แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "การเข้าทรง"

สวัสดีค่ะ

หลังจากห่างหายจากการเขียนบล็อกที่นี่ไปนานเลย

แต่วันนี้ได้ไปเรียนรู้บทเรียนใหม่จากการเข้าทรง

และคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะได้เอามาแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ ที่นี่ค่ะ

ตามประเพณีของคนไทย

เมื่อมีผู้ตายครบ 100 วัน เราก็จะมีการทำบุญใช่มั้ยคะ

ของทางเหนือก็เช่นกัน

ก่อนที่จะทำบุญร้อยวัน

วันนี้เราได้ไปเข้าทรงเพื่อดูว่าคุณยายต้องการอะไรบ้างจะได้ทำไปให้ค่ะ

เป็นครั้งแรกที่บีมได้ไปที่นี่...

บ้านบีมอยู่ อ.พาน จ.เชียงราย

ตำบลที่อยู่ก็ไกลจากที่เข้าทรงพอสมควร

ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีไปถึงที่นั่นโดยรถยนต์ค่ะ

ถึงเป็นรายแรกเลย...

ไม่มีอะไรน่ากลัวค่ะ

ร่างทรงเป็นเจ้าของบ้านผู้หญิงที่ออกมาต้อนรับเรานั่นล่ะค่ะ เค้าเป็นญาติของญาติกันอีกที

เค้าจะปลูกเรือนเข้าทรงไว้ข้าง ๆ บ้านค่ะ

เรื่องรายละเอียดคงข้ามไปนะคะ บีมขอกล่าวถึงเฉพาะสิ่งได้ที่ได้เรียนรู้จากตรงนี้ดีกว่านะคะ

อย่างแรกก็คือ สิ่งที่เห็นและสัมผัสวันนี้ เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า ภพภูมิอื่นนั้นมีจริง จิตวิญญาณนั้นมีจริง

บางที จิตที่ออกจากร่างอาจจะเป็นขันธ์ 4 ที่ขาดร่างกายอันเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไปเท่านั้นเอง

มีความจำ มีความคิด มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึก (รึเปล่า?)

ซึ่งการที่ร่างทรงแสดงออกมาได้เหมือนกับบุคคลผู้นั้นในยามมีชีวิตอยู่นั้น

แสดงถึง การปรุงแต่งจิต ความคิด การเรียนรู้ของเค้าในภพภูมินั้น ๆ

คนเราเมื่อจากภพมนุษย์ไปแล้ว

เมื่อไปอยู่ภพอื่น ก็สามารถเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมได้เช่นกัน

ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ นะคะ

แต่ก่อนคุณยายของบีม ชอบเล่นหวยมาก ๆ

แต่เมื่อเช้า มีคนขอหวย ยายกลับบอกว่า

"ให้ไม่ได้ มันผิดศีล"

บีมฟังแล้วประทับใจมาก...

แสดงว่าจิตตอนเสียนั้น ท่านได้ไปจุติอยู่ภพภูมิที่ดี

คงจะได้ไปเจออะไรดี ๆ เป็นแน่แท้

นอกจากนี้ เราถามท่านว่า ท่านห่วงหรือต้องการอะไรมั้ย

ท่านบอกว่าอะไรรู้มั้ยคะ

ต้องการอาหารเจ

ต้องการชุดขาวใหม่ที่ใส่ไปทำบุญที่วัด

และต้องการขรัวเงิน ขรัวทอง (บีมไม่รู้จักค่ะอันนี้) เพื่อไปรับทานที่เราเคยถวายไปให้

แต่ก่อนนี้ ท่านจะชอบเงินมาก ๆ

ชอบเอาไปเก็บไว้..

แต่เมื่อเช้า...

