แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะในครอบครัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะในครอบครัว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทุกปรากฏการณ์ ล้วนผ่านเข้ามาอย่างมีความหมาย ว.วชิรเมธี

บทความนี้คัดลอกจาก ว. วชิรเมธี facebook
ผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ ที่นี่ (คลิ๊ก)
 
 
 
ทุกปรากฏการณ์ ล้วนผ่านเข้ามาอย่างมีความหมาย
 
ในทางพุทธศาสนา เราถือกันว่าโลกนี้ “ไม่มีความบังเอิญ”

เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของเรา ล้วนถูกออกแบบมาอย่างมีความหมาย ในมิติใดมิติหนึ่งเสมอ ปัญหาก็คือ เราจะเข้าใจความหมายที่ว่านั้นหรือเปล่า ? คนบางคน กว่าจะเข้าใจความหมายที่เป็น “สารพิเศษ” ที่ถูกส่งมาพร้อมกับบางปรากฏการณ์ ก็ต้องรอให้ผ่านวันเวลาไปแล้วกว่าครึ่งชีวิต แต่คนบางคนสิ้นชีวิตไปแล้วหลายปี คนรุ่นหลังจึงมองเห็นสารพิเศษที่ถูกส่งผ่านตัวเขา


มหาตมะ คานธี

เมื่อคานธีเรียนจบกฎหมายใหม่ ๆ มาจากอังกฤษ เขาเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ ระหว่างเดินทาง คานธีซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง แต่พอโดยสารไปได้เพียงครึ่งทาง เขาถูกพนักงานไล่ลงจากรถไฟเหมือนไม่ใช่คน เหตุผลที่คานธีได้รับการปฏิบัติอย่างปราศจากมนุษยธรรมมีเพียงเรื่องเดียวนั่นก็คือเรื่อง “สีผิว”

การถูกไล่ลงจากรถไฟคราวนั้น ทำให้คานธีได้ก้าวขึ้นสู่รถไฟอีกคันหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของคานธีไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ “รถไฟสายอิสรภาพ”

เป็นอิสรภาพจากความเขลาของมนุษยชาติ ที่วัดคุณค่าของคนกันที่สีผิว เป็นอิสรภาพจากการที่อินเดียถูกสะกดจากกองทัพของอังกฤษมากว่าร้อยปี และเป็นอิสรภาพจากการถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยความกลัวที่คนดำถูกคุกคามโดยคนขาว

นับแต่เหตุการณ์ถูกจับโยนจากรถไฟคราวนั้น คานธีเริ่มเกิดการตระหนักรู้ขึ้นมาว่า ตัวเขาเอง ซึ่งได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดีจากตะวันตก ทั้งยังมีสถานภาพทางสังคมเป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางชั้นสูงเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นยังมีรากร่วมทางัฒนธรรมกับพวกผิวขาว คือ เป็นเนติบัณฑิตจากอังกฤษ เขาเองมีรสนิยมวิไลในการดำเนินชีวิต นิยมสวมสูท ผูกเน็คไท ในขณะทำงาน แต่แล้ว ในวันที่เขาถูกไล่ลงจากรถไฟสายเหยียดผิว วันนั้น กลับเป็นวันที่ “เปลือกของชีวิต” ที่ห่อหุ้มตัวเขามาทั้งหมดถูกสลัดทิ้งไป เขาเริ่มได้คิดขึ้นมาว่า อารยธรรม ไม่ใช่เรื่องของเสื้อผ้า ไม่ใช่เรื่องของการมีรสนิยมวิไลในการกิน อยู่ ดื่ม กิน และการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่อารยธรรมหมายถึงระดับความสูงต่ำของคุณธรรมในหัวใจคนต่างหาก

นับจากเหตุการณ์ถูกไล่ลงจากรถไฟวันนั้น คานธี ไม่ใช่นักกฎหมาย ผู้ปรารถนาจะมีชีวิตรอดด้วยการเป็นนักกฏหมายอีกต่อไป แต่เขาได้ตั้งปณิธานใหม่ว่า เขาจะเป็นนักกฎหมาย ที่ใช้กฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดส่วนตัวเหมือนที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นเพื่อความอยู่รอดร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของมนุษยชาติทั่วโลกร่วมกันโดยถ้วนหน้า

