วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

สุดยอดอาจารย์

นักเทศน์หน้า​เสาธง​ "ถาวร​ ​ชัยจักร"...​ผอ​.​ร​.​ร​.​มัธยมฐานบิน





​"​ให้​เชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา​เวลา​ ๐๘.๐๐​น​. ​หรือ​เวลา​เข้า​เรียน​ใน​ตอน​เช้า​ตาม​ความ​เหมาะสม​ ​ส่วน​การลดธง​ใน​ตอนเย็น​ ​ให้​ลดธง​ใน​เวลา​ ๑๘.๐๐​น​. ​ทั้ง​นี้นักเรียนร้องเพลงชาติ​ใน​ขณะ​เชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา​ด้วย​ตนเอง​ ​ห้าม​ใช้​วิทยุ​หรือ​แผ่นเสียง​ ​แต่​ถ้า​สถานศึกษา​จะ​ใช้​แตรวงบรรเลงประกอบการร้องของนักเรียน​ด้วย​ก็​ให้​กระทำ​ได้​"





​ที่กล่าวมาข้างต้น​ ​เป็น​การเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาของสถานศึกษา​ซึ่ง​เป็น​การปฏิบัติตามระ​เบียบการเชิญธงชาติสยาม​ ​โดย​ประกาศ​ใช้​ครั้งแรก​ใน​ ​พ​.​ศ​.๒๔๗๙​นอก​จาก​นี้​แล้ว​ยัง​มีกิจกรรมที่สำ​คัญอีก​ ๒ ​อย่าง​ ​ที่​โรงเรียนปฏิบัติ​เหมือน​กัน​คือ​ สวดมนต์​ไหว้พระและ​ ฟังการอบรม​จาก​ครูหรือ​ฟังครูด่านั่นเอง​
​แต่การเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาของโรงเรียนมัธยมฐานบินกำ​แพงแสนอ​.​กำ​แพงแสน​ ​จ​.​นครปฐม​ ซึ่ง​มีนายถาวรชัยจักร​ เป็น​ผู้​อำ​นวยการ​แล้ว​กลับมี​ความ​แตกต่าง​จาก​โรงเรียน​ทั่วๆ​ ​ไปอย่างสิ้นเชิง​ ​กล่าวคือ​ ​การเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา​เป็น​พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์​ ​มีการกล่าวคำ​ปฏิญาณตน​ ​ที่สำ​คัญคือ​ ​นายถาวร​จะ​ยืนเล่านิทานธรรมะ​และ​นิทานชาดก​ ​ก่อนเคารพธงชาติทุกๆ​ ​เช้า​ ​ให้​นักเรียนกว่า​ ๒,๕๐๐​คน​ ​ฟัง​ ​โดย​ไม่​เคย​ซ้ำ​เรื่อง​กัน​เลย​ ​และ​ทำ​มาติดต่อ​กัน​เป็น​ปีที่​ ๖ ​แล้ว​ ​ซึ่ง​อาจ​จะ​เรียก​ได้​ว่า​ ผอ​.​ถาวร​ คือ ​นักเทศน์หน้า​เสธง​ ก็​ได้​
​เพราะ​เรา​ไม่​สามารถ​บรรจุวิชาศีลธรรม​ไว้​ใน​หลักสูตร​ได้​เพราะ​เวลา​เรียนมีขอบเขตจำ​กัด​ ​โรงเรียน​จึง​ใช้​วิธีทำ​หลักสูตร​โดย​บรรจุวิชาศีลธรรม​ไว้​ใน​พิธีกรรมหน้า​เสาธง​ ๑ ​ชั่วโมง​ ​โดย​จะ​แบ่ง​กับ​รอง​ ​ผอ​.​อีก​ ๓ ​คน​ ​มา​ช่วย​สอน​และ​ช่วย​เล่านิทานธรรมะ​ ​ทั้ง​นี้​แต่ละคน​ต้อง​เขียนแผนที่​จะ​พูดแต่ละวัน​ด้วย​ ​เมื่อรวม​แล้ว​ ​นักเรียน​จะ​มี​ความ​รู้ด้านศีลธรรมครอบคลุมทุกเรื่อง​ ​นี่คือเหตุผลของนายถาวร​



