แม่บอกว่า "ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวกแต่ก็ยังอยู่ได้"
ลูกลองคิดดูไปก่อนนะแล้วเร็ว ๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่นะ

หลายปีผ่านไปก่อนที่แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง
ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา
และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า

"แม่ การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ คน ดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลยที่สำคัญที่สุด"
แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า

"ลูกเรียนรู้ได้เร็วมาก แต่ว่าคำตอบยังไม่ถูกจ้ะ เพราะว่า ยังมีคนมากมายที่ตาบอด แต่ก็ยังอยู่ได้"
ผมอึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้าหาความรู้ต่อมาอีกหลายปี
และแม่ก็ยังคงถามผมอีกหลายครั้ง และทุกครั้ง
คำตอบของแม่ก็คือ "ไม่ใช่จ้ะ แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุก ๆ ครั้งนะจ๊ะลูกรัก"

จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก
ทุกคนร้องไห้ แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย
ผมจำได้ดีเพราะว่า มันเป็นเพียงครั้งที่สองที่ผมเห็นพ่อร้องไห้
แม่มองมาที่ผม ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่ แล้วแม่ก็ถามผมว่า

"ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุด ลูกรัก ?"

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์
ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนงงของผม และก็บอกว่า

"คำถามนี้สำคัญมากลูก มันแสดงให้เห็นความจริงในชีวิตของเรา"

สำหรับอวัยวะต่าง ๆ ที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญในอดีตที่ผ่านมา
และแม่ได้บอกกับลูกว่ามันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด
แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด


แม่ ก้มลงมองมาที่ผม ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนนึงจะทำได้
ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า

"ลูกรักส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ "บ่า"จ้ะ"

ผมถามแม่ว่า "เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ใช่มั้ยครับ?"
แม่ตอบว่า "ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับศีรษะของเพื่อนของเราหรือ
คนที่เรารักเมื่อยามที่เค้าร้องไห้"


คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคน ไว้คอยซบยามร้องให้ในบางช่วงเวลาของชีวิต
ลูกรักแม่เพียงแต่หวังว่าลูกจะมีเพื่อนและคนรัก
ที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้ยามเมื่อลูกต้องการ
ตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา คือการไม่เห็นแก่ตัว
และมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น


คนเราอาจจะลืม
สิ่งที่คุณพูด.......
คนเราอาจจะลืมสิ่งที่คุณทำ.........
แต่ไม่มีใครลืม
สิ่งที่ทำให้เค้า "รู้สึก" ได้......


เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า....
คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก
แต่คุณรู้ว่า พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณตลอดเวลา......

ปล. เขียนว่าห้ามอ่าน...เหมือนเขียนบอกว่า ห้ามลัดสนาม เสยๆ :P

ถึงจะเดินถอยหลังก็ยังต้องออกแรง





"นิยายจีนกำลังภายในส่วนใหญ่ที่ผมเคยอ่าน
มีตัวละครที่เป็นตัวร้ายฝีมือสูงส่ง
ทำเรื่องชั่วทุกอย่าง แย่งสุดยอดคัมภีร์แห่งยุทธจักร"


เพื่อจะได้เป็นจอมยุทธอันดับหนึ่งแห่งบู๊ลิ้ม
เมื่อได้คัมภีร์มาก็ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง
จนกลายเป็นยอดฝีมือฝ่ายอธรรม

ฝีมือร้ายกาจจนในช่วงต้นพระเอกมักต่อกรด้วยมิได้
คิด ๆ ดูก็น่าขำ คนร้ายในนิยายช่างขยันขันแข็งเสียนี่กระไร ไม่ท้อถอย
ฝีกฝนลมปรานวิชามารทุกวี่ทุกวัน
ไม่ค่อยเห็นคนเลวที่ขี้เกียจ
ตื่นสาย อู้การฝึกวิชา

พูดง่าย ๆ คือนิสัยไม่น่าคบ
พฤติกรรมอาจชั่วร้าย แต่เรื่องความขยันหมั่นเพียรไม่เป็นรองใคร !

มองในอีกมุมหนึ่งคือ แม้แต่คิดจะชั่ว ก็ยังต้องขยัน ยิ่งคิดจะชั่วมาก ก็ยิ่งต้อง ”ขยัน"มาก
ในนวนิยายเรื่อง อุ้ยเซี่ยวป้อ ของกิมย้ง
พระเอกเป็นคนขี้เกียจมาก ไม่ชอบฝึกวิชาการต่อสู้

อาจารย์คนหนึ่งของเขาจึงสอนวิชา “หนี” ให้เขา
หลักวิชานี้คือ ไม่ว่าคนที่จะมาทำร้าย
มีฝีมือเก่งแค่ไหน ผู้ฝึกวิชาจะหนีพ้นได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม
พระเอกซึ่งเป็นคนขี้เกียจก็ยังต้อง”ฝึกฝน”วิชานั้น
ผู้คนในโลกของความจริงไม่ค่อยขยันเช่นนั้น

โดยเฉพาะในโลกที่ “ความสำเร็จของชีวิต” แปลว่า “ความสบาย”

แต่
"ความสบายกับความขี้เกียจเป็นคนละเรื่องกัน "
"หลายคนอยากสบายโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
ทำงานชิ้นสองชิ้นก็บ่นว่าเหนื่อย "


"ทำงานเกินเวลาสักนาที ก็บอกว่าชีวิตไม่ยุติธรรม "


"ทำงานในสายที่ไม่เคยลอง ก็บ่นว่าอยากลาออก "

กลายเป็นวัฒนธรรมขี้บ่นที่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก

ค่านิยมในโลกปัจจุบันคือ ทำงานน้อยได้เงินมาก
ได้กำไรเร็ว จัดเป็นหลักการตลาดชั้นเลิศ

"ลงทุนลงแรงต่ำ ได้รับค่าตอบแทนสูง
ลงทุนวันนี้ ได้กำไรพรุ่งนี้ ถือว่าเก่ง
ลงทุนเช้า ได้เงินบ่าย ถือว่าเยี่ยม "

การตีเหล็กให้เป็นเครื่องมือใช้แต่ละชิ้น ต้องใช้ความร้อนสูงจัด
ผ่านการตีจนเป็นรูปเป็นร่างที่ต้องการ แล้วจึงปล่อยให้เย็นตัวลง
กลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่า

"ความสบายที่ได้จากความลำบากนั้น
จึงมีคุณค่ากว่าความสบายที่เดินทางมาถึงมือง่าย ๆ "

วิลเลียม เจมส์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งอเมริกาในรอยต่อศตวรรษที่ 19-20
บอกว่า
" มนุษย์ส่วนใหญ่ถูกโปรแกรมให้รู้สึกเหนื่อยเมื่อถึงเวลาเหนื่อย
มนุษย์เราใช้พลังน้อยกว่าที่มีอยู่จริง "
เขาบอกว่า ...
หากคุณผลักความเหนื่อยออกไปอีกสักนิด
คุณจะได้งานมากกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ

แน่ละ ความหมายของวิลเลียม เจมส์ มิใช่ต้องการให้คนทำงานจนตายคาที่
แต่ให้ลองทดสอบดูว่า บางครั้งการยอมแพ้เกิดจากใจไม่สู้ ไม่ใช่กายไม่พร้อม

เราคงไม่ต้องขยันจนถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล
ซึ่งอาจมากเกินความพอดี แต่คำถามคือ
แค่ไหนคือความพอดี
เท่าไหร่คือความเหมาะสม

