แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การบริหารเวลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การบริหารเวลา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

เป้าหมายชีวิต ฉันต้องลิขิตเอง

คอลัมน์ จิต-ใจ-ดี ชวนคุย

มาต่อกันเรื่องของลักษณะความเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จสูง หลังจากที่เกริ่นถึงลักษณะ 9 ประการไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ( อ่านได้ที่นี่ ) และ ได้คุยถึงเรื่องการพัฒนาการความสามารถในการจัดการความผิดพลาดและล้มเหลวไปในสัปดาห์ที่แล้ว ( อ่านได้ที่นี่ ) วันนี้จะมาคุยต่อในเรื่องของการตั้งเป้าหมาย



ตาจับจ้องอยู่ที่เป้าหมาย เพื่อความสำเร็จ
(ภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต)

สำหรับการตั้งเป้าหมาย (GOALS) นี้ มีหลักการอยู่ว่าต้องตั้งเป้าหมายอย่างฉลาด หรือเรียกว่า S.M.A.R.T.
อันประกอบไปด้วย

1) Specific. (ชัดเจน)บอกแค่ว่าจะ จะทำให้หุ่นดี ไม่มีผลครับ ต้องบอกว่า จะ ลดน้ำหนักลงไป 5 กก
ชี้ชัด ๆ ไปเลยว่าจะทำอะไร

2) Measurable. (วัดได้) อย่างเช่นถ้าบอกว่าจะ สร้างหรือรักษาความสัมพันธ์ดี ๆ กับเพื่อนเก่า ก็ควรตั้งไปเลยว่า จะส่งการ์ดวันเกิดและการ์ดอวยพรให้เพื่อนเก่าเสมอ

3) Achievable. (เป็นสิ่งที่ทำได้) เช่น บอกว่าจะเป็นผู้บริหารที่ดีที่สุด แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรดีที่สุดหรอกครับ เขียนเป็นสิ่งที่วัดได้จะดีกว่า เช่น จะเพิ่มยอดขาย ลดการลาออกของลูกน้อง กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป

4) Realistic. (ไม่ไกลเกินความเป็นจริง) เช่น บอกว่า จะหัดเล่นสกีให้ได้ แต่บ้านอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีหิมะ อันนี้ก็ไกลความเป็นจริงไปหน่อย

5) Timely. (เงื่อนไขเวลา) เนื่องจากเรากำลังตั้ง New Year Resolution เป้าหมายก็ควรจะทำให้สำเร็จได้ภายในหนึ่งปีนะครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายแบบ S.M.A.R.T นี้หาอ่านได้จาก
Use S.M.A.R.T. goals to launch management by objectives plan Republic Article


นอกจากตั้งเป้าหมายได้อย่างชาญฉลาดแล้ว เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือต้องติดตามผลเป็นระยะด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งแล้วก็ปล่อยไปเลยตามเลย

เครื่องมือตัวหนึ่งที่ช่วยสำหรับการติดตามดูว่าเราได้ปฏิบัติตามเป้าหมายไว้อย่างไรบ้างชื่อว่า LifeTick
อันเป็นเครื่องมือบนหน้าเวปอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยเหลือผู้ใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเลยทีเดียว หลังจากนั้น LifeTick ก็จะมีเครื่องมือช่วยเสริมต่าง ๆ เพื่อใช้ในการติดตามผล ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมลล์เตือน มีที่ให้ลงบันทึกประจำวันว่าได้ทำอะไรบ้างเพื่อบรรลุเป้าหมาย แสดงผลการทำงานแบบแผนภูมิ

ลองดูแผนภูมิของ LifeTick ได้ตามรูปข้างล่างนี้ครับ



1) เริ่มตั้งแ่ต่การตั้งคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว ว่าอะไรบ้างที่สำคัญต่อชีวิตเรา เช่น อยากมีสุขภาพดี อยากรวย อยากมีการศึกษาสูง

2) หลังจากนั้นก็มาตั้งเป้าหมาย ซึ่งการตั้งเป้าหมายก็จะให้กรอกด้วยว่ามันสอดคล้องกับ S.M.A.R.T. แล้วหรือยัง ถ้าข้อหนึ่งตั้งไว้ว่าอยากมีสุขภาพดี ก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่าจะหุ่นดีขึ้น ด้วยการลดหน้าท้องลงสองนิ้ว