​พร้อม​กับ​เล่า​ให้​ฟังว่าวันแรกที่ยืนเล่านิทานธรรมะ​ ​เด็ก​ไม่​สนใจฟังเลย​ ​แต่ก็​ไม่​คิดโทษเด็ก​ ​แต่กลับมองที่ตัวเรา​เองว่า​ ​หานิทาน​ไม่​สนุก​ ​หรือ​วิธีการนำ​เสนอที่​ไม่​ได้​เรื่อง​กัน​แน่​ ​จาก​นั้น​ก็ปรับปรุงเรื่อยมา​ ​ทุกๆ​ ​เช้า​จะ​ไม่​ไปไหน​ ​เพราะ​มีหลักที่ว่า​ ​นักเรียน​ต้อง​มี​ความ​สำ​คัญที่สุด​ ​ด้วย​เหตุนี้​ ​ถ้า​ใครนัดประชุม​เช้า​นอกโรงเรียน​ ​ผม​จะ​ปฏิ​เสธ​ ​หรือ​จะ​ส่งครูคน​อื่น​ไปแทน​ ​ซึ่ง​ตลอดเวลาของการ​เป็น​ผู้​อำ​นวยการมา​ ๖ ​ปี​ ​เล่านิทานธรรมะ​ ​รวม​ทั้ง​นิทานชาดกทุกวัน​ ​โดย​ไม่​ซ้ำ​เรื่อง​กัน​ ​โดย​เรื่องที่นำ​มา​เล่า​นั้น​ทั้ง​จาก​การอ่านหนังสือ​ ​และ​ดูรายการพุทธศาสนาทางโทรทัศน์ของดี​เอ็มซี​ ​ทั้ง​นี้​จะ​เขียน​ไว้​ทุกๆ​ ​วัน​
​วันไหนนิทานสนุกเล่ามัน​ ​เด็ก​จะ​ไม่​คุย​ ​ถ้า​เด็กคุย​จะ​ไม่​โทษเด็ก​ ​ครู​ผู้​เล่าต่างหากที่นำ​เสนอเนื้อหาที่​ไม่​น่าสนใจ​ ​รวม​ทั้ง​เรื่องการสอนหนังสือ​ด้วย​ ​การที่ครู​โทษเด็กว่า​ ​ไม่​สนใจเรียนคุย​กัน​ ​ครู​ต้อง​มอง​และ​สำ​รวจตัวเองก่อนว่า​ ​ได้​เตรียมเนื้อหามาสอน​เป็น​ที่น่าสนใจ​หรือ​เปล่า​ ​ครูคนไหนโทษเด็ก​ ​คือครู​ไม่​รู้จักตัวเอง​ ​นายถาวร​ ​กล่าว​
​นอก​จาก​ความ​โดดเด่นของพิธีกรรมหน้า​เสาธง​แล้ว​ยัง​มีนโยบายที่​โดดเด่นอีก​ ๒ ​อย่าง​ ​คือ​ ​นักเรียนทุกคน​ไม่​ต้อง​สอบ​เข้า​ ​เมื่อมาสมัครเพื่อที่​จะ​เข้า​เรียน​แล้ว​ ​โรงเรียน​จะ​มอบหนังสือคู่มือ​ผู้​ปกครองไป​ให้​ฟรีๆ​ ๑ ​เล่ม​ ​ผู้​ปกครอง​ต้อง​กลับไปอ่าน​ ​ถ้า​อ่าน​ไม่​ออก​ ​ลูก​ต้อง​อ่าน​ให้​ฟัง​ ​เนื้อหาของหนังสือ​จะ​ออกไป​ใน​แนวการเลี้ยงลูก​และ​ธรรมะ​ ​พร้อม​กับ​ให้​ข้อสอบไป​ช่วย​กัน​ทำ​ทั้ง​ครอบครัวอีก​ ๑๐๐ ​ข้อ​ ​ใน​วันมอบตัว​ผู้​ปกครอง​จะ​ต้อง​สอบ​ ​ทั้ง​นี้​จะ​นำ​ข้อสอบ​ทั้ง​ ๑๐๐ ​ข้อ​ ​มา​เลือก​ให้​เหลือ​ ๕๐ ​ข้อ​ ​โดย​จะ​สลับข้อ​กัน​ทั้ง​ข้อเขียน​และ​เลือกคำ​ตอบ​ ​ถ้า​ผู้​ปกครองสอบ​ไม่​ผ่าน​ ​ลูกของ​ผู้​ปกครอง​จะ​ไม่​ได้​เรียน​
​ทั้ง​นี้นายถาวรพูด​ไว้​อย่างน่าคิดว่าพูดเรื่องดีๆ​ทุกๆ​ ​เช้า​ ​พูดเรื่องดีๆ​ ​ทุกวัน​ ​จะ​ทำ​ให้​ผู้​ที่​ได้​ยิน​และ​ผู้​ที่พูดคิด​และ​ทำ​ใน​สิ่งดีๆ​ ​ด้วย​ ​เด็กดี​ไม่​ดีอย่า​โทษเด็ก​ต้อง​โทษพ่อแม่ครู​ผู้​ปกครองว่า​ ​ฝีมือ​ไม่​ถึง​ที่​จะ​สอน​ให้​เด็ก​เป็น​คนดี​ได้​ ​โรงเรียน​ค้น​พบกุญแจสำ​คัญที่ว่า​ ​การแก้ปัญหา​ต้อง​แก้ที่​เหตุ​ ​และ​เหตุที่​เด็ก​จะ​ดี​ ​หรือ​ไม่​ดี​ ​ไม่​ได้​อยู่​ที่ครู​ ​หาก​อยู่​ที่สถาบันครอบครัว​เป็น​หลัก​ ​พ่อแม่​เป็น​ครูคนแรก​ ​ถ้า​ครูคนแรกดีลูกย่อมดี​ด้วย​ ​ครูที่​โรงเรียน​เป็น​เพียงครูคนที่​๒-๓ ​เท่า​นั้น​ ​แม่​แบบ​หรือ​แม่พิมพ์​ซึ่ง​หมาย​ถึง​ครู​จึง​เป็น​สิ่งสำ​คัญ​
​ส่วน​อีกสิ่งหนึ่งคือโรงเรียนนี้​ไม่​มีกระดิ่ง​ ​ระฆัง​ ​รวม​ทั้ง​สัญญาณ​ใดๆ​ ​เป็น​เครื่องบอกเวลา​เข้า​แถวหน้า​เสาธง​ ​เวลาหมดคาบ​ ​เวลาพักกลางวัน​ ​รวม​ทั้ง​เวลา​เลิกเรียน​ ​ที่​เป็น​เช่นนี้​เพราะ​เกิด​จาก​การฝึกอบรมเรื่องระ​เบียบวินัย​ ​ทุกคนมีนาฬิกา​ ​ทุกคนมี​เวลา​เป็น​ของตัวเอง​ ​ทุกคนรู้หน้าที่​ ​และ​มีวินัย​ใน​ตัวเอง​ ​กระดิ่ง​ ​ระฆัง​ ​รวม​ทั้ง​สัญญาณ​ใดๆ​ ​จึง​ไม่​ใช่​สิ่งสำ​คัญ​ ​โรงเรียนแห่งนี้​ทั้ง​ครู​และ​นักเรียน​ไม่​ได้​ยินเสียงเหล่านี้มากว่า​ ๕ ​ปี​ ​แล้ว​
"พุทธศาสนา​ไม่​ได้​สอน​ให้​ท่องจำ​หลักคำ​สอน​ ​การท่องจำ​หลักคำ​สอน​ได้​ทุกข้อ​หรือ​จะ​สู้การปฏิบัติตามหลักคำ​สอนเพียงข้อเดียว​ ​ถ้า​นักเรียนมีศีลธรรม​ ​มีวินัย​ ​รู้หน้าที่​ ​สิ่งที่ตามมาคือ​ ​การเอา​ใจ​ใส่​ต่อการเรียน​ ​เอา​ใจ​ใส่​ต่อการอ่าน​ ​มี​ความ​เพียรพยามยาม​ ​ซึ่ง​เป็น​จุดเริ่มต้นของการเรียนเก่งนั่นเอง" ​นายถาวร​ ​กล่าวทิ้งท้าย​