ท่านบอกว่า เงินไม่ต้องการ ขออาหารเจ ชุดขาวก็พอ

เจ็บคอ เจ็บขา

แต่ไม่เอายารักษาโรค เพราะกินก็ไม่หาย

ขออาหารเจ กับ ชุดขาว

อ้อ..ขอรถจักรยานด้วยนะคะ

แต่ท่านก็ยังมีห่วงของบ้าง

และเมื่อเราให้เค้าชี้ตัวเองในรูปถ่าย ก็ชี้ได้ถูกต้องเลย

เมื่อให้เลือกเสื้อผ้า ท่านก็เลือกได้ถูกต้อง (ทั้งที่ร่างทรงไม่เคยเห็นยาย)

ท่านจะเอาเสื้อผ้าที่เราใส่ของหลายคนไว้ในกองเดียวกันค่ะ

ท่านจะดม ๆ และบอกได้ถูกต้องเลยว่าอันไหนของท่าน

คือ ทุกอย่างเป๊ะ ๆ

ตอนท่านไม่สบาย และบีมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

บีมก็จะถามตลอดว่า ยายจะใส่ตัวไหน เลือกเลย

ท่านจะมองไปราวและชี้เอาค่ะ

เลือกเสื้อสูทสีขาวทุกครั้ง

และวันนี้ก็เช่นกัน

ท่านเห็นเสื้อสีขาวตัวนึง ก็รีบหยิบออกมาดม ๆ ดู

ก็บอกว่านี่ไม่ใช่นี่ ไม่ได้เอาเสื้อขาวมาให้เค้าเหรอ

แต่สุดท้ายก็เจอค่ะ ท่านดีใจมาก ก็เอาไปใส่เลย บอกว่าหนาว

อากัปกิริยาทุกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

เพราะบีมได้มีโอกาสดูแลท่านตั้งแต่ท่านยังไม่นอนบนเตียง

เห็นมาตลอด...และไม่รู้สึกเลยว่านี่คือร่างทรง

นี่่คือจิตของยายของบีมจริง ๆ

สิ่งที่บีมได้เรียนรู้โดยสรุปก็คือ

เงินทองไม่มีค่ามีราคาเลยในโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกมนุษย์
การกำหนดจิตที่ลมหายใจสุดท้ายหรือคุณภาพของจิตที่ลมหายใจสุดท้ายเป็นสิ่งกำหนดภพภูมิใหม่จริง ๆ
การที่จิตใต้สำนึกหรือจิตของเรายึดติดกับอะไร มันก็จะติดเป็นสันดานของเราทุกชาติไป
ดังนั้น เราควรหัดปล่อยวาง อย่ายึดติดกับอะไร

เพราะไม่มีอะไรเป็นของเราจริง ๆ

มีแต่การปรุงแต่ง..ทั้งนั้น..

จริง ๆ แล้ว การที่ท่านจำเราได้...

ก็เพราะมี "ความจำ" นั่นเอง

ความจำ และ การปรุงแต่งนี้ หรือแม้แต่เวรกรรมต่าง ๆ ...

ก็คงเป็นตัวตัดสินว่าเราจะไปอยู่จุดไหนในอนาคตจริง ๆ นั่นล่ะค่ะ

วันนี้ได้มั่นใจเพิ่มขึ้น

ว่าโลกหลังความตาย

อย่างน้อย ถ้าเราฝึกตัวเองให้คิดถึงแต่สิ่งที่ดี อยู่ในศีล

เหล่านี้ เป็นเสบียงให้เราได้ไปต่อในที่ดี ๆ ในโลกอื่นจริง ๆ ด้วย

จบเท่านี้ก่อนนะคะ ^^

ขอบคุณค่ะ


วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน

จาก FW-mail ครับ




พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=1936&stc=1&d=1136015826

หลวงปู่ทวด


วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม

" หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "


คาถาบูชาท่าน คือ
นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ.2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี

คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด


ธรรมประจำใจ

พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ละได้ย่อมสงบ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน

" ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้ แต่
สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก


ชีวิตทุกข์

การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า
ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ
การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ
ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์

การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่า
เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม
เราต้องเป็นตัวของเราเองและเราจะต้องวินิจฉัย ในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง
กับตัวเราว่าส่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด

ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด

แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น


ยึดจึงเดือดร้อน

ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน
ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง
ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ
โดยไม่คำนึงถึงธรรม สากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้
ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย

ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด
อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย

อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง

ธรรมารมณ์

การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน
และรู้หน้าที่ในการงาน คือรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆแล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์


กรรม

ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง

มารยาทของผู้เป็นใหญ่

" ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง "
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่
ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

โลกิยะหรือโลกุตระ

คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้
เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ
ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

ศิษย์แท้

พิจารณากาย ในกาย พิจารณาธรรม ในธรรม พิจารณาวิญญาณ
ในวิญญาณ นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รู้ซึ้ง

ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ
เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ

การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้น เกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา

คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว
จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้นตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ
หยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ
ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค

ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอ

การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ

การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก นี่คือเรื่องของนามธรรม


ทำด้วยใจสงบ

เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน
เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน
เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว
ปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

มีสติพร้อม

จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง

เตือนมนุษย์

มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า


พิจารณาตัวเอง

คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ
ว่าที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัว
มีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง



คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
เล่มของหลวงปู่ทวดขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทุกปรากฏการณ์ ล้วนผ่านเข้ามาอย่างมีความหมาย ว.วชิรเมธี

บทความนี้คัดลอกจาก ว. วชิรเมธี facebook
ผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ ที่นี่ (คลิ๊ก)
 
 
 
ทุกปรากฏการณ์ ล้วนผ่านเข้ามาอย่างมีความหมาย
 
ในทางพุทธศาสนา เราถือกันว่าโลกนี้ “ไม่มีความบังเอิญ”

เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของเรา ล้วนถูกออกแบบมาอย่างมีความหมาย ในมิติใดมิติหนึ่งเสมอ ปัญหาก็คือ เราจะเข้าใจความหมายที่ว่านั้นหรือเปล่า ? คนบางคน กว่าจะเข้าใจความหมายที่เป็น “สารพิเศษ” ที่ถูกส่งมาพร้อมกับบางปรากฏการณ์ ก็ต้องรอให้ผ่านวันเวลาไปแล้วกว่าครึ่งชีวิต แต่คนบางคนสิ้นชีวิตไปแล้วหลายปี คนรุ่นหลังจึงมองเห็นสารพิเศษที่ถูกส่งผ่านตัวเขา


มหาตมะ คานธี

เมื่อคานธีเรียนจบกฎหมายใหม่ ๆ มาจากอังกฤษ เขาเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ ระหว่างเดินทาง คานธีซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง แต่พอโดยสารไปได้เพียงครึ่งทาง เขาถูกพนักงานไล่ลงจากรถไฟเหมือนไม่ใช่คน เหตุผลที่คานธีได้รับการปฏิบัติอย่างปราศจากมนุษยธรรมมีเพียงเรื่องเดียวนั่นก็คือเรื่อง “สีผิว”

การถูกไล่ลงจากรถไฟคราวนั้น ทำให้คานธีได้ก้าวขึ้นสู่รถไฟอีกคันหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของคานธีไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ “รถไฟสายอิสรภาพ”

เป็นอิสรภาพจากความเขลาของมนุษยชาติ ที่วัดคุณค่าของคนกันที่สีผิว เป็นอิสรภาพจากการที่อินเดียถูกสะกดจากกองทัพของอังกฤษมากว่าร้อยปี และเป็นอิสรภาพจากการถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยความกลัวที่คนดำถูกคุกคามโดยคนขาว

นับแต่เหตุการณ์ถูกจับโยนจากรถไฟคราวนั้น คานธีเริ่มเกิดการตระหนักรู้ขึ้นมาว่า ตัวเขาเอง ซึ่งได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดีจากตะวันตก ทั้งยังมีสถานภาพทางสังคมเป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางชั้นสูงเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังมีรากร่วมทางัฒนธรรมกับพวกผิวขาว คือ เป็นเนติบัณฑิตจากอังกฤษ เขาเองมีรสนิยมวิไลในการดำเนินชีวิต นิยมสวมสูท ผูกเน็คไท ในขณะทำงาน แต่แล้ว ในวันที่เขาถูกไล่ลงจากรถไฟสายเหยียดผิว วันนั้น กลับเป็นวันที่ “เปลือกของชีวิต” ที่ห่อหุ้มตัวเขามาทั้งหมดถูกสลัดทิ้งไป เขาเริ่มได้คิดขึ้นมาว่า อารยธรรม ไม่ใช่เรื่องของเสื้อผ้า ไม่ใช่เรื่องของการมีรสนิยมวิไลในการกิน อยู่ ดื่ม กิน และการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่อารยธรรมหมายถึงระดับความสูงต่ำของคุณธรรมในหัวใจคนต่างหาก