3) หลังจากมีเป้าหมายแล้วก็เริ่มมาสร้างเป็นภาระหน้าที่ (Tasks) ย่อย ๆ เพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายแต่ละตัว การตั้งภาระหน้าที่นี้ ก็จะกำหนดได้ว่า จะทำวันไหน ทำทุกวันหรือไม่ LifeTick จะคอยส่ง e-mail เตือนให้เราเมื่อถึงกำหนดเวลา เช่น ต้องออกกำลังกายทุกวันพุธครั้งละ 45 นาที เป็นต้น

4) นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเสริมอีกมายมาย ไม่ว่าจะมีเนื้อที่ให้จดบันทึก การแสดงรายงานการปฏิบัติงานในรูปแบบกราฟแผนภูมิ ว่าได้ทำภาระหน้าที่ตามที่ตั้งใจไว้อย่างไร

LifeTick มีทั้งแบบฟรีและต้องเสียเงิน ความสามารถบางส่วนฟรี และบางส่วนไม่ฟรี
สำหรับผมแล้ว แค่ความสามารถฟรีที่ LifeTick มีให้ก็สนุกกับการตั้งเป้าหมายและิติดตามผลแล้วหล่ะครับ


ลองเล่นดูนะครับ ได้ผลอย่างไร มาคุยกัน

พบกับ ลักษณะความเป็นผู้ประการที่ประสบความสำเร็จด้านอื่น ๆ อีก ในสัปดาห์หน้าครับ

ภาสกร (pC)

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551

เวลาที่หายไป



วันนี้วันอาทิตย์ที่นี่ หรือเป็นเวลาเช้าวันจันทร์ที่เมืองไทย
ส่วนใหญ่แล้วผมจะนั่งเขียนบทความเอง
ไม่ได้ตัดข่าวเหมือนดังช่วงกลางสัปดาห์อย่างที่เคย

สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องแปลกหน่อย ให้ชื่อเรื่องว่า "เวลาที่หายไป"

เพราะเวลาของผม หายไปหนึ่งชั่วโมงจริง ๆ

ระหว่างที่นั่งทำงานอยู่เมื่อเวลา ตีสอง (2:00 น.) ของวันอาทิตย์ เข็มเวลาของคอมพิวเตอร์ก็เด้งไปที่ ตีสาม (3:00 น) โดยอัตโนมัติ ช่วงเวลา ตีสอง ถึง ตีสาม หายไปอย่างเรียกคืนไม่ได้ และไม่มีมาให้ผมได้ใช้เวลา

เหตุผลทำอย่างนี้ก็เพื่อจะได้ให้เห็นแสงอาทิตย์ในช่วงค่ำได้นานขึ้น
หรือที่เรียกว่าเป็น Daylight Saving นั่นเอง เนื่องจากช่วงนี้กำลังจะเข้าฤดูร้อน พระอาทิตย์จะขึ้นเช้ามาก จากตีห้าเป็นตีสี่ และจะตกราว ๆ สองทุ่ม ถ้าปรับเวลาเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงเราก็จะเห็นพระอาทิตย์ตอนหกโมงเช้า และเห็นพระอาทิตย์ตกราว ๆ สามทุ่ม ทำให้ในช่วงหัวค่ำก็ยังมีแสงอาทิตย์อยู่ สามารถเล่นกีฬา ทำกิจกรรม ได้มากมาย รวมทั้งประหยัดไฟฟ้าในครัวเรือนได้อีกด้วย

เสร็จแล้วเดี๋ยวพอเข้าฤดูหนาว เขาก็ปรับกลับมาเหมือนเดิมอีกที

ด้วยการทำอย่างนี้ แม้โดยส่วนตัว ผู้คนจะมีเวลาหายไป แต่สิ่งที่ได้โดยรวมคุ้มกว่ามาก ทั้งทางด้านการประหยัดไฟ ลดอาชญากรรม และ สุขภาพ (ได้รับแสงแดดมากขึ้น และออกกำลังมากขึ้น)


ผู้ที่เสนอ แนวคิดนี้ ก็คือ คุณเบญจามิน แฟรงกิน (คนที่ชักว่าวทดสอบไฟฟ้า คนที่เป็นต้นกำเนิดแนวคิดการบริหารเวลาแบบตั้งเป้าหมาย คนที่หลุมฝังศพของเขาอยู่ในเมืองบอสตั้น ฯลฯ) เขาเสนอแนวคิดนี้ในปี พ.ศ. 2327 โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ทำให้เป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่พอสมควร
ในขณะนั้น เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวนาชาวสวนไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ ซ้ำร้ายทำให้การนัดหมายของพวกเขาอาจคลาดเคลื่อน