เสียง​จาก​ทีมบริหาร​
อ​.​ประ​เจิด​อยู่​สงค์​ รอง​ผู้​อำ​นวยการกลุ่มบริหารวิชาการบอกว่า​ ​นอก​จาก​ความ​โดดเด่นเรื่องศีลธรรมของนักเรียน​แล้ว​ ​ศีลธรรมของครูก็​แตกต่าง​จาก​โรงเรียน​อื่นๆ​ ​เดิมทีครูกินเหล้า​ ​สูบบุหรี่​ ​พอๆ​ ​กับ​นักเรียน​ ​แต่​เมื่อครู​ได้​ยินครู​ใหญ่​ฝึกอบรมศีลธรรมนักเรียนหน้า​เสาธง​ ​ซึ่ง​ครู​ทั้ง​โรงเรียนก็ฟัง​อยู่​ด้วย​ ​ทำ​ให้​ครู​เกิด​ความ​ละอายนักเรียน​ ​จาก​ที่กินเหล้าสูบบุหรี่​อยู่​ก็ทยอยเลิก​ ​ใน​ที่สุดจำ​นวนครูที่กินเหล้าสูบบุหรี่​ ​เกือบ​จะ​ไม่​มี​เลย​ ​โดย​เฉพาะ​ใน​ระดับ​ผู้​บริหารถือว่า​ไม่​มี​เลย​
​ปี​แรกครู​ให้​ความ​สนใจ​กับ​แนวคิดของผอ​.​เพียงร้อยละ​ ๑๐ ​เท่า​นั้น​ ​ปีถัดมาก็​เพิ่มขึ้น​ ​จน​ถึง​ปีที่​ ๔ ​ครู​จึง​เห็น​ด้วย​เกือบเต็มร้อย​ ​ที่​เห็นชัดเจน​ ​คือ​ ​กินเหล้าสูบบุหรี่​ ​รวม​ทั้ง​เรื่องชู้สาว​ ​หาย​จาก​โรงเรียนแห่งนี้​ไปเลย​
​นอก​จาก​นี้​แล้ว​ครูทุกคน​ใน​โรงเรียน​ซึ่ง​มี​อยู่​เกือบ​ ๑๓๐ ​คน​ ​จะ​ต้อง​สอบวัดผลเรื่องคุณธรรมจริยธรรมทุกๆ​ ​ปี​ ​ด้วย​
​"​ใน​ส่วน​ของ​ผู้​ปกครอง​ ​ก็​เช่น​กัน​ ​แรกๆ​ ​ก็​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​นโยบายของโรงเรียน​ ​แต่​เมื่อโรงเรียนบอกว่า​ ​ทุกสิ่งที่​เราทำ​ ​เรา​ไม่​ได้​ทำ​เพื่อตัวเอง​ ​หรือ​ทำ​เพื่อโรงเรียน​ ​แต่​โรงเรียนทำ​เพื่อลูกหลานของท่าน​ ​ผู้​ปกครอง​จึง​เห็น​ด้วย​กับ​โนยบายของโรงเรียน" ​อ​.​ประ​เจิด​ ​กล่าว​
0 ​เรื่อง​ / ​ภาพไตรเทพ​ ​ไกรงู​ 0