บางคนทำงานได้มากมายกว่าจะเหนื่อย
บางคนทำนิดเดียวก็ “รู้สึก” เหนื่อยแล้ว
บางคนไม่ทำอะไรเลย ก็ยังเหนื่อย

ผมไม่เคยเห็นใครที่ขยันแล้วชีวิตฉิบหาย
ตรงกันข้าม คนที่ชีวิตพังทลายส่วนใหญ่มาจากความขี้เกียจ ความเขลา และความโลภ
ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องลงแรง

ถึงจะเอนกายนอนพัก ก็ยังต้องออกแรงเขยื้อนกาย
ถึงจะเดินถอยหลัง ก็ยังต้องออกแรง
จะยกธงขาวยอมแพ้ ก็ยังต้องออกแรงยกธง
ที่มา :หนังสือ อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก ของ วินทร์ เลียววาริณ

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

จดหมายน้อย...จากใจ

แห่ะๆ..
สวัสดีค่ะ..พี่สีตะวัน
ขออนุญาตชาวชุมนุมจิต-ใจ-ดี นะคะ
หากว่าเป็นการรบกวนข้าน้อยขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะเจ้าคะ :D


เขียนบรรยายความในสักจ๋ง..สองจึ๋ง :D

ถึงพี่สีตะวันจากใจเป็นกรณีพิเศษค่ะ O_o"
ช่วงนี้หนูค่อนข้างออกจะปล้ำๆเปล๋อๆ
หยิบจับอะไรก็ขาดๆเกินๆ

จะหาความตรงและลงตัวเป๊ะๆนั้น....
ไม่มีเอาซะเลย

เอาล่ะนะ...เข้าเรื่องดีกว่า
เขียนมากเดี๋ยวผิดเยอะอีก...

คือ..เมื่อวานนาจำได้ว่า...
ก่อนเลิกงาน..นาได้เข้ามาอ่าน
Entry เกี่ยวกับรหัส ATM ล่ะค่ะ

แล้วก็เม้นไปจึ๋งหนึ่ง...
จำไม่ได้ว่าเม้นอะไรพลาดไปป่าว

จำได้แต่เพียงว่าร้องเพลงเชียร์ของสาวพยาบาล มข. อ่ะ
และก็ให้มีสติ ไม่ประมาท เวลากดบัตร ATM (นิดหนึ่ง) ^^"

หลังจากนั้นก็ไม่เข้าเน็ตอีกเลย
เพราะระยะหลังมานี้...จะพยายามลดการเล่นเน็ตหลังเลิกงาน
(ประหยัดช่วยตัวเองค่ะ จะเล่นเฉพาะเวลาราชการที่(แอบ)ว่างๆ
จะได้เล่นเน็ตฟรี ประหยัดช่วยตัวเองอีกต่อ ช่วยหลวงบริหารงบน่ะ แห่ะๆ
ใช่หรอกค่ะ...ที่ทำงานอุตส่าห์ติดตั้งไวเลจให้แล้ว ไม่มีคนใช้นี่สิยิ่งเปลืองงบประมาณ
ว่าไหม....) :D

ทีนี้...วันนี้ตอนเที่ยงๆ ทานข้าวไปด้วย
เล่นเน็ตไปด้วย ตั้งใจแวะเข้าจิต-ใจ-ดี

อ้าว...
อ้าว....อ้าว
อ้าว...อ้าว..อ้าว....

เป็นอีหยังอีกล่ะน้อ
หนูไปเม้นอะไรพลาดอีกล่ะหนอ

Entry พี่สีตะวันหายไปไหนอ่ะ
เป็นเพราะหนูเม้นอะไรผิดไปป่าวคะ

คือว่า..ถ้าหนูพลาดอะไรไป
หนูอยากบอกว่า

"หนูขอโต๊ดดดดดดดดดดด ขอโทษจากใจนะคะ :D
ให้อภัยหนูน๊า..."

ปล. วันนี้หนูคิดเลขผิดด้วยล่ะ กว่าจะหาทางเอาตัวรอด
จากเด็กเก่งเหงื่อแตกซิกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
(งานเยอะสมองเบลอ คิดอย่างมือเขียนอย่าง)

คืนนี้...หนูคงนอนไม่หลับอีกล่ะ
เพราะงานเข้าเยอะมาก เด็กใกล้สอบ O-Net, NT, LA
ติวเด็ก...จนหัวฟู (ยิ่งมีผมน้อยๆอยู่)

ติวข้อสอบ Math ให้เพื่อนครูประถมคนอื่นด้วย
เพราะเค้าคิดไม่ได้...
(อั้ยมัธยมหนูก็ยังจะไม่รอดยัง ส. ใส่เกือก...ไปช่วยประถมเสย)

อั้ยเรามันก็...เป็นเสือไม่มีลาย แต่อยากไว้ลาย
เลยเอามาทำให้แบบลำบากลำบน (ขอบ่นก่อนทำมันดูมีค่าดีค่ะ อิอิ) :P

ก็มันบรมยากมากเลย...
สมัยหนูเรียนยังไม่เคยพบเคยเจอเลย 555...5

หมดกระดาษทดอันขาวสะอาดไปหลายปึก

เวลาคิดไม่ได้...นี่มันอึดอัดมากเลย
ดูสิ...ตัวเอง(หมายถึงเพื่อนร่วมงาน)คิดไม่ได้
ยังมีการสั่งการนะว่า.. "จะเอาพรุ่งนี้"

ง่าๆๆๆ..... เห็นหนูเป็นอะไรนี่
เห็นหนูเป็นคนไหมหนอ

หนูเป็นคนนะคะ คนดีด้วย อิอิ :P

อ่ะ....พี่สีตะวันว่าไงอ่ะ
หนูกำลังต้องการกำลังใจมากเลย
พี่สีตะวันให้อภัยหนูน๊า นะคะ

อ่ะ...คืนนี้ดึกๆ
มอบเพลงนี้จากใจให้พี่สีตะวันฟังคนเดียวนะคะ :D


ดอกนีออนบานค่ำ - ตั๊กแตน ชลดา

(/ \) ...(Y_Y)"

NA
17.41 น.
20 Jan. 2009

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

ทำไมน้ำตกจึงสวย

มองดูสายน้ำ...
อยากเป็นปลาจัง

จะได้เล่นน้ำท้าลมหนาวแบบอุ่นกาย
แถมอุ่นใจ อิอิ :P



หายตัวไปซะนาน
แต่ว่า...ยังหายใจอยู่ แห่ะๆ
วันนี้อุณหภูมิใจติดลบ
(จะกี่องศา...ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของร่างกายคนรอบข้างค่ะ) :P
งั้นวันนี้อยากมาแทรก ซด หอบเอา
มวลแห่งจิตใจดี เข้าสู่จิตใจอันบอบางสักขีดสองขีดก่อนล่ะ :D
อนุญาตนะคะ
แต่ก่อนไป...มีเรื่องดีดีพกติดไม้ติดมือ
ขอแปะไว้ให้อ่านเล่นๆน๊า


รู้ไหม...?
ทำไมน้ำตกถึงสวย...

พ่อ :
รู้มั้ยลูก...ทำไมน้ำตกถึงสวย...
ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ...


พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก...
…ที่น้ำตกสวยน่ะ...


…เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก...


ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ...


พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า...
…เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว...
…น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..
…เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก...ไม่เห็นแก่ตัว...
…แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้...