"ระหว่างการอภิปราย​ใน​สภา​ ​มีสมาชิกคนหนึ่งที่​ไม่​เห็น​ด้วย​ ​พร้อมยกตัวอย่างว่า​ ​ตอนเปลี่ยน​จาก​เวลาถนอมแดดมา​เป็น​เวลามาตรฐาน​ (หมุนนาฬิกาถอย​ 1 ​ชม​.​ตอนตีสอง​ ​ก่อน​จะ​เข้า​หน้าหนาว) ​ถ้า​บังเอิญมีหญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์​แฝดเกิดคลอดลูกคนแรกเวลา​ 01.58 ​น​. ​คนที่สองคลอดตามคนแรก​ 10 ​นาที​ ​แต่พอตีสอง​ ​เขา​ลดเวลา​เป็น​ตีหนึ่งตามที่กฎหมายกำ​หนด​ไว้​ ​ลูกคนที่สองก็​จะ​ถือว่า​เกิดเวลา​ 01.08 ​น​. ​กลาย​เป็น​ว่าคนน้องกลาย​เป็น​พี่​ ​อาจ​จะ​มีผลไป​ถึง​การแบ่งมรดก​ด้วย"

ก็เป็นเรื่องบังเอิญวุ่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการปรับเวลา


ในประเทศไทย คงไม่ได้ทำอย่างนี้ เพราะว่าเป็นประเทศติดเส้นศูนย์สูตร วันและคืนไม่ต่างกันมาก ทั้งในฤดูหนาวและฤดูร้อน แต่ผู้เขียนเคยได้ยินว่า มีแนวคิดที่จะปรับเวลาให้ตรงกับสิงคโปร์ เพื่อจะได้ ให้ตลาดหุ้นเปิดพร้อมกัน ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และคงเป็นเรื่องที่ได้ถกเถียงกันอีกแน่นอน


สำหรับช่วงนี้ บอสตั้น กับ ประเทศไทย เวลาจึงห่างกันแค่ 11 ชั่วโมง
(ไม่ใช่แค่กลับวันและคืน แต่เข็มเวลาเหมือนกัน ดังที่แล้วมา)

ข้อมูลจาก
wikipedia
วิชาการ.com




+++++++++++++
หลังจากมานั่งเสียดายเวลาที่หายไปแล้ว
เลยอยากจะจัดตารางเวลาให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นบ้าง

เลยหาข้อมูลเพิ่ม และได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบทความดี ๆ ที่ blog ของ คุณบารมี
​นวนพรัตน์สกุล
ขออนุญาตตัดตอนเฉพาะเรื่อง "อีก 100 วันผมจะตาย" มาให้อ่านกัน

ใครที่ต้องการอ่านบทความเต็ม เชิญที่ http://baramee.wordpress.com/


=====
​"มีคนที่รักผมมากๆ​ ​คนหนึ่งมัก​จะ​ส่งบท​ความ​เกี่ยว​กับ​การดู​แลตัวเอง​และ​สุขภาพมา​ให้​อ่านเสมอ​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​เรื่องการบริหารเวลา​ ​การ​ใส่​ใจ​ใน​สุขภาพของตัวเอง​ ​การ​ใส่​ใจคนรอบข้าง​ ​ฯลฯ​ ​เพราะ​ส่วน​ตัว​แล้ว​ผมมีปัญหาสุขภาพที่จำ​เป็น​ต้อง​พักผ่อนอย่างเพียงพอ​ ​แต่​ใน​ความ​เป็น​จริง​แล้ว​ ​ไม่​ว่า​ใครก็ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ​ ​มิฉะ​นั้น​แล้ว​ ​จาก​คนสุขภาพดีก็​จะ​กลาย​เป็น​คนสุขภาพแย่​ได้​ใน​ไม่​ช้า

​บท​ความ​ล่าสุดที่ผม​ได้​รับมา​ ​เป็น​บท​ความ​ของคุณสุทธิชัย​ ​หยุ่น​ ​ใน​ชื่อ​ “​กา​แฟดำ​” ​ซึ่ง​เขียนลง​ใน​นิตยสารชีวจิต​ ​ฉบับ​วันที่​ 16 ​กุมภาพันธ์​ 2550 ​ชื่อเรื่องว่า​ “​เมื่อหมอบอกว่า​ ​เขา​มีชีวิตเหลือ​ 100 ​วัน​”