นับจากเหตุการณ์ถูกไล่ลงจากรถไฟวันนั้น คานธี ไม่ใช่นักกฎหมาย ผู้ปรารถนาจะมีชีวิตรอดด้วยการเป็นนักกฏหมายอีกต่อไป แต่เขาได้ตั้งปณิธานใหม่ว่า เขาจะเป็นนักกฎหมาย ที่ใช้กฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดส่วนตัวเหมือนที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นเพื่อความอยู่รอดร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของมนุษยชาติทั่วโลกร่วมกันโดยถ้วนหน้า

ทันทีที่เมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพผลิบานขึ้นมาในใจของคานธี เมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพนับแสนนับล้านเมล็ดของมนุษยชาติผู้เป็นพี่น้องผิวสีของเขาในอินเดีย ในแอฟริกาใต้ ในสหรัฐอเมริกา ในละตินอเมริกา ก็ได้รับการรดน้ำพรวนดิน และเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งผลิบานไปทั่วโลก ในที่สุดเมื่อโลกย่างเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ผู้ชายผิวสีอย่างบารัค โอบาม่า ก็สามารถเป็นประจักษ์พยานของหน่ออ่อนแห่งอิสรภาพทางผิวสี ที่สามารถแทงเสียดยอดขึ้นมาเป็นชนชั้นนำในเวทีโลกได้อย่างสง่างามและเขากำลังทำให้ชาวโลกก้าวข้ามการประเมินคุณค่าของความเป็นคนจากสีผิวมาสู่การประเมินคุณค่าของคนจากความเป็นคนจริงๆ กันได้เสียที

หากเมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว นักกฏหมายหนุ่มผิวสีที่ชื่อคานธี ไม่ถูกไล่ลงจากรถไฟที่แอฟริกาใต้

ป่านนี้ คนผิวสีจะมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ในระดับเดียวกับคนผิวขาวหรือไม่

ป่านนี้ อินเดียจะได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้วหรือไม่

ป่านนี้ โลกจะมีรัฐบุรุษที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งโลกที่ชื่อคานธีหรือไม่



สตีฟ จ๊อบส์

เมื่อตอนที่สตีฟ จ๊อบส์ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทแอปเปิล แมคอินทอช และไอพอต นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกทุกวันนี้ ยังเป็นนักศึกษาหนุ่มอยู่นั้น เขารู้สึกไม่มีความสุขกับการศึกษาในมหาวิทยาลัย จ๊อบส์ ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยถึงสองครั้ง การตัดสินใจลาออกครั้งแรก ทำให้เขาเกิดคำถามว่า เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์ชั่ววูบหรือเปล่า เพื่อพิสูจน์ตรรกะเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจไปสมัครเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเรียนไปได้สักพัก เขาก็ค้นพบว่า การตัดสินใจครั้งแรกของเขานั้นถูกต้องแล้ว เพราะในมหาวิทยาลัย เขาได้เรียนแต่วิชาที่ตัวเองไม่มีความรักและและยิ่งเรียนความสุขในชีวิตยิ่งหดหาย วันหนึ่งจ๊อบส์ จึงตัดสินใจหันหลังให้กับมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง

ระหว่างเดินลงจากตึกมหาวิทยาลัย จ๊อบส์ เดินผ่านห้องเรียนพิเศษห้องหนึ่ง ซึ่งกำลังเปิดสอนวิชา “คัดลายมือ” มีผู้ลงทะเบียนเรียนไม่มากนัก วิชานี้ไม่มีเกรด ไม่มีประกาศนียบัตร ใครใคร่เรียนก็เรียน จ๊อบส์เห็นเป็นวิชาแปลกดี จึงเข้าไปนั่งเรียนวิชาคัดลายมือกับเขาด้วย และเมื่อลองเรียนต่อไป เขาก็ค้นพบว่า วิชานี้ ทำให้เขามีความสุข และเมื่อมีความสุขเป็นบำเหน็จอยู่ในตัวเองตลอดเวลาที่ลงทะเบียนเรียน เขาจึงตัดสินใจเรียนวิชานี้ไปจนจบคอร์ส เพื่อนคนหนึ่งถามเขาว่า เขามาเสียเวลาเรียนวิชาที่ไม่มีดีกรี ไม่มีประกาศนียบัตร และมิหน้ำซ้ำยังเป็นวิชาที่มองไม่เห็นว่า จะนำไปทำมาหากินได้อย่างไรทำไม จ๊อบส์ตอบคำถามของเพื่อนด้วยรอยยิ้ม เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่า เขาลงทะเบียนเรียนวิชานี้ไปทำไม สิ่งที่เขารู้มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ เรียนแล้วมีความสุขที่สุด