ข้อมูลจาก คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

จิตตานุภาพ



จิตตานุภาพ​ คืออานุภาพของจิต​ ​แบ่ง​เป็น​ ๓ ​ประ​เภท​ ​คือ​
• ​จิตตานุภาพบังคับตนเอง​
• ​จิตตานุภาพบังคับ​ผู้​อื่น​
• ​จิตตานุภาพบังคับเคราะห์กรรม​

จิตตานุภาพบังคับตนเอง​
“ ​ตนของตนย่อม​เป็น​ที่พึ่งแก่ตนเอง​ ” ​เหตุนี้​จึง​ต้อง​หัดบังคับตนเอง​ ​ผู้​อื่น​ถึง​จะ​เป็น​ศัตรูก็​ไม่​เท่า​ตน​เป็น​ศัตรูต่อตนของตนเอง​ ​ถ้า​ยัง​ไม่​สามารถ​บังคับตนของตนเอง​ให้​ดี​ได้​แล้ว​ ​ก็อย่าหวังเลยว่า​จะ​บังคับ​ผู้​อื่น​ให้​ดี​ได้​

จิตตานุภาพบังคับตนเองมี​ ๗ ​ประการ​
บังคับ​ความ​หลับ​และ​ความ​ตื่น​
​การหัดนอน​ให้​หลับสนิท​เป็น​กำ​ลังสำ​คัญยิ่งนัก​ ​เหตุที่ทำ​ให้​นอน​ไม่​หลับมี​ ๒ ​ประการ​ ​คือ​
๑.๑ ​ร่างกาย​ไม่​สบายพอ​
​อาหารที่ย่อยยากก็​เป็น​เหตุ​ให้​ร่างกาย​ไม่​สบายพอ​ ​ควรนอนตะ​แคงข้างขวา​ ​ถ้า​นอนหงายก็ควร​ให้​เอียงขวานิดหน่อย​ ​ถ้า​ต้อง​การพลิกก็ควรพลิก​จาก​ขวานิดหน่อย​ ​แล้ว​กลับตะ​แคงขวาตามเดิม​ ​นอนย่อม​ให้​อวัยวะทุก​ส่วน​พักผ่อน​ ​อย่า​ให้​เกร็งตึง​และ​ไม่​ควรตะ​แคงซ้าย​
๑.๒ ​ความ​คิดฟุ้งซ่าน​
​เวลานอน​ถ้า​จิตฟุ้งซ่าน​ ​ควรคิด​ถึง​สิ่ง​ใด​สิ่งหนึ่ง​ ​แต่อย่างเดียว​ ​ครั้น​แล้ว​ก็​เลิกละ​ไม่​คิดสิ่ง​นั้น​ ​และ​ไม่​คิดอะ​ไร​อื่น​ต่อไปอีก​ ​กระทำ​ใจ​ให้​หมดจดเหมือนน้ำ​ที่​ใสสะอาด​
​ควรบังคับตัว​ให้​ตื่นตรงตามเวลาที่​ต้อง​การ​ ​ก่อนนอน​ต้อง​คิด​ให้​แน่​แน่ว​ ​สั่งตนเอง​ให้​ตื่นเวลา​เท่า​นั้น​ ​เมื่อ​ถึง​เวลาก็​จะ​ตื่น​ได้​เองตาม​ความ​ประสงค์​