เรื่องนี้​เป็น​เรื่องจริง​ใน​สหรัฐอเมริกา​ ​ที่​เกี่ยวพัน​กับ​บุคคลหนึ่ง​ซึ่ง​ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ใน​หน้าที่การงาน​เป็น​อย่างมาก​ ​แต่วันหนึ่งหมอก็ตรวจพบว่า​เขา​เป็น​มะ​เร็งสมองระยะสุดท้าย​ ​และ​มี​เวลา​เหลืออีกเพียง​ไม่​เกิน​ 100 ​วัน​เท่า​นั้น​ ​เขา​ก็​ต้อง​จาก​ลา​โลกนี้​ไป

​ชาย​ผู้​นี้ชื่อ​ ยูจีน​ ​โอเคลลี่ ​อายุ​เพียง​ 53 ​ปี​เท่า​นั้น​ ​มีครอบครัวที่อบอุ่น​ ​ลูกสาวเพิ่งเรียนชั้นมัธยม​ ​แต่​เขา​แทบ​ไม่​เคย​ใช้​เวลา​กับ​ครอบครัวเลย​ ​ไม่​ได้​ทานข้าวเย็น​กับ​ภรรยา​ ​ไม่​เคยไปร่วมงานโรงเรียนของลูก​ ​เพียง​เพราะ​ให้​ได้​ตำ​แหน่งที่สูงขึ้น​และ​ราย​ได้​เพิ่มขึ้น​ ​ภาย​ใต้​คำ​พูดที่สวยหรูที่ว่า​ “​ก็​เพราะ​รักครอบครัว​”

​เมื่อ​ ยูจีน ​รู้​เช่นนี้​ ​จึง​ปรับกระบวนชีวิตของ​เขา​ใหม่​ทั้ง​หมด​ ​เพื่อ​ให้​เวลา​ 100 ​วันที่​เหลือ​อยู่​ถูก​ใช้​ไปอย่างคุ้มค่า​ ​แม้มันดู​เหมือน​จะ​สายเกินไปก็ตาม​ ​เขา​ถึง​ขั้นเขียนหนังสือเล่มหนึ่งก่อนตายที่ชื่อว่า​ “Chasing Daylight” ​เพื่อหวัง​ให้​เป็น​ประ​โยชน์​แก่คนที่ทุ่มเท​กับ​การสร้างเนื้อสร้างตัว​และ​ราย​ได้​เพื่อครอบครัว​ ​และ​มุ่งหวัง​กับ​สิ่งที่​จะ​เกิดขึ้น​ใน​อนาคต​ ​ให้​ตระหนัก​ถึง​สิ่งที่​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบันบ้าง

​และ​สิ่งที่​ ยูจีน ​ค้น​พบก่อนตายก็คือคำ​ว่า​ “​ปัจจุบัน​” ​เพราะ​ที่ผ่านมาชีวิตของ​เขา​มี​แต่อดีต​และ​อนาคต​ ​แต่​ไม่​เคย​อยู่​กับ​ปัจจุบันเลย​ ​ไม่​เคย​ใช้​ชีวิต​กับ​สิ่งที่มี​อยู่​ตรงหน้า​เลย​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ก่อนตาย​ ยูจีน ​ก็​ได้​ใช้​เวลา​กับ​ครอบครัวอย่างเต็มที่​ ​เขียนจดหมายบอกลา​เพื่อนทุกคน​ ​พร้อม​ทั้ง​ขอบคุณที่​เป็น​เพื่อนอันแสนดี​ใน​เวลาที่​เขา​มีชีวิต​อยู่​ ​ฯลฯ

​ผมอ่านบท​ความ​นี้จบ​ ​ความ​รู้สึกเดิมๆ​ ​ก็กลับมาอีกครั้ง​ ​เพราะ​นี่​ไม่​ใช่​ครั้งแรกที่​ได้​รับบท​ความ​แนวนี้​จาก​คนที่รักผมมา​เสมอ​ ​เป็น​บท​ความ​ที่ดึง​ความ​สนใจของผม​ให้​กลับมา​ใส่​ใจ​ใน​ตัวเองบ้าง​ ​เพราะ​การ​ใส่​ใจ​ใน​ตัวเองย่อมหมาย​ถึง​การ​ใส่​ใจ​ใน​คนรอบข้างที่​ใกล้​ชิดเรา​เช่น​กัน"

นั่นก็คือ​ “​ครอบครัว​”

====

พบกันใหม่ สัปดาห์หน้า