อยู่มาวันหนึ่ง จ๊อปส์ ร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งตั้งบริษัทขึ้นมาตามล่าความฝันของตัวเองที่โรงรถเพียงสองคน เขาและเพื่อนเปิดบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ห้อแอปเปิล และทันทีที่แอปเปิลออกวางตลาด ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขากับเพื่อนกลายเป็นมหาเศรษฐี และเมื่อชีวิตเปลี่ยนเส้นทางมาทางนี้แล้ว วันหนึ่งเขาก็ผลิตคอมพิวเตอร์อีกยี่ห้อหนึ่งชื่อแมคอินทอช ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ด้านสิ่งพิมพ์ที่ดีที่สุดในโลก วันหนึ่งเพื่อนถามเขาว่า แมคอินทอชจะมีอัตลักษณ์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้อย่างไร จ๊อปส์จึงคิดขึ้นมาได้ว่า แมคอินทอช ต้องเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีฟอนท์ (แบบอักษร) สวยที่สุดในโลก และนาทีนี้เอง ที่เขารู้สึกว่า เวลาของการที่จะได้ใช้วิชา “คัดลายมือ” เดินทางมาถึงแล้ว เขาจึงลงมือออกแบบฟอนท์ยุคแรกของแมคอินทอชด้วยตัวเอง และแน่นอนเขามีพรสวรรค์ในเรื่องนี้อย่างชนิดหาตัวจับได้ยาก ทุกวันนี้ แมคอินทอช เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทั่วโลกรู้จัก และชื่อของสตีฟ จอปส์ ก็กลายเป็นชื่อของบุคคลผู้เป็นแรงดลใจแค่คนรุ่นใหม่ไปทั่วโลก ทว่าจอปส์ ไม่เคยหยุดตัวเองอยู่เพียงคอมพิวเตอร์เท่านั้น เพราะยามนี้เขากำลังเขย่าโลกด้วยนวัตกรรมล่าสุดคือไอพอตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางไปทั่วทุกอณูของโลกใบนี้



หากคำกล่าวที่ว่า “โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ” เป็นความจริงแล้วไซร้ ใช่หรือไม่ว่า เราก็ไม่ควรประหวั่นพรั่นพรึงกับ “บางปรากฏการณ์” (ทั้งในทางที่ดีและร้าย) ที่อุบัติขึ้นมาในชีวิตของเราโดยไม่คาดฝัน เพราะบางทีบางปรากฏการณ์อาจผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ในฐานะเป็น “ส่วนที่เติมเต็ม” ของชีวิต มากกว่าจะมา “ริบ” เอาบางสิ่งไปจากชีวิตของเรา

ว.วชิรเมธี

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะในครอบครัว: จากร้อนเป็นเย็น คนอยู่เป็นสุข

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนนะคะว่าครอบครัวบีมเป็นมายังไง

ครอบครัวบีมเป็นครอบครัวขนาดปานกลางค่ะ ก็จะมีคุณพ่อคุณแม่ น้องสาว ญาติสนิทอีกคน คุณตา คุณยาย คุณลุง คุณป้า (ในอดีตนะคะ) และเราก็มีคุณปู่คุณย่าและญาติฝ่ายนู้น แต่อยู่ห่างกันค่ะ ไม่ค่อยสนิท

พ่อกับแม่บีมเป็นครูสอนโรงเรียนเทคนิคทั้งคู่ค่ะ
คุณตาเป็นเจ้าของโรงสี (ตอนนี้คุณตาเสียแล้ว คุณแม่มาดูแลแทน)
คุณยายเป็นแม่บ้าน
คุณลุงกับคุณป้าเสียไปแล้ว

บีมจำได้นะคะ ว่าแต่ก่อนนี้ ครอบครัวบีม "ร้อนเป็นไฟ"

คือ เราจะมีมวยคู่เอก 3 คู่หลัก ๆ ค่ะ คือ ตากับยาย พ่อกับแม่ และบีมกับน้อง

ไม่รู้เป็นอะไร มีเรื่องให้ทะเลาะกันตลอดเลยค่ะ ....