ทันทีที่เมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพผลิบานขึ้นมาในใจของคานธี เมล็ดพันธุ์แห่งอิสรภาพนับแสนนับล้านเมล็ดของมนุษยชาติผู้เป็นพี่น้องผิวสีของเขาในอินเดีย ในแอฟริกาใต้ ในสหรัฐอเมริกา ในละตินอเมริกา ก็ได้รับการรดน้ำพรวนดิน และเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งผลิบานไปทั่วโลก ในที่สุดเมื่อโลกย่างเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ผู้ชายผิวสีอย่างบารัค โอบาม่า ก็สามารถเป็นประจักษ์พยานของหน่ออ่อนแห่งอิสรภาพทางผิวสี ที่สามารถแทงเสียดยอดขึ้นมาเป็นชนชั้นนำในเวทีโลกได้อย่างสง่างามและเขากำลังทำให้ชาวโลกก้าวข้ามการประเมินคุณค่าของความเป็นคนจากสีผิวมาสู่การประเมินคุณค่าของคนจากความเป็นคนจริงๆ กันได้เสียที

หากเมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว นักกฏหมายหนุ่มผิวสีที่ชื่อคานธี ไม่ถูกไล่ลงจากรถไฟที่แอฟริกาใต้

ป่านนี้ คนผิวสีจะมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ในระดับเดียวกับคนผิวขาวหรือไม่

ป่านนี้ อินเดียจะได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้วหรือไม่

ป่านนี้ โลกจะมีรัฐบุรุษที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งโลกที่ชื่อคานธีหรือไม่



สตีฟ จ๊อบส์

เมื่อตอนที่สตีฟ จ๊อบส์ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทแอปเปิล แมคอินทอช และไอพอต นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกทุกวันนี้ ยังเป็นนักศึกษาหนุ่มอยู่นั้น เขารู้สึกไม่มีความสุขกับการศึกษาในมหาวิทยาลัย จ๊อบส์ ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยถึงสองครั้ง การตัดสินใจลาออกครั้งแรก ทำให้เขาเกิดคำถามว่า เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์ชั่ววูบหรือเปล่า เพื่อพิสูจน์ตรรกะเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจไปสมัครเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเรียนไปได้สักพัก เขาก็ค้นพบว่า การตัดสินใจครั้งแรกของเขานั้นถูกต้องแล้ว เพราะในมหาวิทยาลัย เขาได้เรียนแต่วิชาที่ตัวเองไม่มีความรักและและยิ่งเรียนความสุขในชีวิตยิ่งหดหาย วันหนึ่งจ๊อบส์ จึงตัดสินใจหันหลังให้กับมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง

ระหว่างเดินลงจากตึกมหาวิทยาลัย จ๊อบส์ เดินผ่านห้องเรียนพิเศษห้องหนึ่ง ซึ่งกำลังเปิดสอนวิชา “คัดลายมือ” มีผู้ลงทะเบียนเรียนไม่มากนัก วิชานี้ไม่มีเกรด ไม่มีประกาศนียบัตร ใครใคร่เรียนก็เรียน จ๊อบส์เห็นเป็นวิชาแปลกดี จึงเข้าไปนั่งเรียนวิชาคัดลายมือกับเขาด้วย และเมื่อลองเรียนต่อไป เขาก็ค้นพบว่า วิชานี้ ทำให้เขามีความสุข และเมื่อมีความสุขเป็นบำเหน็จอยู่ในตัวเองตลอดเวลาที่ลงทะเบียนเรียน เขาจึงตัดสินใจเรียนวิชานี้ไปจนจบคอร์ส เพื่อนคนหนึ่งถามเขาว่า เขามาเสียเวลาเรียนวิชาที่ไม่มีดีกรี ไม่มีประกาศนียบัตร และมิหน้ำซ้ำยังเป็นวิชาที่มองไม่เห็นว่า จะนำไปทำมาหากินได้อย่างไรทำไม จ๊อบส์ตอบคำถามของเพื่อนด้วยรอยยิ้ม เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่า เขาลงทะเบียนเรียนวิชานี้ไปทำไม สิ่งที่เขารู้มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ เรียนแล้วมีความสุขที่สุด