ทำ​ความ​คิด​ให้​ปลอดโปร่ง​ ​ว่องไว​ ​ใน​เวลาตื่นขึ้น​ ​อย่า​ให้​เซื่องซึม​ “ ​ต้อง​เอา​ความ​คิด​ใน​เวลาตื่น​เช้า​ ​ไปประสานติดต่อ​กับ​ความ​คิดที่​เราทิ้ง​ไว้​เมื่อวันวานก่อนที่​จะ​นอนหลับ​ ” ​ก่อนนอนควรจดบันทึกกิจการที่​เรา​จะ​ต้อง​ทำ​ใน​วันรุ่งขึ้น​นั้น​ไว้​ใน​กระดาษแผ่นหนึ่งเสมอ​ ​พอตื่นขึ้นมาก็หยิบดู​เพื่อปลุก​ความ​คิด​ให้​ตื่น​
เปลี่ยน​ความ​คิด​ได้​ตาม​ต้อง​การ​ คือเมื่อ​ต้อง​การคิดอย่าง​ใด​ก็​ให้​คิด​ได้​อย่าง​นั้น​ ​ทิ้ง​ความ​คิด​อื่น​ ​ๆ​ ​หมด​ ​และ​เมื่อ​ไม่​ต้อง​การคิดอีกต่อไป​ ​จะ​คิดเรื่อง​อื่น​ก็​ให้​เปลี่ยน​ได้​ทันที​ ​และ​ทิ้งเรื่องเก่า​โดย​ไม่​เอา​เข้า​มาพัวพัน​ ​คือทำ​ใจ​ให้​เป็น​สมาธิ​อยู่​ที่กิจเฉพาะหน้า​ ​การเปลี่ยน​ความ​คิด​เป็น​เหตุ​ให้​ห้องสมองมี​เวลาพักชั่วคราว​ ​ทำ​ให้​สมองมีกำ​ลังแข็งแรงขึ้น​
สงบใจ​ได้​แม้​เมื่อตก​อยู่​ใน​อันตราย​ ​หรือ​ประสบทุกข์​ อย่า​ให้​เสียใจหมดสติสะดุ้ง​ ​ดิ้นรนจนสิ้นปัญญา​แก้​ไข​ ​เกิด​ความ​ท้อถอย​ไม่​ทำ​อะ​ไรต่อไป​ ​ความ​สงบ​ไม่​ตื่นเต้น​เป็น​เหตุ​ให้​เกิดปัญญาประกอบกิจ​ให้​สำ​เร็จ​ได้​สมหวัง​ ​เรา​จะ​แก้​ไขเหตุร้ายที่​เกิดขึ้นแก่​เรา​ได้​นั้น​ก็มีทาง​จะ​ทำ​อยู่​ ๒ ​ขั้น​
๔.๑ ​ต้อง​สงบใจมิ​ให้​ตื่นเต้น​
๔.๒ ​ต้อง​มี​ความ​มานะพยายาม​
วิธีสงบใจที่ดีที่สุด​ ​หายใจยาว​และ​ลึก​