จนคุณแม่กลัวบีมสุขภาพจิตเสีย พอบีมสอบติดที่เชียงใหม่ เลยให้ไปเรียนที่นั่น

จากนั้นมา กลายเป็นว่าีบีมห่างบ้านไปเลยค่ะ ...และไม่ค่อยสนิทกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ท่านทั้งสองกับคุณตาก็มาหาตลอดนะคะ

แต่ใจบีม ไม่่ชอบบ้านตัวเองเลยค่ะ...ไม่อยากกลับบ้าน...

และัยังมีช่องว่าง มีปัญหาหลายอย่างที่เราไม่คุยกัน...เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ระหว่างพวกเรา

แต่ในวันนี้ บีมกับครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแ่ม่ที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรัก ความเมตตา และการให้อภัย นำความเย็นกลับมาสู่ครอบครัวค่ะ

เรา่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

มีหลายเรื่องที่เรามีปากเสียง...

แต่คุณแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง "การจัดการ" วิกฤติค่ะ

จากใช้อารมณ์และความเอาแต่ใจ มาใช้ความรัก ความเข้าใจ และการให้อภัย

บีมขอบอกเลยว่า สิ่งเหล่านี้สำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

การให้อภัยนั้น เป็นทานที่ยิ่งใหญ่

และผู้ที่ได้รับอภัยทานนั้น ก็ควรที่จะรู้จักปรับปรุงตัวไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

กระบวนการของการเีรียนรู้ เข้าใจ ให้อภัยกันและกันในครอบครัวของบีม เกิดขึ้นเพราะทุกคนค่ะ

ล่าสุดนี้ บีมได้เริ่มซึมซับและได้ใช้วิธีใหม่ในการจัดการความขัดแย้ง...

บีมมีปัญหากับน้อง โดยที่เค้าไม่ฟังสิ่งที่บีมแนะนำ

เราก็มีปากเสียงกันค่ะ

แต่ในที่สุด หลังจากวางโทรศัพท์ไป บีมมานั่งนึกว่า น้องโดนลดเงินเดือน ตอนนี้คงสับสน เราจะไปพูดให้เค้ายิ่งแย่ทำไมเนี่ย

และพอคุณแม่ทราบ คุณแม่ก็บอกบีมว่า น้องเครียดอยู่ ให้โทรไปหาเถอะ

ตอนแรกใจบีมมันสู้กันนะ ระหว่างอีโก้ว่าตัวเองถูก กับ เห็นใจและเข้าใจน้อง จะยอมลดตัวลงมา

และแล้วนางฟ้าในใจบีมก็ชนะค่ะ

บีมขอโทษเค้าโดยเขียนไปที่ Hi5 เพราะเค้าไม่่รับโทรศัพท์
เขียนอีเมลหา เพราะเห็นเค้าไ่ม่ตอบ Hi5

และวันต่อมา บีมก็ส่งเพลงให้กำลังใจเค้าค่ะ วิดีโอ YouTube เพลง "เธอผู้ไม่แพ้"

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความตึงเครียดนั้นผ่อนคลายลงค่ะ

น้องก็มาพูดดี ๆ บอกว่า เค้าเครียดค่ะ และขอโทษที่เมื่อวานเป็นแบบนั้น

เห็นมั้ยคะว่าความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทำให้อะไร ๆ เย็นลง และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์

ถ้าบีมเลือก "อีโก้" ป่านนี้บีมคงยังไม่ได้ใจน้องกลับคืนมา และช่องว่างระหว่างเราก็คงจะเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญคือ เราควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเราควรปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งนั้น และ ณ เวลาใด

บีมต้องขอบคุณความรักอันยิ่งใหญ่ที่แม่มอบให้บีมตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ทำให้ีบีมเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น ๆ ในทางสร้างสรรค์ค่ะ และให้ไปอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ ^^

หากใครอ่านแล้วเกิดเรียนรู้สิ่งดีงามอันใหม่ ก็ขออนุโมทนานะคะ...

พรุ่งนี้วันพระ บีมชวนมาถือศีล 5 ล่วงหน้าค่ะ ^^