…น้ำตก..ถึงสวย...
…และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก...ที่มีเสน่ห์..ไงละ

--------------------------------------------------------------------------------


ข้อคิดจากเรื่องนี้... อย่าลืมน่ะลูก... ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก...
ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก.. หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก... อย่าเก็บสิ่งดี ๆ
นั้นไว้..คนเดียว.. ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ...แบ่งปัน...ออกไปให้มากที่สุด
มีก็แต่คนที่ "ให้" ออกไปเท่านั้นแหละ...

ลูก.. จึงจะเป็นคนที่ "ได้รับ"
อย่างแท้จริง...


ที่มา : ธรรมะคลายใจ...ท่าน ว. วชิรเมธี

หมายเหตุคนให้: ช่วงนี้อากาศหนาวมากเลย

ห่มผ้าห่มหนาๆนะคะ โดยเฉพาะคนยังไม่มีแฟนควรดูแลตัวเองเป็นกรณีพิเศษ :D

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อะไร..คือชีวิต

ถ้าโลกนี้ไม่มีคนจน
คุณจะรู้ได้ไงว่าคุณรวย

ถ้าโลกนี้ไม่มีคนโง่
คุณจะรู้ได้ไงว่าคุณฉลาด

**ถ้าโลกนี้ไม่มีคนขี้เหร่
คุณจะรู้ได้ไงว่าคุณหล่อหรือสวย(มาร์คซะด้วย อิอิ)

ถ้าโลกนี้ไม่มีแม่สี(แดง นำเงิน เหลือง)
คุณจะรู้จักสีเขียว ฟ้า ม่วง ไหม

ถ้าโลกนี้ไม่มีคำว่า"แพ้"
คุณจะได้รู้จักกับคำว่า "ชนะ" ไหม

ถ้าโลกนี้ไม่มีความทุกข์
คุณจะรู้ได้ไงอะไรคือ ความสุข

ถ้าโลกนี้ไม่มี ฤดู คุณจะรู้จักไหม เม็ดฝน หิมะ
หรือ อากาศร้อน

ถ้าโลกนี้ไม่มีคำว่า "อกหัก"
คุณจะรู้จักไหมกับความรักที่แท้จริง ....

ยังมีอีกมากมาย หลายอย่าง
ที่ทำให้เราได้รู้จักความแตกต่าง

สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อเตือนสติของคนว่า
อย่ามองอะไรแค่ด้านเดียว

เพราะโลกก็เหมือนกระจกที่มี สองด้านเสมอ
หรือโลกก็เหมือนกับช่วงเวลา

ที่มีมืดก็ต้องมีสว่าง

ในบางครั้งคุณอาจจะมองการกระทำของคนอื่น
ว่าโง่กว่าการกระทำของคุณเอง....

แต่คุณอาจจะเป็นคนโง่ในมุมมองของคนอื่นได้เช่นกัน

จงอย่าคิดว่าคุณเป็นคนที่เก่งกว่าใครๆ
เพราะถ้าคุณคิดนั่นหมายความว่าคุณพร้อมที่จะโง่แล้ว

บางคนที่ด้อยกว่าคุณ...มีโอกาสน้อยกว่าคุณ
ไม่ได้หมายความว่าคุณเก่งกว่าเค้า.....

...วันนี้คุณล้มก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะลุกขึ้นไม่ได้ ...
วันนี้คุณมีเงิน ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะรวยเสมอไป ...

วันนี้คุณร้องไห้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันหัวเราะ

วันนี้จะมีซักกี่คนในโลกใบนี้ที่ใช้ชีวิตไปกับความแตกต่างที่เกิดขึ้น
ได้อย่างเข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่จะตามมาอย่างไม่มีข้อแม้

ที่มา: Fw:mail ค่ะ
--------------------------------

ปล. อยากรู้จัง..ถ้าวันนี้..ไม่มี จิต-ใจ-ดี
เราจะมีวันนี้มั๊ยน๊า.. อิอิ:P

ชุมชน จิต-ใจ-ดี หายไปไหนน๊า
คุณพี่สีตะวัน..ขอเสียงหน่อยค๊า
คุณภาสสอบเสร็จยังเอ่ย..
คุณรินอยู่เจียงใหม่หนาวไหมหนอ..

คิดถึงจ้า..:D

คุณค่า & จิตใจ

เคยสงสัยไหมว่า ...

"ทำไมคนใกล้ตัวถึงไม่น่าสนใจ?"

เคยสงสัยไหม ..
ว่าทำไม...เรามักจะไม่ได้รู้จักกับคนที่เราอยากรู้จัก

และคนที่เรารู้จัก...มักจะไม่มีใครน่าสนใจ
หรือไม่ก็ไม่ใช่สเปคเรา......

เคยได้ยินเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง...
มีผู้ใหญ่เขาเล่นกับเด็ก

ผู้ใหญ่กำเหรียญอยู่ในมือ แล้วถามเด็กว่า
อยากรู้ไหม.... ในมือของท่านมีอะไร

ถ้าอยากรู้ให้เขกพื้น 5 ที
เด็กก็เขก แต่ผู้ใหญ่ก็ยังไม่ยอมบอก

แล้วก็ถามอีกว่าอยากรู้จริง ๆ ไหม
ถ้าอยากรู้จริง ๆ ให้เขกพื้นอีก 10 ที

เด็กก็เขกอีกด้วยความอยากรู้
คราวนี้ผู้ใหญ่แบมือให้ดู ...

เด็กก็ได้พบว่า...เป็นแค่เหรียญธรรมดาเหรียญหนึ่งเท่านั้น

ต่อมาผู้ใหญ่กำมืออีก แล้วถามอีกเหมือนเดิมว่า..
อยากรู้ไหมว่า...มือท่านมีอะไร

คราวนี้เด็กไม่สนใจ ไม่อยากรู้แล้ว
จริง ๆ ก็คือเมื่อเด็กได้รู้แล้วว่าในมือผู้ใหญ่
เป็นแค่เหรียญธรรมดาเท่านั้น
ไม่มีอะไรพิเศษเลย เขาก็เลยไม่สนใจอีก...


นี่แหละ คนเราก็เป็นแบบนี้
ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา

ไขว่คว้าเพื่อให้ได้รับรู้
เมื่อเราได้รู้แล้วว่ามันคืออะไร

มันเป็น ยังไงเราก็ไม่สนใจมันอีก

ถามว่าเหรียญในมือเปลี่ยนไปไหม
ค่ามันน้อยลงไหม

เปล่าเลย ค่าของมันเท่าเดิม
ยังคงเป็น เหรียญ ๆ เดิม
ทั้งก่อนและหลังที่เราเห็น

แต่ความรู้สึกของเราต่างหากล่ะ..ที่เปลี่ยนไป
ก็เป็นเพราะความรู้สึกที่เอื้อมไม่ถึง
ไปไม่ถึงนั่นแหละ...

ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของ สิ่งที่อยู่ไกล
ต่อเมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว

ได้รู้จักแล้ว เราก็ไม่รู้สึกเป็นพิเศษอีก...