เปลี่ยนนิสัย​ความ​เคยชินของตัว​จาก​ร้าย​เข้า​มาหาดี​ การขืนใจตัวเองชั่วขณะหนึ่งอาจ​เป็น​ผลดี​แก่ตัวเองตลอดชีวิต​ ​แต่การทำ​ตามใจตัวขณะ​เดียวก็อาจ​เป็น​ผล​ถึง​การทำ​ลายชีวิตของเรา​ได้​เหมือน​กัน​
ตรวจตราตัวของตัว​เป็น​ครั้งคราว​โดย​สม่ำ​เสมอ​ ให้​ทราบว่ากำ​ลังใจมั่นคงขึ้น​หรือ​ไม่​ ​ฝ่ายกุศลเจริญขึ้น​หรือ​ไม่​ ​ฝ่ายอกุศลลดน้อยเบาบางหมดสิ้นไป​หรือ​ไม่​ ​ใจ​ยัง​สะดุ้งดิ้นรนหวั่นไหว​อยู่​หรือ​ไม่​
ป้อง​กัน​รักษาตัว​ด้วย​จิตตานุภาพ​ การสะดุ้งตกใจ​หรือ​เสียใจ​ ​ความ​กลัว​ ​เป็น​เหตุ​ให้​เกิดโรค​และ​โรคกำ​เริบ​ ​และ​เป็น​เหตุ​ให้​คนดี​ ​ๆ​ ​ตาย​ได้​ ​คนไข้​ถ้า​ใจดีหาย​เร็ว​ ​ความ​ไม่​กลัวตายรอดอันตราย​ได้​มากกว่ากลัวตาย​ ​ความ​พยายาม​และ​อดทน​เป็น​เหตุ​ให้​สำ​เร็จสมประสงค์​

จิตตานุภาพบังคับ​ผู้​อื่น​
​จิตตานุภาพอย่างอ่อน​ ​สามารถ​ใช้​สายตา​ ​น้ำ​เสียง​และ​ด้วย​กระ​แสจิตประกอบคำ​พูด​ ​ซึ่ง​จะ​เป็น​เครื่องจูงใจคน​ให้​เชื่อฟัง​ ​ลักษณะ​ไม่​หวาดหวั่นครั่นคร้ามต่อใคร​ ​ๆ​ ​นั้น​ไม่​ใช่​ชีวิตหัวดื้อบึกบึน​ซึ่ง​ไม่​นับว่า​เป็น​จิตตานุภาพ​ ​ต้อง​เป็น​คนสุภาพสงบเสงี่ยม​ ​เคารพนบนอบต่อบุคคลที่ควรเคารพ​ ​แต่ทว่าหัวใจของคนชนิด​นั้น​ไม่​หวาดหวั่นเกรงกลัวใคร​ ​และ​สามารถ​แสดง​ให้​เห็นว่าตัว​เป็น​มนุษย์คนหนึ่ง​อยู่​ใน​โลก​ ​และ​เป็น​มนุษย์ที่รู้จักคิด​ ​รู้จักพูด​ ​รู้จักทำ​
​คนที่​สามารถ​เป็น​นายตนเอง​ ​ไม่​ตก​เป็น​ทาสของหัวใจคน​อื่น​ ​และ​สามารถ​ดึงดูดหัวใจคน​เข้า​มา​เชื่อฟังเกรงกลัว​นั้น​ ​ถ้า​สังเกต​ให้​ดี​แล้ว​จะ​เห็น​ได้​ว่ามีลักษณะ​ ๔ ​ประการ​
• ​สายตา​แข็ง​ ​มีอำ​นาจ​ใน​ตัว​
• ​เสียงชัดแจ่มใส​
• ​ท่าทางสงบเสงี่ยม​และ​เป็น​สง่า​
• ​รู้จักวิธีชักจูงหัวใจคน​ให้​หันมา​เข้า​ใน​คลอง​ความ​คิดของตัว​
​พยายามอ่านหนังสือหน้าหนึ่ง​โดย​ไม่​กะพริบตา​เลยทำ​ให้​สายตา​แข็ง​ได้​ ​อ่านหนังสืออย่างช้า​ ​ๆ​ ​ให้​ชัดถ้อยคำ​ทุก​ ​ๆ​ ​ตัว​และ​ให้​ได้​ระยะ​เสมอ​กัน​ทำ​ให้​เสียงชัดแจ่มใส​
​เวลาพูด​ ​พยายามพูด​ให้​เป็น​จังหวะอย่า​ให้​ช้าบ้าง​เร็ว​บ้าง​และ​ให้​ชัดถ้อยคำ​เสมอ​ ​ไม่​ให้​อ้อมแอ้ม​หรือ​กลืนคำ​เสียครึ่งหนึ่ง​ ​เป็น​การฝึกหัด​ให้​เสียงชัดเจนแจ่มใส​
บุคคลที่มีสง่า​ ​คือคนที่บังคับร่างกาย​ให้​อยู่​ใน​อำ​นาจหัวใจ​ได้​เสมอ​ ​มีท่าทางสงบเสงี่ยม​เป็น​สง่า​ไม่​แสดงอาการโกรธ​ ​เกลียด​ ​กลัว​ ​รัก​ ​ขมขื่น​ ​ตกใจ​ ​สะดุ้ง​ ​เศร้า​โศก​ ​ให้​ปรากฏ​ ​ไม่​ทำ​อิริยาบถเคลื่อนไหวอัน​ใด​โดย​ไม่​จำ​เป็น​ ​และ​โดย​บอก​ความ​กำ​กับ​ของใจ​ ​มีหน้าตา​แจ่มใส​ ​อิริยาบถสงบเสงี่ยม​เป็น​สง่า​อยู่​ทุกขณะ​ ​การเคลื่อนไหวทุกอย่างทำ​ด้วย​ความ​หนักแน่นมั่นคง​ ​อย่า​ให้​รวด​เร็ว​จน​เป็น​การหลุกหลิก​ ​หรือ​ผึ่งผายจน​เป็น​การเย่อหยิ่ง​ ​หรือ​อ่อนเปียกจน​เป็น​การเกียจคร้าน​ ใน​เวลายืน​ให้​น้ำ​หนักตัวถ่วง​อยู่​ทั่ว​ตัวเสมอ​ ​ไม่​ให้​ถ่วงแต่​ส่วน​ใด​ส่วน​หนึ่ง​
​รู้จัก​ใช้​วิธีชักจูงหัวใจคน​ให้​หัน​เข้า​มา​ใน​คลอง​ความ​คิดของเรา​
• ​หลีกเลี่ยง​ไม่​ให้​เกิดมีสิ่งที่​จะ​ชักจูง​ให้​เขา​ละทิ้งข้อแนะนำ​ของเรา​
• ​จูงใจ​เขา​ให้​หัน​เข้า​มา​ใน​ทางที่​เรา​ต้อง​การทุกที​