อยู่มาวันหนึ่ง จ๊อปส์ ร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งตั้งบริษัทขึ้นมาตามล่าความฝันของตัวเองที่โรงรถเพียงสองคน เขาและเพื่อนเปิดบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ห้อแอปเปิล และทันทีที่แอปเปิลออกวางตลาด ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขากับเพื่อนกลายเป็นมหาเศรษฐี และเมื่อชีวิตเปลี่ยนเส้นทางมาทางนี้แล้ว วันหนึ่งเขาก็ผลิตคอมพิวเตอร์อีกยี่ห้อหนึ่งชื่อแมคอินทอช ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ด้านสิ่งพิมพ์ที่ดีที่สุดในโลก วันหนึ่งเพื่อนถามเขาว่า แมคอินทอชจะมีอัตลักษณ์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้อย่างไร จ๊อปส์จึงคิดขึ้นมาได้ว่า แมคอินทอช ต้องเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีฟอนท์ (แบบอักษร) สวยที่สุดในโลก และนาทีนี้เอง ที่เขารู้สึกว่า เวลาของการที่จะได้ใช้วิชา “คัดลายมือ” เดินทางมาถึงแล้ว เขาจึงลงมือออกแบบฟอนท์ยุคแรกของแมคอินทอชด้วยตัวเอง และแน่นอนเขามีพรสวรรค์ในเรื่องนี้อย่างชนิดหาตัวจับได้ยาก ทุกวันนี้ แมคอินทอช เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทั่วโลกรู้จัก และชื่อของสตีฟ จอปส์ ก็กลายเป็นชื่อของบุคคลผู้เป็นแรงดลใจแค่คนรุ่นใหม่ไปทั่วโลก ทว่าจอปส์ ไม่เคยหยุดตัวเองอยู่เพียงคอมพิวเตอร์เท่านั้น เพราะยามนี้เขากำลังเขย่าโลกด้วยนวัตกรรมล่าสุดคือไอพอตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางไปทั่วทุกอณูของโลกใบนี้



หากคำกล่าวที่ว่า “โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ” เป็นความจริงแล้วไซร้ ใช่หรือไม่ว่า เราก็ไม่ควรประหวั่นพรั่นพรึงกับ “บางปรากฏการณ์” (ทั้งในทางที่ดีและร้าย) ที่อุบัติขึ้นมาในชีวิตของเราโดยไม่คาดฝัน เพราะบางทีบางปรากฏการณ์อาจผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ในฐานะเป็น “ส่วนที่เติมเต็ม” ของชีวิต มากกว่าจะมา “ริบ” เอาบางสิ่งไปจากชีวิตของเรา

ว.วชิรเมธี

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะในครอบครัว: จากร้อนเป็นเย็น คนอยู่เป็นสุข

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนนะคะว่าครอบครัวบีมเป็นมายังไง

ครอบครัวบีมเป็นครอบครัวขนาดปานกลางค่ะ ก็จะมีคุณพ่อคุณแม่ น้องสาว ญาติสนิทอีกคน คุณตา คุณยาย คุณลุง คุณป้า (ในอดีตนะคะ) และเราก็มีคุณปู่คุณย่าและญาติฝ่ายนู้น แต่อยู่ห่างกันค่ะ ไม่ค่อยสนิท

พ่อกับแม่บีมเป็นครูสอนโรงเรียนเทคนิคทั้งคู่ค่ะ
คุณตาเป็นเจ้าของโรงสี (ตอนนี้คุณตาเสียแล้ว คุณแม่มาดูแลแทน)
คุณยายเป็นแม่บ้าน
คุณลุงกับคุณป้าเสียไปแล้ว

บีมจำได้นะคะ ว่าแต่ก่อนนี้ ครอบครัวบีม "ร้อนเป็นไฟ"

คือ เราจะมีมวยคู่เอก 3 คู่หลัก ๆ ค่ะ คือ ตากับยาย พ่อกับแม่ และบีมกับน้อง

ไม่รู้เป็นอะไร มีเรื่องให้ทะเลาะกันตลอดเลยค่ะ ....