“เพชร” ไม่ว่าจะมีคนพบหรือไม่ก็ยังเป็นเพชร
ธาตุแท้ของเพชรไม่เคยเปลี่ยน


"เหมือนเหรียญในมือ ไม่ว่าเราจะอยากดูหรือไม่
ผู้ใหญ่จะแบมือให้ดูหรือไม่
เหรียญก็ยังคงเป็นเหรียญ ๆ เดิม
และค่าของมันก็ ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิมเลย"

ปล. วันนี้เก็บเหรียญ 10 บาทได้
ตอนเห็นเป็นเหรียญ 10 แต่ตอนหยิบแล้วแบขึ้นมา
อยากให้เป็นมากกว่าเหรียญ 10 บาทจัง 555..5

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

18 คำตอบ ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง‏

"18 คำตอบ ..

ที่ทำให้คุณรู้สึก...

ไม่มีเรี่ยวแรง .."


เวลาที่เราอ่อนเพลีย เรามักโทษความเครียดและการนอนน้อย
แต่ยังมีสิ่งผิดปกติอื่นๆ อีกที่สามารถสูบพลังจนหมดตัวคุณได้

โชคดีที่เรามีวิธีเรียกพลังใจและกายกลับคืนมา...

1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป
คุณจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด
ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า 'phone-fatigue'

ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า
อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจน
ในระบบที่เป็นตัวให้พลังงาน

ดังนั้น ถ้าคุณใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างคุย

2. ความดันเลือดต่ำ
ความดันเลือดต่ำคือสาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง
แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่

ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำ
คือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุปปับ หรือเวลายืนนานๆ
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์

3. เล่นเน็ตดึกเกินไป
ฮอร์โมนเมลาโทนินจะกระตุ้นให้เรานอนหลับ
แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์ อาจทำให้เราหลับยาก
โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่

ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก และมีเวลานอนหลับน้อยลง
ให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น
อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวันใหม่หรือเปล่า

4. กินอาหารไม่เต็มที่
การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย
และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้น

ที่มันเกี่ยวกับอาการอ่อนเพลียก็เพราะการขาดธาตุเหล็ก
คือหนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลียที่พบมากในผู้หญิง

ดังน ั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุณ
ก็จะเพิ่มพลังใจและกายให้ด้วย

5. ไม่ออกกำลัง
นักวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาที
แม้จะแค่อาทิตย์ละครั้งก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังเลย
ประมาณ ! 30%

ถ้าเ ห็นว่าออกกำลังเป็นเรื่องยากเกินไป
ให้คุณกินผักและผลไม้เพิ่มคนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4-5 จานต่อวัน
จะออกกำลังได้อย่างสบายๆ

6. อิทธิพลของเดือนเกิด
ถ้าคุณเกิ ดเดือนธันวาคม หรือมกราคม
จะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน
หรือกรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ15 นาที
จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง
ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลังให้กับคนประเภทแรก

7. กรามแข็ง
คุณสามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า
ถ้าไม่ได้ คุณคงมีปัญหาที่เรียกว่าโรค TMJ (temporomandi bular joint)

แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม
และตำแหน่งของฟัน

อาการทั่วไปคืออ่อนเพลียและปวดหัว
ปวดคอ หรือไหล่ ควรปรึกษาทันตแพทย์

8. ธรณีหน้าต่างสกปรก
จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง
และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือสาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย
ใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดและตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่ามีราหรือเปล่า


9. ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด
ระดับความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี
มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด

ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิท
และเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียใน วันต่อมา
นำผ้าห่มผึ่งแดดเป็นประจำ เมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มีไรฝุ่น

10. เชื่องช้า งุ่มงาม
ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้น
เมื่อคุณงุ่มง่าม เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง
คุณเลยอ่อนเพลีย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด
ทำได้โดยเหวี่ยงแขนไปหน้าและหลัง สลับทีละแขน

11. อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย
คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วย

เพื่อลดอิทธิพลของพวกเขา
ให้จินตนาการว่าคุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกัน
ก็จะยับยั้งไม่ให้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวกเขาได้

12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ ไฟฟ้ามากเกินไป
ขั้วบวกที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์
หรือเครื่องปรับอากาศอาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมน

ที่ทำให้เราอ่อนเพลียและซึมเศร้า
ให้เสียบปลั๊กตัวแปลงขั้วไฟฟ้า
เพิ่ม ระดับของขั้วลบที่เสริมพลังในอากาศ

13. ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า
ถ้าคุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า
พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้

จากงานวิจัยพบว่า ผู้ร่วมวิจัย 50% มีอาการอ่อนเพลีย
ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟถ้วยแรกของวัน
ซึ่งมีถึง 13% ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

14. บ้านรก
ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบอกว่ากองสิ่งของรกเกะกะ
จะทำให้สถานที่นั้นขาดพลังและกระตุ้นให้คุณขาดพลังไปด้วย

คุณไม่ต้องถึงกับเก็บทุกอย่างในทันที
แค่สะสางพื้นที่อาทิตย์ละครั้งก็ใช้ได้

15. ร่างกายมีปัญหา
แม้ว่าการเจ็บหน้าอกคือสัญญาณหลักๆ
บอกถึงอาการโรคหัวใจ แต่สำหรับเพศหญิง สัญญาณนั้นอาจเป็นความอ่ อนเพลีย

ซึ่งมีมากถึง 70% ที่อ่อนเ พลียภายในเดือนนั้น
ก่อนหัวใจกำเริบ สัญญาณอื่นๆอาจรวมถึงการนอนไม่หลับ
หายใจขาดห้วง อาหารไม่ย่อยและความเครียด 43% ของผู้หญิง

ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย แม้โรคหัวใจจะกำเริบก็ตาม
พบผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนเป็นโรคหัวใจน้อยมาก

แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่ดี ควรตรวจร่างกาย
โดยเฉพาะถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สูบบุหรี่
ความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอลสูง เป็นเบาหวาน
หรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

16. กลั้นหาว
การหาวเป็นวิธีธรรมชาติที่ร่างกายของเรากระตุ้นให้เราตื่น
นักจิตวิทยาบอกว่าการเคลื่อนไหวของกรามจะบีบหลอดเลือดบนใบหน้า

ซึ่งส่งเลือดไปยังสมอง การกลั้นหาวจึงเป็นการยับยั้งกระบวนการนี้
และทำให้คุณยิ่งง่วงนอนมากขี้น

17. ใช้ชีวิตตามตาร าง
ตารางกิจกรรมที่เตือนคุณทุกอย่างว่าต้องทำอะไรบ้าง
คือตัวดูดพลังชั้นดี นักวิจัยพบว่าคนที่คิดว่าเขาทำอะไรไปได้มากแค่ไหน
มักจะอ่อนเพลียง่ายกว่าคนที่ทำสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อยๆ

18. หมอนเก่าเกินไป
ถ้าหมอนของคุณยวบยาบไม่แข็งพอ
จะทำให้ลำคอของคุณไม่ได้ระนาบเดียวกับลำตัว

ซึ่งไม่เพียงทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวซึ่งทำให้คุณนอนไม่หลับแล้ว
ยังไปกีดขวางระบบการหายใจเวลาคุณหลับด้วย

ถ้าหมอนของคุณอ่อนนิ่มจนโอบรอบแขนคุณได้
ก็ถึงเวลาซื้อใบใหม่แล้ว

ที่มา: จาก Fw:mail ค่ะ

"ลมพัดแรง อากาศหนาว
ขับยวดยานพาหนะก็ระวังด้วยนะคะ

หนาวนี้ขอให้ทุกคนทุกท่านแห่งจิตใจดี อุ่นกาย
อุ่นใจโดยถ้วนหน้าจ้า :D"