วิธีป้อง​กัน​ตัว​ไม่​ให้​จิตตานุภาพของ​ผู้​อื่น​บังคับเรา​ได้​
​ให้​ทำ​มโนคติ​ให้​เห็นประหนึ่งว่า​ ​กระ​แสดวงจิตของเรา​แผ่ซ่านป้อง​กัน​อยู่​รอบตัวเรา​ ​จิตตานุภาพของ​ผู้​อื่น​ไม่​สามารถ​จะ​เข้า​ถึง​ตัวเรา​ได้​ ​ให้​ทำ​เวลา​เข้า​นอนครั้งหนึ่ง​ ​และ​ขณะที่​อยู่​ใกล้​บุคคลที่​เราระ​แวงว่า​เขา​จะ​ใช้​จิตตานุภาพบังคับเรา​

จิตตานุภาพบังคับเคราะห์กรรม​
​เครื่องมือที่​จะ​ชักนำ​เอา​เคราะห์ดี​เข้า​มา​ ​คือ​ ​ความ​พยายามเข้มแข็ง​ไม่​ท้อถอยหนักแน่นระมัดระวัง​ ​เชื่อแน่​ใน​ความ​พากเพียรบากบั่นของตัว​ ​มัก​จะ​เป็น​คนเคราะห์ดี​อยู่​เสมอ​ ​และ​มีคุณสมบัติอย่าง​อื่น​อีกคือ​ ​ความ​มุ่งหมาย​และ​อย่า​ให้​นึก​ถึง​เคราะห์ร้าย​ ​ตั้ง​ความ​มุ่งหมาย​ถึง​ผลอัน​ใด​ใน​ชีวิต​ไว้​เท่า​นั้น​ ​เพื่อ​ให้​ก้าวหน้ามุ่งตรงไปจนบรรลุสมประสงค์​
​ความ​มุ่งหมายจำ​ต้อง​ให้​สูง​ไว้​เสมอ​ ​เพื่อ​จะ​ได้​มี​ความ​พยายามอย่างสูง​ด้วย​ ​แต่การก้าวไปสู่ที่มุ่งหมาย​นั้น​ ​ต้อง​ก้าวอย่างระมัดระวัง​ไม่​ก้าว​ให้​ผิด​ “ ​ควรมี​ความ​ปรารถนา​ให้​สูง​อยู่​เสมอ​ ​แต่​จะ​ต้อง​ระมัดระวังมิ​ให้​เดินพลาด​ ”
การ​ไม่​ยอมแพ้​เคราะห์ร้าย​ ​เป็น​เหตุ​ให้​เคราะห์ร้ายพ่ายแพ้​เองเมื่อประสบเคราะห์​
• ​จะ​ต้อง​ไม่​ให้​ใจเสีย​ ​เชื่อมั่น​ใน​ความ​รู้​ความ​สามารถ​ของตัว​ ​รวบรวมกำ​ลัง​ให้​พรั่งพร้อม​
• ​ตั้ง​ความ​มุ่งหมาย​ให้​ดี​และ​ตกลงแน่ว่า​จะ​มุ่งไปทางไหน​
• ​ใช้​ความ​ระมัดระวัง​ให้​มากขึ้น​ ​กุมสติ​ให้​มั่น​ ​อย่างไรก็ดี​จะ​ปล่อย​ให้​เป็น​ไปตามยถากรรม​ ​ทำ​การต่อสู้ดังกล่าว​แล้ว​นั้น​ไม่​ได้​เป็น​อันขาด​


