วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง


หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย

เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

จึงนั่งรถมากรุงเทพ
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า

"...ขอโทษครับพี่
ผม...คือว่า....
ผม...อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ..."


เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น
ชักสีหน้าทันที

"....อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ"


หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ


"...ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ"

"งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. .."
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย


"...เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ
กลับไปเถอะ"

หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย

และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในกรุงเทพ
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย
นั่งรถ ซมซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก



แต่เมื่อกลับถึงบ้าน
จึงนึกขึ้นได้ว่า
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว

ด้วยความเจ็บใจ
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น
และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .



อาจเป็นบุญในปางบรรพ์
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น
ออกผลอย่างงดงาม
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .

หลายสิบปีต่อมา
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน


บัดนี้
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น
ก็กลายเป็นชายชรา
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด
และภูมิภาคนั้น



อยู่มาปีหนึ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล
และชำระบัญชีเรียบร้อย
โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว


พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก

เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา

"ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ"

พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ

"พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุงทีเถิด
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก...."

ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ


"... เอ่อ...ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ...
...เอ่อ...ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ
คือ....พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้
แต่..." ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ

และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมา
ด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง

"...แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออก
และเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ..."


"...พ่อหนุ่ม" พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี

"...ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ..."

แกถอนหายใจยาว

ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า

"...ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ..."

================================


คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่คนอื่นมองเรา
แต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
โอกาสยังมีอยู่เสมอ ขอเพียงแต่มองไปรอบๆ
ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำได้ และทำให้เต็มความสามารถ
แล้วดอกผลจะตามมาเอง


ที่มา Fw:mail ค่ะ/Ju



What can you do with the new Windows Live? Find out

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะในครอบครัว: จากร้อนเป็นเย็น คนอยู่เป็นสุข

ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนนะคะว่าครอบครัวบีมเป็นมายังไง

ครอบครัวบีมเป็นครอบครัวขนาดปานกลางค่ะ ก็จะมีคุณพ่อคุณแม่ น้องสาว ญาติสนิทอีกคน คุณตา คุณยาย คุณลุง คุณป้า (ในอดีตนะคะ) และเราก็มีคุณปู่คุณย่าและญาติฝ่ายนู้น แต่อยู่ห่างกันค่ะ ไม่ค่อยสนิท

พ่อกับแม่บีมเป็นครูสอนโรงเรียนเทคนิคทั้งคู่ค่ะ
คุณตาเป็นเจ้าของโรงสี (ตอนนี้คุณตาเสียแล้ว คุณแม่มาดูแลแทน)
คุณยายเป็นแม่บ้าน
คุณลุงกับคุณป้าเสียไปแล้ว

บีมจำได้นะคะ ว่าแต่ก่อนนี้ ครอบครัวบีม "ร้อนเป็นไฟ"

คือ เราจะมีมวยคู่เอก 3 คู่หลัก ๆ ค่ะ คือ ตากับยาย พ่อกับแม่ และบีมกับน้อง

ไม่รู้เป็นอะไร มีเรื่องให้ทะเลาะกันตลอดเลยค่ะ ....

จนคุณแม่กลัวบีมสุขภาพจิตเสีย พอบีมสอบติดที่เชียงใหม่ เลยให้ไปเรียนที่นั่น

จากนั้นมา กลายเป็นว่าีบีมห่างบ้านไปเลยค่ะ ...และไม่ค่อยสนิทกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ท่านทั้งสองกับคุณตาก็มาหาตลอดนะคะ

แต่ใจบีม ไม่่ชอบบ้านตัวเองเลยค่ะ...ไม่อยากกลับบ้าน...

และัยังมีช่องว่าง มีปัญหาหลายอย่างที่เราไม่คุยกัน...เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ระหว่างพวกเรา

แต่ในวันนี้ บีมกับครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแ่ม่ที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรัก ความเมตตา และการให้อภัย นำความเย็นกลับมาสู่ครอบครัวค่ะ

เรา่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

มีหลายเรื่องที่เรามีปากเสียง...

แต่คุณแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง "การจัดการ" วิกฤติค่ะ

จากใช้อารมณ์และความเอาแต่ใจ มาใช้ความรัก ความเข้าใจ และการให้อภัย

บีมขอบอกเลยว่า สิ่งเหล่านี้สำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

การให้อภัยนั้น เป็นทานที่ยิ่งใหญ่

และผู้ที่ได้รับอภัยทานนั้น ก็ควรที่จะรู้จักปรับปรุงตัวไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

กระบวนการของการเีรียนรู้ เข้าใจ ให้อภัยกันและกันในครอบครัวของบีม เกิดขึ้นเพราะทุกคนค่ะ

ล่าสุดนี้ บีมได้เริ่มซึมซับและได้ใช้วิธีใหม่ในการจัดการความขัดแย้ง...

บีมมีปัญหากับน้อง โดยที่เค้าไม่ฟังสิ่งที่บีมแนะนำ

เราก็มีปากเสียงกันค่ะ

แต่ในที่สุด หลังจากวางโทรศัพท์ไป บีมมานั่งนึกว่า น้องโดนลดเงินเดือน ตอนนี้คงสับสน เราจะไปพูดให้เค้ายิ่งแย่ทำไมเนี่ย

และพอคุณแม่ทราบ คุณแม่ก็บอกบีมว่า น้องเครียดอยู่ ให้โทรไปหาเถอะ

ตอนแรกใจบีมมันสู้กันนะ ระหว่างอีโก้ว่าตัวเองถูก กับ เห็นใจและเข้าใจน้อง จะยอมลดตัวลงมา

และแล้วนางฟ้าในใจบีมก็ชนะค่ะ

บีมขอโทษเค้าโดยเขียนไปที่ Hi5 เพราะเค้าไม่่รับโทรศัพท์
เขียนอีเมลหา เพราะเห็นเค้าไ่ม่ตอบ Hi5

และวันต่อมา บีมก็ส่งเพลงให้กำลังใจเค้าค่ะ วิดีโอ YouTube เพลง "เธอผู้ไม่แพ้"

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความตึงเครียดนั้นผ่อนคลายลงค่ะ

น้องก็มาพูดดี ๆ บอกว่า เค้าเครียดค่ะ และขอโทษที่เมื่อวานเป็นแบบนั้น

เห็นมั้ยคะว่าความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทำให้อะไร ๆ เย็นลง และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์

ถ้าบีมเลือก "อีโก้" ป่านนี้บีมคงยังไม่ได้ใจน้องกลับคืนมา และช่องว่างระหว่างเราก็คงจะเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญคือ เราควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเราควรปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งนั้น และ ณ เวลาใด

บีมต้องขอบคุณความรักอันยิ่งใหญ่ที่แม่มอบให้บีมตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ทำให้ีบีมเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น ๆ ในทางสร้างสรรค์ค่ะ และให้ไปอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ ^^

หากใครอ่านแล้วเกิดเรียนรู้สิ่งดีงามอันใหม่ ก็ขออนุโมทนานะคะ...

พรุ่งนี้วันพระ บีมชวนมาถือศีล 5 ล่วงหน้าค่ะ ^^

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แก้ว 1 ใบ !!

จาก Fw:mail ค่ะ By Ju@21