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ปากหัวเราะ:P

วันก่อนอ่าหัวเราะบำบัดจากพี่สีตะวัน
ทำให้นึกถึงกิจกรรมในชั้นเรียน
แต่คิดนอกชั้นเรียนได้ค่ะ

หลายสัปดาห์แล้วล่ะ
ได้มีโอกาสสอนเด็กในวิชาที่ว่าด้วย
การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรียกกำลังสอง
โดยวิธีทำเป็นกำลังสองสมบูรณ์
(หากว่า..งง ให้งงไว้ก่อนนะคะ
ห้ามถามค่ะ..เพราะถามแล้วอิฉันก็จะไม่ตอบค่ะ
หยิ่งค่ะ... 555...5)

ปกติก็จะมีการให้คะแนนในแต่ละกิจกรรม
เช่น ตอบเร็ว ถูกต้องให้ + 10
เขียนไม่สวยไม่สะอาด ติด - 5 -10 บ้าง
แล้วแต่ความเข้มของความสกปรก

พูดมาก ไม่ฟังติดลบตะพึดตะพือ
ถามแล้วถามอีกซ้ำคำถามเดิม
โดยไม่ฟังว่าเพื่อนถามยัง
ก็จะติดลบตะพึดตะพือ...
(บนความใจดี..ต้องแฝงความเข้มเข้าไว้ด้วยค่ะ อิอิ)

เด็กๆห้องนี้ให้ความร่วมมือดีมากถึงมากที่สุด
ประมาณว่า..ใครเข้าชั้นหลังครูเพียงก้าวเดียว
ถือว่ามาสาย..ติด-5 ไว้ก่อน
ตอบคำถามหักล้างกันได้

แต่หารู้ไม่ว่าตั้งเกณฑ์ไว้แล้ว
เราต้องทำเป็นตัวอย่างด้วยนะ

อ่ะ..นอกเรื่องไปยาว(เคยตัว..นึกว่าสอนค่ะ อิอิ)

มีอยู่วันหนึ่ง..เอานิสัยคุยทางเน็ตไปใช้
ในสมุดงานเด็กค่ะ

ใช้อย่างไรเหรอคะ
ก็ไปคอมเมนต์งานเด็กค่ะ

แต่ตอนลงท้ายเป็นแบบนี้ค่ะ
"555...5!"

พอเข้าชั้นเรียน
เด็กชอบเปิดสมุดว่า...ครูจะคอมเมนต์ว่าไง
จะให้ A+ B+ หรือคะแนนอย่างไร
เพื่อที่จะเอาไปอวดกัน

แต่อั้ยเจ้าเด็กชายคนหนึ่ง
มันเกิดอาการสงสัยในคะแนนค่ะ

"ครูครับผมได้ -5 หรือ +5 ครับ ทำไมมันหลายตัวจัง"

"ไหน....งานชิ้นนี้ครูให้ A B นี่คะ
-5+5 บ่มี๊..."

เด็กขึ้นเสียงค่ะ
"ครูบ่เชื่อผม..มาเบิ่งตี้ล่ะ"

"ไหนเอามาดู..."

พอเราดูเรานอกจากถึงบางอ้อแล้ว
เรายังขำแบบจำเลยตลอดชีวิตค่ะ

"บ้าแล้ว...ครูหัวเราะตั๊วนั่น"
"ครูบ้าจริงๆแหล่ะหัวเราะเป็นตัวเลข"

น่านมัน..รีบตอบค่ะ

"เธอไม่รู้ว่าครูสอนวิชาอะไร"
"คณิตครับ"
"อือ..ครูคณิตเค้าก็หัวเราะแบบนี้แหล่ะ"

555...5555

"โอ้ยครูนั่น...ชอบพูดอะไรให้ผมงงเรื่อยเลย
ครูแปลกกว่าทุกครูเนาะ ผมล่ะงึด"555...5

มันหัวเราะเลียนแบบและบอกว่า
"ผมก็เป็นลูกศิษย์ครูครับ"

แหม...มีเอาคืน

เหตุการณ์นี้เกิดกะเด็ก ม. 2 ค่ะ
เลยพาลให้นึกถึงเมื่อคราวสอนเด็กม.3
เหมือนกัน

ล่าสุด...สอนเด็ก ม. 2
แต่ไม่ใช่ห้องนี้ค่ะ
สอนเรื่องทฤษฏีบทพิธากอรัส

บังเอิญไปสอนเรื่องหน้าจั่วของบ้าน
ว่ามีอะไรบ้าง...

มีอยู่ส่วนประกอบหนึ่งคือ
"ดั้ง" ดั้งจะตั้งฉากกับขื่อ

เราเลยมีคำถามแผลงๆไปว่า
"นักเรียนคะ นักเรียนคิดว่าดั้งคนเราจะตั้งฉากกะอะไร"
เด็กตอบเป็นเสียงเดียวว่า

"ตั้งฉากกะปาก"

ถูกหรือผิด...ชุมนุมจิต-ใจ-ดี
ช่วยไปต่อ..ยอดความคิดกันต่อนะคะ อิอิ

แต่ดั๊นมีอั้ยคนหนึ่งสงสัยเหมือนกันถามครูว่า
ครูครับครูมีดั้งไหมครับ(มันก็รู้ว่าเราขาดแคลนดั้ง)

แต่เด็กก็คือเด็กค่ะ
เราเลยตอบแบบมั่นใจว่า

"ครูมีดั้งค่ะ..แต่ดั้งครูหลบใน"

555555555555....5555
(เสียงหัวเราะนี้ไม่อยากบอกว่าเด็กหัวเราะค่ะ)

อั้ยเราก็แอบภูมิใจที่ตอบชนะเด็กอีกแย้ววววววววว
เย้ๆๆๆๆ

ครูไผ๋หว๊า..ฉลาดแกมโกงจัง อิอิ
ไม่เชื่อลอง LinK ไปอ่านเรื่องนี้สิคะ แห่ะๆ


จากทั้งสองเหตุการณ์
เด็กเลยได้การบ้านต่างวิชาไปทำกันใหญ่เลย
1 ข้อ ครูวิชาต่อไปนี้(8 กลุ่มสาระการเรียนรู้) น่าจะหัวเราะอย่างไร
งานนี้มันไปถามครูภาษาอังกฤษ
โดนท่านทั้งขำทั้งว่ามาค่ะ

(จ๋ม...555)

นางสาวใจดี :P

เหตุเกิด : ณ หน้าตู้ ATM (Automated teller machine)
หน้าร้านซุปเปอร์มาร์ท แห่งหนึ่ง...

เวลา : เช้าวันจันทร์..เวลาสักประมาณ 7 โมงเศษๆได้
--------------------------------------------------

วันนั้นเราไม่มีตังค์ติดตัวเลยสักบาท
เพราะมันอยู่ในกระเป๋าตังค์ค่ะ แห่ะๆ
และถึงมีบ้างในกระเป๋าตังค์ก็คงไม่พอจ่าย
สำหรับรายการในวันนี้...

ก่อนถึงที่ทำงาน เลยแวะกดเอาซะหน่อย
ก่อนหันหน้าเข้าตู้...มองแล้วว่าไม่มีใคร

ตู้ว่าง....เรากดได้สบายๆ

แต่ว่า.. ขณะที่เรากดอยู่นั้น
มีความรู้สึกว่า...มีอะไรสักอย่าง
มาสัมผัสกับกาย...