การต่อสู้​กับ​เคราะห์​
• ​จะ​ต้อง​สงบใจ​ ​ไม่​ตื่นเต้น​ ​ไว้​ใจตัว​และ​เชื่อแน่ว่า​ ​เรามีจิตตานุภาพ​เป็น​เครื่องมือรวมกำ​ลังสติปัญญาของเรา​ให้​พรั่งพร้อม​ ​เช่นเดียว​กับ​นายเรือที่​ไม่​รู้จักเสียใจ​ ​รวบรวมกำ​ลังเรือ​และ​กำ​ลังคน​ให้​บริบูรณ์​
• ​ต้อง​ยึดที่หมาย​ให้​แน่น​ ​กล่าวคือระลึก​ถึง​ผลที่​เรา​ต้อง​การบรรลุ​นั้น​ให้​แน่วแน่ยิ่งขึ้น​ ​เปรียบเสมือนนายเรือที่ตั้งเข็มทิศ​ให้​ตรง​ ​และ​ให้​รู้​แน่ว่า​จะ​ต้อง​การ​ให้​เรือบ่ายเบี่ยงไปทางไหน​
• ​ใช้​ความ​ระมัดระวัง​ให้​มากยิ่งกว่า​เมื่อก่อน​จะ​เกิดเหตุร้ายอีกหลาย​เท่า​ ​และ​ความ​วินิจฉัยที่ถูก​ต้อง​ ​ทำ​ทางปฏิบัติของเรา​เหมือนอย่างหางเสือเรือ​ ​ที่​จะ​ช่วย​ให้​เรือบ่ายเบี่ยงไปทางทิศที่​ต้อง​การ​จะ​ไป​
• ​ไม่​สามารถ​จะ​ก้าวไปข้างหน้า​ได้​ก็อย่าถอยหลัง​ ​ให้​หยุด​อยู่​กับ​ที่​
• ​ให้​รู้สึกว่า​เคราะห์​นั้น​ทำ​ให้​เราดีขึ้น​ ​เป็น​ครูของเรา​ ​เป็น​ผู้​เตือนเรา​ ​เป็น​ผู้​ลวงใจเรา​ ​อย่า​เห็นว่า​เคราะห์กรรม​เป็น​ของเลว​ ​ไม่​น่าปรารถนา​ ​ควรคิดว่า​เป็น​ของดีที่ทำ​ให้​เรา​เข้มแข็งมั่นคงขึ้น​ ​ให้​รู้สึกเสมอว่า​เรา​เกิดมา​เรียน​ทั้ง​เคราะห์ร้าย​และ​เคราะห์ดี​ ​เคราะห์​เป็น​บทเรียนของเรา​ ​ที่​จะ​ทำ​ให้​เรา​แจ้งโลก​แล้ว​จะ​ได้​พ้นโลก​ ​ดังนี้​ ​จะ​ไม่​รู้จักเคราะห์ร้ายเลย​ใน​ชีวิต​


ที่มา
http://www.kanlayanatam.com/sara/sara61.htm

Logo เก่า ๆ หาดูยาก

Logo เก่า ๆ จำกันได้ไหม
เกิดทันหรือเปล่า

ดูกันเพลินๆ


Adobe Systems


Source: Adobe Press


Apple Inc.




Canon


Source: Canon Origin and Evolution of the Logo



Google




IBM



Source: IBM Archives



LG Electronics




Microsoft



Microsoft’s "groovy logo" source: Coding Horror


Motorola




Mozilla Firefox




Nokia



Source: about-nokia.com



Palm




Xerox


Source: Xerox Historical Logos


ที่มา neatorama.com