จนคุณแม่กลัวบีมสุขภาพจิตเสีย พอบีมสอบติดที่เชียงใหม่ เลยให้ไปเรียนที่นั่น

จากนั้นมา กลายเป็นว่าีบีมห่างบ้านไปเลยค่ะ ...และไม่ค่อยสนิทกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ท่านทั้งสองกับคุณตาก็มาหาตลอดนะคะ

แต่ใจบีม ไม่่ชอบบ้านตัวเองเลยค่ะ...ไม่อยากกลับบ้าน...

และัยังมีช่องว่าง มีปัญหาหลายอย่างที่เราไม่คุยกัน...เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ระหว่างพวกเรา

แต่ในวันนี้ บีมกับครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแ่ม่ที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรัก ความเมตตา และการให้อภัย นำความเย็นกลับมาสู่ครอบครัวค่ะ

เรา่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

มีหลายเรื่องที่เรามีปากเสียง...

แต่คุณแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง "การจัดการ" วิกฤติค่ะ

จากใช้อารมณ์และความเอาแต่ใจ มาใช้ความรัก ความเข้าใจ และการให้อภัย

บีมขอบอกเลยว่า สิ่งเหล่านี้สำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

การให้อภัยนั้น เป็นทานที่ยิ่งใหญ่

และผู้ที่ได้รับอภัยทานนั้น ก็ควรที่จะรู้จักปรับปรุงตัวไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

กระบวนการของการเีรียนรู้ เข้าใจ ให้อภัยกันและกันในครอบครัวของบีม เกิดขึ้นเพราะทุกคนค่ะ

ล่าสุดนี้ บีมได้เริ่มซึมซับและได้ใช้วิธีใหม่ในการจัดการความขัดแย้ง...

บีมมีปัญหากับน้อง โดยที่เค้าไม่ฟังสิ่งที่บีมแนะนำ

เราก็มีปากเสียงกันค่ะ

แต่ในที่สุด หลังจากวางโทรศัพท์ไป บีมมานั่งนึกว่า น้องโดนลดเงินเดือน ตอนนี้คงสับสน เราจะไปพูดให้เค้ายิ่งแย่ทำไมเนี่ย

และพอคุณแม่ทราบ คุณแม่ก็บอกบีมว่า น้องเครียดอยู่ ให้โทรไปหาเถอะ

ตอนแรกใจบีมมันสู้กันนะ ระหว่างอีโก้ว่าตัวเองถูก กับ เห็นใจและเข้าใจน้อง จะยอมลดตัวลงมา

และแล้วนางฟ้าในใจบีมก็ชนะค่ะ

บีมขอโทษเค้าโดยเขียนไปที่ Hi5 เพราะเค้าไม่่รับโทรศัพท์
เขียนอีเมลหา เพราะเห็นเค้าไ่ม่ตอบ Hi5

และวันต่อมา บีมก็ส่งเพลงให้กำลังใจเค้าค่ะ วิดีโอ YouTube เพลง "เธอผู้ไม่แพ้"

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความตึงเครียดนั้นผ่อนคลายลงค่ะ

น้องก็มาพูดดี ๆ บอกว่า เค้าเครียดค่ะ และขอโทษที่เมื่อวานเป็นแบบนั้น

เห็นมั้ยคะว่าความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทำให้อะไร ๆ เย็นลง และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์

ถ้าบีมเลือก "อีโก้" ป่านนี้บีมคงยังไม่ได้ใจน้องกลับคืนมา และช่องว่างระหว่างเราก็คงจะเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญคือ เราควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเราควรปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งนั้น และ ณ เวลาใด

บีมต้องขอบคุณความรักอันยิ่งใหญ่ที่แม่มอบให้บีมตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ทำให้ีบีมเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น ๆ ในทางสร้างสรรค์ค่ะ และให้ไปอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ ^^

หากใครอ่านแล้วเกิดเรียนรู้สิ่งดีงามอันใหม่ ก็ขออนุโมทนานะคะ...

พรุ่งนี้วันพระ บีมชวนมาถือศีล 5 ล่วงหน้าค่ะ ^^