มันเป็นแรงดึงดูด
เหมือนมีอะไรมาจ้องมองเราอยู่ด้านหลัง

ความรู้สึกตอนนั้นบอกว่า
"เดี๋ยวกดเสร็จก่อนล่ะกัน...คงไม่มีอะไร"

พอรับตังค์รับบิลเสร็จ
ก็ยังมีความรู้สึกว่า...แรงดึงดูดนั้น
มันอยู่ใกล้ๆตัวเข้ามาทุกที

เอ๊ะ...เหมือนมีคนจ้องดูรหัสนะ
คิดได้...จึงหันมองด้านซ้ายมือ

ไม่เจอใครค่ะ....เพราะอยู่ด้านขวา แห่ะๆ

จึงมองอีกทีเจอป้าคนหนึ่งเค้าแอบ...ไม่ใช่สิ
ตั้งใจเลยล่ะจ้องมองเราอยู่...

ป้าคนนี้แปลกจัง
จ้องเราแล้วไม่พอ...
ยังเอ่ยคำ....

แสดงถึงความดีใจอย่างล้นหลามว่า
"ดีใจแฮง...มีคนส่อยกดเงินให้แหล่ว.."

อั้ยเราก็ยืนมอง นิ่งแกมยิ้มเล็กน้อย
ไม่พูดอะไร....เพราะยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้

จะมีให้กดให้ก็เฉพาะคนที่ทำงาน
ที่เค้ามีตังค์เก็บเยอะแต่กดใช้ไม่เป็น
ทีอั้ยเรามีไม่เยอะ...ไง๋กดได้กดดีจัง ^^"

มองหน้าป้าเค้าเหมือนจะดีใจยังไม่เสร็จ
ย้ำคำพูดเชิงขอร้อง..ว่า

"ส่อยกดให้แหน่ค่ะ แล้วก็บอกรหัสผ่าน XXXX" ตามหลัง

อ้าวๆๆๆ... ป้าไง๋ใจดีบอกรหัสผ่านคนอื่นแบบนั้น

อั้ยเรา..ก็มัวแต่งงอยู่
จึงพูดออกมาได้แค่คำว่า "คะ"
(หนูคะ...เพราะหนูงงป้าต่างหาก)

แต่ป้าเค้าคงคิดว่าเราไม่ได้ยิน
จึงยำอีกว่า "ส่อยกดเงินให้ป้าแหน่ค่ะ
และตามด้วยรหัสผ่าน XXXX"

555.....55555


ที่หัวเราะ..ไม่ใช่ขำป้าเค้านะ
แต่ขำตรงที่เค้าอ่านรหัสผ่านค่ะ

เค้าอ่านแบบนี้ล่ะ..
สมมุติว่า(จริง) รหัสผ่าน 5204
ป้าบอกอย่างมั่นใจเลยค่ะ

"ห้าพันสองร้อยสี่"

55...55555

เล่นเอาครูสอนคณิตศาสตร์งงไปอีกรอบค่ะ

ตอนนั้นยังขำป้าเค้าไม่หายเลย
ทั้งชวนคุยทั้งยิ้มไปด้วย...

ป้าเค้าก็เขินๆนะ

ขณะนั้นเราก็รีบๆอยู่เหมือนกัน
เพราะ 7 โมงกว่า ถือว่าสายแล้ว
ไปสายเดี๋ยวได้ตอกเวลาคนสุดท้าย
เสียประวัติคนทำงานหมด อิอิ :P

อ้อ..ลืมบอกไปว่าขณะที่ป้าบอกรหัสนั้น
เค้ายื่นบัตร ATM ให้เราเลย

เฮ้อ...ป้าไว้ใจคนง่ายไปจังเลย
เอ๊ะ...หรือว่าจะเป็นที่หน้าตาใจดีอย่างเรา
ใครเค้าไม่กลัวน๊า...อิอิ
(ใครจะอ๊วก..ให้ดูก่อนว่าทานอะไร
ที่ราคาแพงลงท้องป่าว อ๊วกออกมาจะคุ้มป่าว
เพราะงั้นโปรดเก็บอาหารดีๆไว้ให้มันออก
ตามธรรมชาติดีกว่าน๊า แห่ะๆ)

อั้ยเรา...หน้าก็งงอยู่หรอก
แต่มือดันไม่งง..รับไว้เฉยเลย

เอ้า...รับมา
ไม่กด...ก็จะทำร้ายความไว้ใจป้าเค้าซะงั้น

เราก็สอดบัตรให้..แล้วบอกป้าว่า
ให้ป้ารหัสเอง...

ป้าทำท่ากลัวตู้ค่ะท่านผู้อ่าน555...5
ทั้งงงทั้งขำแต่เช้าเลยเนอะ
ถึงโรงเรียนเราจะเจออะไรแปลกๆอีกไหมเนี๊ยะ

"กดโลดค่ะ..ป้ากดบ่เป็น"
น่าน..ป้าเล่นมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองอีก

ขืนมัวให้ป้าเรียนรู้ด้วยตนเอง
เป็นอันว่าเราไปสายสมใจคนไปสายกว่าแหง๋เลยค่ะ


"เอ้าป้าบอกรหัสหนูอีกทีสิคะ"

(ป้าเว้าลาวอิสาน เรางงดันฟาดไทยปร๋อ)

ป้าคงถูกไม่รู้หลักการอ่านบัตรเลข ATM
ก็ยังยืนยันหลักการอ่านดังเคย

"ห้าพันสองร้อยสี่"

แหม...ป้าหนูงงป้าจริงๆ
แต่ป้าบอกถูกคนแล้วล่ะ
หนูเคยสอนเด็กวิชานี้มาก่อน
หนูกดตามป้าบอกได้...

ตอนป้าบอก...ก็พยายามนึกนะว่ามันมีตัวเลขอะไรบ้าง
กลัวกดผิดเหมือนกัน

แต่เซียนกดซะอย่าง
มีหรือจะพลาด..55...5

ถ้าพลาดตังค์ไม่ออก ชัวร์

อ้อ....ป้าไม้รู้ด้วยนะว่าในบัตรมีตังค์เท่าไหร่
แต่เปิดออก...มี 5 พันกว่าบาท

เราเลยถามว่าเอาหมดป่าวคะป้า
ป้าเค้าบอกว่า

"เอาเบิ้ดเลยหล้า"

แหม...เอาหมดชัดจังค่ะ

ตอนรับตังค์ไป
ป้าดีใจใหญ่เลยค่ะ
เปรยเป็นเสียงซึ้งๆว่า..

"มีเงินซื้อนมให้หลานแหล้วล่ะ"
"แหม่(แม่)มันส่งเงินมาให้ค่านมลูก"
"ขอบใจหลายๆเด้อนาง"

เรา...ก็พลอยดีใจไปกะป้าค่ะ
"บ่เป็นหยังค่ะป้า"

"เก็บตังค์ไว้ในเป๋าดีดีล่ะ
ดีใจด้วยนะคะป้า หลานกี่ขวบล่ะ
ยังดื่มนมป๋องอยู่เหรอ
แม่เค้าไปทำงานกรุงเทพสิ

แล้วจะซื่อนมร้านไหนล่ะ
หนูช่วยได้บ๋อ.."

ป้าตอบไปหลายอย่าง
แต่เขียนอิสานยากค่ะ
ของดเอาออกอากาศ แห่ะๆ

แต่ป้าก็ขอบคุณเราจนอยากลอยไปทำงานล่ะ อิอิ:P

ด้วยความเป็นครูเข้าสิง
อาการอยากสอนคนมันแรง
เลยบอกป้าว่า..

"ป้าคะ..คราวหน้าคราวหลัง
ป้าห้ามเลยนะ..ห้ามยื่นบัตร ATM
และบอกรหัสผ่านใครเค้าง่ายๆล่ะ

เดี๋ยวพวกมิจฉาชีพกดตังค์ป้าหมดนะ"

ป้าบอกว่า..ลูกบอกว่า
ไปตู้เลย..เดี๋ยวให้คนที่ไปกดกดให้ก็ได้...

ง่า....หนูเป็นบุคคลที่ป้าทดลองใช้งานแล้วเหรอเนี๊ยะ
แต่ก็ดีใจค่ะที่ได้ช่วยป้าเค้า

จากเหตุการณ์วันนี้เราก็มานั่งคิดว่า..
ยังมีคนที่เชื่อใจใครง่ายๆอย่างนี้ด้วยเหรอ

นับว่าเป็นความโชคดีของป้าที่ไม่ให้พวกมิจฉาชีพกดให้
ไม่งั้นคงเสร็จโจร (เงินถึงจะน้อย...แต่มันก็ยังคือเงินอยู่ดี)

และก็นอกจากความใจดี ใจงามของเรา
(รอบสองอ๊วกได้ค่ะ กลั้นไว้นานเดี๋ยวบูด 555...5)

แล้ว...วันจันทร์เราใส่ชุดข้าราชการนี่นา
มิน่าล่ะ....ป้าถึงไว้ใจเราขนาดนั้น เห่อะๆ :D

เป็นข้าราชการมันก็ดีแบบนี้นี่เอง
มีใครอยากใช้ข้าราชการคนนี้กดตังค์เพิ่มอีกไหมคะ
ขันอาสาค่ะ อิอิ :P

ใช่หรอก....การแต่งการสุภาพ บุคลิกท่าทางดี
น่าเชื่อถือ...แม้นเค้าไม่รู้ ไม่รู้จัก
เค้าก็กล้าที่จะไว้ใจให้ช่วยเหลือค่ะ

แต่ ณ ปัจจุบันการแต่งกายและหน้าตาคนเรา
มันเชื่อถือและไว้ใจกันยาก
ต้องคบกันนานๆ ค่อยให้ไปสัก 50 % แห่ะๆ
สำหรับเรา...ไว้ใจได้ค่ะ เชื่อย่างนั้นจริงๆนะ
ไม่เชื่อให้กดให้สิ....:P

หลังจากเสร็จภารกิจตรงหน้าตู้ ATM
ก็มุ่งหน่าสู่ที่ทำงานทันที

อ่า....

ใครอ่ะ...มายืนเต้นโหยงๆดีใจโบกไม้โบกมือนะ

"ครูค๋า...า...า...าม...า ให้หนูไปนำแหน่"
"หนูตกรถ" (ตกรถ...คือไปไม่ทันรถประจำทาง)

พ่อเด็กเดินมาส่งลูกตัวเองขึ้นรถเรา
ก่อนจากไป

"ขอบคุณหลายครับอาจารย์"
"บ่เป็นหยังค่ะ"

ลูกสาวใครกันน๊า...ช่างใจดีใจงามอย่างนี้
มีใครอยากรับไปเป็นลูกสาวเพิ่มไหมคะ อิอิ ;D

ปล. การได้ช่วยเหลือคนแบบนี้มันก็ทำให้จิตใจรู้สึกดีเนอะ
วันนั้นทั้งวันทำงานไปด้วย ยิ้มไปด้วยเหมือนบ้าเลยเรา
ใครเอาอะไรมาให้ช่วย...ช่วยหม๊ดดดดดดดดด..

ใจดีเกินไปป่าวเรา แห่ะๆ

เอาล่ะ..อ่านมาถึงตรงนี้
ชมนุมจิต-ใจ-ดี
เห็นด้วยกะนางสาวใจดีไหมคะ
ว่า...การมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น
นอกจากคนที่เราช่วยดีใจแล้ว
ตัวเราเองก็รู้สึกอิ่มเอมใจเหมือนกัน..

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เมื่อหัวใจ..ออกเดินทาง

" เมื่อ..หัวใจ ออกเดินทาง
...ผู้คน..ล้วนมีความต้องการ


--ต่างกัน-- "





เพราะ "หัวใจ" และ ความรู้สึก..ต้องการ
เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก...

แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินกว่า..จะทำความเข้าใจ


การเดินทางของหัวใจและความรู้สึกนี่แหล่ะที่เรารู้สึกว่า
มันคือการเดินทางที่ยิ่งใหญ่และน่าค้นหา...

ไม่แพ้การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในมุมโลกเลยทีเดียว

โดยเฉพาะเดือนนี้...หลายๆคนคงเตรียมการวางแผน
สำหรับการเดินทาง เพราะธรรมชาติปลายฝนต้นหนาว...
มันน่าชื่นชมยิ่งนัก..

และก็เชื่อว่าอีกหลายๆคนก็เริ่มวางแผนวันหยุดยาว
ในเดือนหน้ากันแล้ว ยังไงก็วางแผนทั้งการเดินทาง
และการเงินให้ดี ไม่อย่างนั้นเที่ยวสนุกเพียงไม่กี่วัน..
กลับมาอาจหน้าแห้งกันไปอีกทั้งเดือนก็เป็นได้


วางแผนการเดินทางเที่ยวสนุกกันไปแล้ว
ก็อย่าลืมวางแผนการเดินทางของหัวใจตัวเองกันด้วยนะคะ

ดูจากยอดจองโรงแรมเพื่อจัดงานแต่งงานในเดือนนี้แล้ว
คนโสดอาจจะต้องซึมกันไปเลย


เพราะเดือนนี้มีคนที่เขาค้นพบหัวใจตัวเอง
เขาตกลงปลงใจกันเพียบ

(ผู้เขียนเองก็จ่ายเพียบ...กินเพียบ
เป็นแขกผู้มีเกิบใส่ไปเป็นเกียรติเพียบ)

Y_Y"


ส่วนใครที่ยังหาคนๆนั้นไม่เจอ
ไม่เป็นไร..เส้นทางข้างหน้ายังอีกไกล

เชื่อเถอะว่า..โลกนี้ต้องมีคนของเราอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง
ของเส้นทางชีวิตแน่นอน..(ว่าซ่านนนน...น) :P


" ในวันที่หัวใจออกเดินทาง จงเว้นระยะห่าง
ให้เกิดช่องว่าง ไว้ดูแลหัวใจใครสักคน..."


"รัก" ไม่เคยมีใครรู้จักหน้าตาของมัน

(ผู้เขียนนี่แหล่ะหมายเลขหนึ่งเลย...555..5)...ว่าไป๋..

แต่ทุกคนก็ล้วนอยากได้มาครอบครอง

แต่รักจะสั้นหรือยาว..ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้
นอกจากคนสองคนที่รู้สึกตรงกัน

รักสำหรับบางคนอาจเป็น "รักหวาน"
แต่สำหรับบางคู่ก็อาจกลายเป็น "รักร้าย"

ทำให้หัวใจตัวเองต้องเจ็บปวด


มีหลายคนที่ได้ความรักมาแบบง่ายๆ
แต่เชื่อไหม..มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูแลและทะนุถนอม
ความรักให้อยู่กับคนสองคนไปนานๆ

นั่นเพราะสิ่งที่จะทำให้คนสองคนอยู่ร่วมกันไปได้ตลอดนั้น
ไม่ใช่เพียงแค่ "เพราะรักคือรัก" เท่านั้น

แต่เรายังต้องเพิ่มเติมส่วนประกอบอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นความจริงใจ เข้าใจ ห่วงใย เอื้ออาทร คิดถึง
และดูแลซึ่งกันและกันรวมเข้าไปด้วย

แล้วรักจะกลายเป็นรักที่งอกงาม สดใส และทำให้หัวใจเรา
สดชื่นได้เสมอ

ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คิดจะมีรัก สิ่งหนึ่งที่ต้องถามตัวเองก็คือ...

"คุณพร้อมแล้วหรือยัง...ที่จะดูแลความรู้สึกกับหัวใจของตัวเอง
และใครอีกคนหนึ่งตลอดไป.."


เอ๋...บล็อก จิต-ใจ-ดี กลายเป็นบล็อกของหัวใจ
ไปซะแล้ว....

จริงๆ...เห็นว่าช่วงนี้...ได้รับการ์ดงานแต่งเยอะอ่ะค่ะ
ไม่ได้อิจฉา...คู่บ่าวสาวน๊า....

แต่ว่า...เส้นบางๆระหว่างใจก็แป้วเท่านั้นเอง 555..5
สาเหตุที่แป้ว..เพราะว่าห่วงใยประชากรกลุ่มคนโสดลดลงต่างหาก :P

แต่พอมาคิดอีกแง่มุมหนึ่งว่า...
คนโสดหายไปเป็นคู่ๆ

อย่างน้อยเค้าก็คงจะผลิตได้เยอะกว่าที่เหลือไว้อย่างเหี่ยวแห้งล่ะกัน
(พูดงี้จะโดนคนโสดตีหัวเล่นป่าวอ่ะ) อิอิ :D


เอาล่ะ...กินเพียบ....จ่ายเพียบไปแล้ว
ก็มารับข้อคิดฝากไว้ในอ้อมหัวใจของคนหนุ่มคนสาว
ที่แต่งงานและกำลังจะแต่งงานทุกคู่ล่ะกันค่ะ

" 7 วิธี ดูแลรัก....ไม่ให้จากลา"


ความรักอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่จะมี
จะรักให้ดี มีความสุข
ก็ต้องอยู่ที่คนสองคน พร้อมที่จะปรับตัวและศึกษาเรียนรู้ซึ่งกัน
และแน่นอนว่าคนสองคนต้องพร้อมที่จะทิ้งนิสัยต่างๆที่ไม่ดี

ที่อาจก่อให้เกิดการทะเลาะ ซึ่งเป็นชนวนของรักร้าวในอนาคตได้

  • อย่าเอาแต่ใจตัวเอง
มันอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
ที่คนเราจะมีอารมณ์อยากเอาแต่ใจ

ก็แหม...บางคนเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่
ก็มีคนมารุมเอาใจจนเสียนิสัยซะแล้ว

แต่พอมาคบกับใครอีกคนก็ต้องมาเรียนรู้
นิสัยกันใหม่ อะไรที่เคยได้เคยทำ
ก็ต้องลองมองใจเขาใจเรา คิดอะไรก็คิดเผื่อความรู้สึก
คนอื่นด้วย เอาแต่ใจบ้างนิดๆหน่อยๆ ไม่เป็นไร

แต่อย่าให้ถึงกับทำร้ายความรู้สึกของคนที่เรารักก็แล้วกัน

  • ไม่ควรเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจนเกินงาม
อยากแสดงตัวให้คนอื่นรู้ว่าเราคบ
หรือเป็นคนรักกัน มันไม่ใช่เรื่องแปลก

เพียงแต่คงไม่ต้องถึงขนาดต้องประกาศตลอดเวลา

ประมาณว่าไปไหนต้องตัวติดกัน
จนกลายเป็นเงาของกันและกัน

ชนิดที่ว่าไม่มีช่องว่างให้อีกฝ่ายได้เป็นส่วนตัวเลย
อันนั้นก็มากไป ยังไงให้พอดีๆอยู่ในระดับที่อีกฝ่ายรับได้
ก็น่าจะดีกว่า :D

  • พอเสียที...การหึงแบบไร้สติ
ไม่ฟังเหตุผลกัน ชนิดที่ว่ามองหน้าผู้หญิง
ผู้ชายคนอื่นไม่ได้เลย มันก็เกินเหตุ

คือหึงแบบหน้ามืดตามัวมันไม่ได้

สังคมการทำงานทุกวันนี้มันมีหลายปัจจัย
ให้เราต้องพบเจอคนมากมาย
ขี้หึงเล้กๆก็น่ารัก
มากไปก็น่าเบื่อหน่ายและเหลือทน ^^"

  • การเชื่อคนอื่นมากเกินไป
คบกันสองคน ก็ต้องฟังกัน
ไม่ใช่เอาแต่ฟังคนโน้นคนนี้
แล้วเชื่อโดยที่ไม่ได้มานั่งฟังคนของตัวเอง

มันจะทำให้รักแตกร้าวได้ง่ายเกินไป
คบกันต้องเชื่อใจ มีอะไรคุยกับคนของตัวเองก่อนเสมอ

  • เวลาโกรธแล้วเงียบ....ไม่พูดจากัน
มีปัญหาต้องคุยกัน อย่าปล่อยให้ปัญหามันข้ามวันข้ามคืน
เพราะเวลาบวกกับปัจจัยทั้งหลายทั้งมวล มันจะยิ่ง
ทำให้ความโกรธ กลายเป็นความเครียดสะสม
ที่ลุกลามใหญ่โตไปกันใหญ่

แต่ว่าเวลาคุย...ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ คุยกันอย่างมีเหตุมีผล
ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งนะจ๊ะ

  • โกหกจนเป็นนิสัย
คบกันต้องซื่อสัตย์ จริงใจและพูดความจริงต่อกัน
เพราะความจริงมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

ในความรักและการรักษาความสัมพันธ์ให้ยืนยาว

  • เจ้าชุ้ออกนอกลู่นอกทาง
สำคัญมากๆสำหรับความเจ้าชู้
เชื่อว่าคนเราทุกคนมีความเจ้าชู้อยู่ในตัว

แต่จะทำยังไงให้มันไม่ทำร้ายจิตใจของคนรัก
การมองว่าคนโน้นสวย คนนี้หล่อ
ก็เป็นความเจ้าชู้เล้กๆ ตราบใดที่มันยังหยุดเพียงแค่การมอง

ไม่ทำให้มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เป็นปัญหาจนทำร้ายจิตใจ
ของอีกฝ่าย ก็ยังถือว่าให้อภัยกันได้

--------------------------------------------------------

อย่างไรก็ตามการจะรักกัน
และรักดีจะไม่กลายเป็นรักร้าย ก้ลองเอาตัวอย่างข้างต้นไปทำดู

หรือใครจะมีเคล้ดลับอะไรอีกมากมาย
ก็ลองขนมาใช้ หรือจะเขียนมาบอก ให้เราช่วยบอกต่อก็ได้

เพราะสังคมที่มีแต่คนรักกันนั้น
ย่อมดีกว่าสังคมที่มีแต่ความมึนตึงและความมาคุ
จนคนรอบข้างปวดหัวกันไปหมด

จริงไหมคะ ?

:D

ปล. ช่วงนี้..อาจจะมีหายไปบ้าง
เพราะหัวใจมีงานเข้าอ่ะ อิอิ :P